INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (57)

1751271562779 edit 472228438216681 207x300 1

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (57)

โดย อดุลย์ มานะจิตต์

ต่อ….

ไว้ที่กำแพงบ้านแต่เกิดมีไฟไหม้ ถึงแม้มันจะไม่ไหม้แต่มันก็ทำให้ควันไฟนั้นมีเขม่าจับเครื่องประดับและสีสรร และอื่นๆ เสียหายไปด้วยกันทั้งหมด”

ตามสายรายงานที่จริงแท้ อะรีส อันวาร ได้เล่าเรื่องไว้ว่า วันหนึ่งฉันกำลังจะเดินทางไปยังเมืองๆ หนึ่งชื่อ ฮีเราะฮ์ พร้อมกับ อมีรุลมุอ์มินีน อะลี ในระหว่างทางเราได้มีโอกาสมาพบกับโบสถ์คริสต์แห่งหนึ่งซึ่งกำลังมีการเป่าสังข์กันอยู่ อะลี สอบถามฉันว่า “โอ้ อะรีสเอ๋ย เจ้ารู้ไหมว่าสังข์อันนี้กำลังพูดว่าอะไร” ฉันจึงตอบกลับไปว่า “อัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์และน้องชายของท่านย่อมทราบดีกว่า” เขาจึงกล่าวว่า “มันกำลังบรรยายถึงโลกและความชั่วร้ายต่างๆ ของมัน และกล่าวว่า “ฉันขอเป็นพยานว่า อัลลอฮ์ทรงเป็นเอกะดังว่า พระองค์ทรงสัตย์จริง พระองค์ทรงสัตย์จริง โดยแท้จริงแล้ว โลกได้หลอกลวงเรา และได้ทำให้เราไม่ดีต่อปรภพ และทำลายล้างสติปัญญาของเรา และทำให้เราหลงทาง โอ้บรรดาผู้เป็นบุตรแห่งโลกนี้ จงเปลี่ยนกิจการในทางโลกของพวกเจ้าออกไป โอ้ผู้เป็นบุตรแห่งโลก พวกเจ้าถูกบดขยี้ลงทุกวัน ภายใต้ความโกลาหลวุ่นวาย ต่างๆ กับการเก็บรวบรวมทรัพย์สินสมบัติของโลกนี้ หากพวกเจ้าทั้งหมดไม่ทำลายล้างซึ่งกันและกัน พวกเจ้าก็จะต้องจากมันไปโดยพลัน โอ้ผู้เป็นบุตรแห่งโลก พวกเจ้าจะไปอีกนานเท่าใดกันในการสั่งสมทรัพย์สินสกุล โลกทำลายล้างกันจากศตวรรษหนึ่งหลังจากอีกศตวรรษหนึ่ง (มอน หมายถึงหากไม่ใช่ 100 ปี ก็จะเป็น 30 ปี) ไม่มีปีใดในชีวิตของเราเลยที่ผ่านไปโดยไม่ได้ทำให้สรีระส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเราต้องประสบกับความอ่อนแอ โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ เราได้ทำลายล้างสถานที่อยู่อันถาวรของเรา และได้ทำให้บ้านอันชั่วคราวเป็นที่พำนักของเรา เรายังไม่รู้สึกถึงความสูญเสียนี้ในโลกนี้ แต่จะมารู้ได้ก็ต่อเมื่อภายหลังความตาย(โดยไม่มีประโยชน์อันใด)” ภายหลังจากนั้น อมีรุลมุอ์มินีน จึงถามฉันว่า “โอ้ ฮารีสเอ๋ย พวกคริสเตียนได้ปฏิบัติตามคำเรียกร้องของสังข์อันนี้หรือไม่ หากพวกเขาต่างปฏิบัติตามแล้วพวกเขาจะไม่มีวันทำ อีซา ให้เป็นภาคีของอัลลอฮ์ ฮารีสเล่าว่า เขาจึงไปหาชาวคริสเตียนคนหนึ่งในวันรุ่งขึ้น ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในโบสถ์หลังนั้น ฉันจึงบอกกับเขาว่า เพื่อเห็นแก่พระเยซู ขอให้ท่านโปรดเป่าสังข์นี้ ดังที่ท่านได้เป่ามันก่อนหน้านี้ เขาจึงเริ่มเป่ามัน และฉันจึงพยายามเปรียบเทียบในทุกวลีของท่านอะลีด้วยกับทำนองของมัน และพบว่ามันเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อได้ยินสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ชาวคริสเตียนผู้นี้จึงถามขึ้นว่า ด้วยกับสัจธรรมของศาสดาของท่าน จงบอกฉันเถิดว่า ใครกันที่เป็นผู้บอกท่านถึงสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ฮารีสกล่าวว่า ชายผู้ยิ่งใหญ่นั้น ที่มากับฉันที่นี่เมื่อวานนี้ ได้เป็นผู้ทำให้ฉันได้รู้จักกับการข่าวประกาศนี้ตามเสียงของสังข์ที่เป่าออกมา เขาจึงสอบถามว่าเขา(อะลี)มีความสัมพันธ์กับศาสดาหรือไม่ ฉันจึงกล่าวว่า เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของท่าน จากนั้นเขาจึงถามว่าเขาได้ยินสิ่งนี้มาจากศาสดาหรือไม่ ฉันจึงบอกว่าใช่ เมื่อได้ยินดังนี้ ชาวคริสเตียนคนนี้ จึงขอเข้ารับอิสลาม และกล่าวว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ฉันได้อ่านพบในคัมภีร์เตารอฮ์ว่า ศาสนทูตองค์สุดท้ายจะเป็นผู้อธิบายถึงคำข่าวประกาศของสังข์นี้

3.17 การขึ้นสู่เบื้องสูงของ อีซา สู่ชั้นฟ้า การกลับลงมาคืนสู่โลกก่อนวันอวสาน เรื่องราวของซัมมอน บิน ฮามูน อัล-ซอฟฟา*

อัลลอฮ์ผู้ทรงเกรียงไกรตรัสว่า “และเมื่ออัลลอฮ์ตรัสว่า โอ้ อีซา ข้ากำลังจะทำให้ระยะเวลาการอยู่(บนโลก)ของเจ้าหมดสิ้นลง และทำให้เจ้าขึ้นมายังข้า และทำให้เจ้าบริสุทธิ์สะอาดจากบรรดาผู้ปฏิเสธ เพื่อว่าเจ้าจะได้ไม่ต้องอยู่ในระหว่างพวกเขาและเจ้าจะได้ไม่ต้องประสบกับ

*ซัมมอน หรือซีโมนอันตรายจากพวกเขา บางคนกล่าวว่า คำว่า “ตะวัฟฟา”(ในอายะฮ์นี้ของอัลกุรอาน) หมายถึง “ความตาย” และที่ว่า อัลลอฮ์สังหารเขาก่อนและทำให้เขามีชีวิตขึ้นอีก หลังจากนั้นสามชั่วโมงและจึงนำเขาขึ้นสู่ฟากฟ้า อีกบางคนกล่าวว่า ความตายของเขานั้นจะเกิดขึ้นภายหลังจากทำการกลับคืนมาสู่โลกในยุคสุดท้าย(และทำให้บรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามเจ้าเหนือกว่าบรรดาผู้ที่ปฏิเสธเจ้าในวันฟื้นคืนชีพ)

เมื่อว่าตามนี้ ชาวคริสเตียนจึงมีสถานะอำนาจเหนือกว่าพวกยิว และในทำนองเดียวกันในอุมมะฮ์นี้ของศาสนทูตองค์สุดท้าย(มุฮัมมัด)ก็เช่นกัน ผู้ซึ่งมีความศรัทธาใน อีซา จึงคงอยู่เหนือพวกยิวเสมอมาและการเป็นกษัตริย์จึงหลุดมือไปจากพวกยิว จึงถือเป็นความอัศจรรย์ประการหนึ่งของอัลกุรอานที่ว่า อะไรก็ตามที่มันได้กล่าวไว้ล่วงหน้านั้น ล้วนแล้วแต่บังเกิดขึ้นสมจริง พระผู้อภิบาลทรงกล่าวไว้ในอีกที่หนึ่งว่า

และเพราะการปฏิเสธของพวกเขา และเพราะการที่พวกเขาได้กล่าวคำพูดต่อต้านมัรยัม จึงถือเป็นการใส่ร้ายอย่างรุนแรงยิ่ง

อัลลอฮ์ทรงลงโทษผู้คนเหล่านี้(ยิว)เพราะพวกเขาไม่ศรัทธาและเพราะการกล่าวหาใส่ร้ายต่อมัรยัม เชค ตะบัสรี ได้เล่าเรื่อง ไว้ว่า เมื่อ อีซา ผ่านคนกลุ่มหนึ่งของพวกยิว พวกเขากล่าวคำพูดดังว่า ‘ดูซิ เจ้าลูกชายของนักมายากล และของหญิงที่ละเมิดในกาม มานี่แล้ว’ เมื่อได้ยินคำพูดอันน่ารังเกียจเหล่านี้ อีซาจึงวิงวอนขอต่อ อัลลอฮ์ พระผู้ทรงเกรียงไกรดังว่า “โอ้ อัลลอฮ์ พระองค์เท่านั้นที่เป็น พระผู้อภิบาลของข้าฯ พระองค์ทรงสร้างข้าฯ มาโดยไม่มีบิดา และเพราะฉะนั้นผู้คนเหล่านี้จึงกล่าวกับข้าว่าเป็นบุตรที่เกิดมาจากผลผลิตของการละเมิดในกาม โอ้อัลลอฮ์ขอพระองค์ทรงลงโทษบรรดา ผู้ที่พวกเขากล่าวร้ายข้าฯ และมารดาของข้าพระองค์ ในทันใดนั้น พวกเขาจึงกลายเป็นสุกร”

และพวกเขาบอกกล่าวว่า แท้จริงเราได้สังหาร มะซีฮะ อีซา บุตรของมัรยัม ศาสนทูตของอัลลอฮ์ และพวกเขาไม่ได้สังหารเขา และก็ไม่ได้ตรึงกางเขนเขา แต่มันปรากฏแก่พวกเขาเช่นนั้น

(เสมือนอีซา)

มีบันทึกอยู่ในแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือว่า อิมาม มุฮัมมัด อัล บาเกร กล่าวว่า ครั้งหนึ่งอีซาได้นัดหมายกับบรรดาสาวกของเขาเกี่ยวกับคืนหนึ่งที่ซึ่งอัลลอฮ์จะทรงนำเขาขึ้นไป ดังนั้นพวกเขาจึงมารวมตัวกันรอบตัวท่าน นับจากเย็นวันนั้น มีอยู่ด้วยกันสิบสองคน อีซาจึงให้พวกเขาเข้ามาในบ้านหลังหนึ่ง ณ มุมหนึ่งของบ้านหลังนั้นมีน้ำพุอยู่แห่งหนึ่ง อีซาจึงอาบน้ำชำระร่างกาย ณ น้ำพุนั้น และจึงเข้ามาหาพวกเขาขณะที่น้ำยังคงหยดลงมาจากศีรษะของเขา จากนั้นเขาจึงกล่าวขึ้นว่า อัลลอฮ์ทรงวิวรณ์มายังฉันว่า พระองค์จะทรงยกฉัน ขึ้น ณ บัดนี้ สู่ชั้นฟ้าเพื่อปกป้องฉันจากความชั่วร้ายของพวกยิว จะมีผู้ใดในหมู่พวกเจ้าบ้างไหมที่จะปรากฏตนในรูปร่างของฉัน เพื่อว่าพวกเขาจะได้นำตัวเขาไปแทนฉันและจึงนำไปสังหารและตรึงกางเขน ดังนั้นบุคคลคนนั้นจะได้อยู่ร่วมกับฉันในสวนสวรรค์แห่งปรภพ และเขาจะได้อยู่ในชั้นของฉัน

เมื่อได้ยินดังนี้ มีชายหนุ่มคนหนึ่งจากบรรดาสาวกของเขากล่าวว่า

โอ้เป็นวิญญาณของอัลลอฮ์ ฉันพร้อมที่จะกระทำเช่นนั้น อีซาจึงกล่าวว่า ใช่ เจ้าสามารถที่จะกระทำเช่นนั้นได้และกล่าวเสริมว่า ก่อนที่จะถึงรุ่งเช้าอีกวันหนึ่ง คนหนึ่งของพวกฉันจะได้กล่าวสามครั้งไม่ใช่คนๆ นั้น ดังนั้นอีซาจึงกล่าวขึ้นว่า หากเจ้าพบว่าเจ้ามีสิ่งนั้นอยู่ในหัวใจของเจ้า เจ้าก็จะเป็นคนๆ นั้น จากนั้นอีซาจึงกล่าวว่า เจ้าจะอยู่ในสามกลุ่มนี้ภายหลังจากที่ฉันจากไปแล้ว สองกลุ่มแรกจะสร้างเรื่องเท็จกับอัลลอฮ์ และเข้าสู่ขุมนรกด้วยเหตุผลนี้ และนัยกายที่สามจะดำเนินตามและเชื่อฟังผู้สืบทอดตำแหน่งของฉัน ซัมมอน จะไม่

สร้างเรื่องเท็จเทียมให้กับอัลลอฮ์ ฉะนั้นจึงได้เข้าสู่สวรรค์ ภายหลังจากนั้นเล็กน้อย จากมุมหนึ่งของบ้านหลังนั้น อีซาจึงถูกยกขึ้นสู่สวรรค์ขณะที่ผู้คนกำลังสังเกตการณ์อยู่ พวกยิวจึงออกค้นหาอีซา พวกเขาจึงเข้าจับกุมชายคนที่อีซาได้บอกล่วงหน้าไว้แล้วว่าเขาจะเป็นผู้ปฏิเสธ และอีกคนหนึ่งที่ตกลงจะปรากฏตนเสมือนอีซา คนหลังนี้ถูกสังหาร ขณะที่อีกคนหนึ่งที่อีซาบอกล่วงหน้าไว้ ได้ปฏิเสธการเป็นศาสนทูตของอีซาครบสิบสองครั้ง

อิบนิ บะบาวัย ได้เล่าเรื่องไว้ดังมีข้อพิสูจน์อย่างแท้จริงว่าศาสนทูตของพระเจ้ากล่าวว่า ครั้งหนึ่งทวยเทพกาเบรียลได้นำการสื่อสารหนึ่งมายังศาสนทูตของพระเจ้า ซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวกับบรรดากษัตริย์ของภพ มีกล่าวไว้ในนั้นว่า เมื่ออัซอันจ์ อิบนิ อัซซะอัน ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงปกครองเป็นเวลา 266 ปี แต่หลังจากที่พระองค์ทรงครองราชย์ครบ 51 ปี อีซาจึงได้รับการแต่งตั้ง(จากอัลลอฮ์)ให้เป็นศาสนทูตองค์หนึ่ง อัลลอฮ์ทรงประทานแสงสว่างให้กับเขา(อีซา) และความรู้ วิทยาญาณ พร้อมด้วยความรู้ของบรรดาศาสดาที่ผ่านมารวมทั้งหมด อีซาเริ่มภารกิจของเขาด้วยกับวิชาความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ที่พระเจ้าทรงมอบให้ เพื่อเป็นการเผยแพร่พระดำรัสของอัลลอฮ์ อัลลอฮ์ทรงประทานคัมภีร์อินญีล (ไบเบิล) ให้กับเขา และนำทางเขาสู่กรุงเยรูซาเล็ม เขาถูกส่งลงมาเพื่อนำทางผู้คนแห่งชาวอิสราเอล แต่พวกนั้นกลับกลายเป็นผู้ปฏิเสธและก่อกบฏ ดังนั้นอีซาจึงสาปแช่งพวกเขาและวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์ให้ต่อต้านพวกเขา อันเป็นผลทำให้บางคนของพวกเขา ได้เปลี่ยนรูปร่างไปเป็นแบบของชัยตอน เพื่อว่าพวกเขาจะได้แสดงให้พวกเขาได้เห็นถึงสัญญาณหนึ่งของการเป็นศาสนทูตของพระเจ้า และเพื่อว่าพวกเขาจะได้รับคำชี้แนะตักเตือน ถึงกระนั้นอีซาก็ยังคงเผยแผ่อยู่ต่อไปในหมู่พวกเขาเป็นเวลา 33 ปี ณ นครเยรูซาเล็มและให้กำลังใจกับพวกเขาเพื่อเร่งรีบมาสู่การตอบแทนรางวัลของพระเจ้า แต่การก่อ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *