แก้ปัญหาอย่างอเล็กซานเดอร์ได้อย่างไร : บทเรียนจากปมกอร์เดียน

แก้ปัญหาอย่างอเล็กซานเดอร์ได้อย่างไร : บทเรียนจากปมกอร์เดียน
ปมกอร์เดียน อ้างถึงเรื่องราวจากตำนานกรีก แต่มันเป็นการเปรียบเทียบอยู่จนวันนี้ด้วย เหมือนกับถ้อยคำ “กล่องแพนโดรา” “สัมผัสไมดาส” “ส้นเท้าอคิลลิส” “ม้าโทรจัน” “อิคาร์รัส” หรือ “โอดิสซีย์”เราสามารถประยุกต์ใช้ตำนานกรีกโบราณเหล่านี้เป็นการเปรียบเทียบภายในชีวิตธุรกิจของเราทำนองเดียวกับตำนานเกี่ยวกับเรื่องราวตำนานเหล่านี้ ปมกอร์เดียนเป็นตำนานจากกรีกโบราณเกี่ยวกับอเล็กซานเดอร์มหาราชตัดปมเชือกด้วยดาบของเขาในขณะนี้ถ้อยคำ ปม กอร์เดียน เป็นการเปรียบเทียบอ้างถึงปัญหาที่ซับซ้อน สามารถแก้ได้ด้วยวิถีทางแหวกแนว เช่น ตัดปมไม่ใช่แก้ปมดังนั้นการเปรียบเทียบหมายถึง กระตุ้นการคิดนอกกล่อง และค้นพบข้อแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ต่อปัญหาที่ซับซ้อนเราเคยเผชิญกับปัญหาดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ไขหรือไม่ ปัญหาที่ซับซ้อนและพันกันเหลือเกิน จนเราไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนและกระทำอย่างไร ปัญหาที่ทำให้เรารู้สึกท้อเเท้และไร้ความหวัง ถ้าเราเคย และเราไม่ได้เป็นนคนเดียว บุคคลหลายคนเผชิญกับปัญหานี้ภายในชีวิตส่วนบุคคลและอาชีพมาแล้ว ปัญหาเหล่านี้สามารถทดสอบความอดทน ความคิดสร้างสรรค์ และความยืดหยุ่นของเรา แต่กระนั้นเรามีวิถีทางที่จะเอาชนะปัญหาเหล่านี้ เเละมันบันดาลใจเราโดยตำนานโบราณ ตำนานของปมกอร์เดียนเรามีเรื่องราวหลายฉบับของต้นกำเนิดของปมกอร์เดียน เเต่มันทุกฉบับเริ่มต้นด้วยบุคคลคนเดียวกัน กอร์เดียส บิดาของกษัตริย์ไมดาสตำนานตามเรื่องราวของมัน กอร์เดียสเป็นชาวชนบทยากจนอาศัยอยู่ภายในฟรีเจีย ตั้งอยู่ภายในตุรกีปัจจุบันเขากำลังไถนาของเขาตอนเช้าวันหนึ่ง เมื่อเขาได้มองเห็นนกอินทรีตัวหนึ่งนั่งอยู่บนไม้ขวางของเกวียนของเขา มันยังคงอยู่ตลอดวัน ดังนั้นกอร์เดียส ได้ตัดสินใจไปเยี่ยมชาวเทลเมสเซียน นักทำนายหญิงมองถ้านกอินทรีปรากฏตัวเป็นสัญญานหรือไม่ นักทำนายได้สั่งเขาให้ทำการบูชายัญเซอูส กอร์เดียสได้ทำตาม และได้แต่งงานกับนักทำนายหญิงมันเป็นเรื่องราวที่เริ่มต้นแผ่ออกไป เรื่องราวบางเรื่องกล่าวว่ากอร์เดียสขับวัวลากกวียนของเขาด้วยเจ้าสาวคนใหม่ไปสู่เมือง บุคคลอาศัยอยู่ที่นี่ได้ประกาศเขาเป็นกษัตริย์ เมื่อนักทำนายได้บอกพวกเขาไม่นานมานี้ว่ากษัตริย์องค์ใหม่ของพวกเขาจะปรากฏตัวภายในวัวลากเกวียนเมืองนี้ได้กลายเป็นที่รู้จักกันเป็นกอร์เดียม เรื่องราวฉบับอื่นกล่าวว่ากอร์เดียสและภรรยาของเขามีลูกชายคนหนึ่ง ไมดาส และมันเป็นเขาที่ได้ถูกประกาศเป็นกษัตริย์ ในขณะที่ขับวัวลากเกวียนของบิดาของเขาเข้าเมืองวันหนึ่งภายในตำนานกรีก ปมกอร์เดียนเป็นปริศนาที่ไม่สามารถแก้ไม่ได้ผูกโดยกษัตริย์ไมดาส และต่อมาได้ถูกตัดโดยอเล็กซานเดอร์ การทำนายการยึดครองเอเซียของเขา ปมกอร์เดียนเป็นเรื่องราวจากตำนานกรีกที่เล่าเรื่องอเล็กซานเดอร์มหาราชแก้ปัญหาดูเหมือนไม่สามารถแก้ได้ เขาเป็นตัวอย่างคลาสสิคของการคิดนอกกล่อง เรื่อวราวของปมกอร์เดียนครั้งแรกปรากฏภายในประวัติศาสตร์กรีกประมาณ 2000 ปีที่เเล้ว ตามตำนานกรีก อเล็กซานเดอร์ใช้ดาบของเขาตัดเชือกที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ การทำนายการยึดครองเอเขียของเขาในที่สุดเรื่องราวบางฉบับอ้างว่าปมถูกผูกโดยกษัตริย์ไมดาสตำนานตัวเขาเองในขณะที่เรื่องราวอื่นกล่าวว่าปมถูกผูกโดยบิดาของไมดาส กอร์เดียส เพื่อการขอบคุณเซอูสต่อการเป็นกษัตริย์ของเขา ไมดาสหรือกอร์เดียสขึ้นอยู่กับฉบับของเรื่องราว ได้มอบเกวียนภายในวิหารของซูส และผูกเกวียนกับไม้ขวางด้วยปมที่ซับซ้อน มันได้กล่าวกันว่าใครก็ตามแก้ปมได้จะได้ปกครองเอเซียทั้งหมด บุคคลนับไม่ถ้วนได้พยายามแก้ปมกอร์เดียน แต่ไม่มีใครเลยที่บรรลุความสำเร็จเมื่ออเล็กซานเดอร์ได้เรียนรู้ว่าฟรีย์เจียเชื่อใครก็ตามแก้ปมได้จะกลายเป็นผู้ปกครองของเอเซีย เขาได้ถูกยึดด้วยความต้องการอย่างรุนแรงที่จะพยายาม แต่กระนั้นเมื่อเขาไม่สามารถพบปลายของเชือกที่จะแก้มัน อเล็ก ซานเดอร์ ได้กล่าวว่า มันไม่แตกต่างปมจะถูกแก้อย่างไร ดึงดาบของเขาและฟันตรงไปที่ปม”ปมกอร์เดียน” เป็นการเปรียบเทียบอย่างหนึ่งต่อปัญหาที่ยากในที่สุดแก้ได้โดยความสามารถที่จะคิดนอกกล่อง เรามีตำนานกรีกโบราณของปมกอร์เดียน ปมกอร์เดียนเป็นตำนานเชื่อมโยงกับอเล็กซานเดอร์มหาราช มันมักจะถูกใชัเป็นการเปรียบเทียบต่อปัญหาที่ไม่มีคำตอบง่ายหรือชัดเจนภายใน 333 บีซี อเล็กซานเดอร์และกองทัพของเขาได้มาถึงกอร์เดียมเมืองหลวงของฟรีเจีย ในขณะที่อยู่ที่นี่ อเล็กซานเดอร์ได้ยินเกี่ยวกับตำนานกรีกโบราณของปมที่มีชื่อเสียงของเมือง ปมกอร์เดียน ตามประเพณีปมซับซ้อนประหลาดนี้จะถูกแก้โดยผู้พิชิตเอเซียในอนาคตเท่านั้น อเล็กซานเดอร์ได้ขอให้นำเขาไปที่ปม เริ่มแรกเขาได้มองดูแต่ละปลายที่ซ่อนอยู่ที่จะแก้ปม แทนที่จะค่อยพยายามแก้ปมด้วยมือของเขาอย่างไม่คาดหวังอเล็กซานเดอร์ได้ชักดาบของเขาและตัดปมทันที และในที่สุดเขาได้ยึดครองเอเซียไปไกลจนถึงแม่น้ำสินธุบรรลุคำทำนายถ้อยคำ “ตัดปมกอร์เดียน” เป็นการเปรียบเทียบต่อการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนอย่างกล้าหาญ การคลี่คลายปมที่เป็นไปไม่ได้ การแก้ปัญหาให้ง่ายด้วยการค้นหาช่องโหว่หรือการคิดอย่างสร้่างสรรค์ การกระทำที่เด็ดขาดของอเล็กซานเดอร์ตัดปมกอร์เดียนมักจะถูกใช้เป็นการเปรียบเทียบต่อปัญหาที่ยากแก้ได้ง่ายโดยการคิดแตกต่างกัน อเล็กซานเดอร์แก้ปัญหานี้โดยความคิดสร้างสรรค์ ด้วยการเปลี่ยนแปลงกรอบความคิด วันนี้ปมกอร์เดียนเป็นการเปรียบเทียบต่อการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนผ่านการกระทำที่กล้าหาญเรื่องราวของปมกอร์เดียนแสดงอเล็กซานเดอร์ใช้ข้อเเก้ปัญหาเรียบง่ายและสร้่างสรรค์แก้ปัญหาซับซ้อนอย่างไรเขาไม่ได้เดินตามวิถีทางธรรมดาของความพยายามแก้ปม แต่ใช้มุมมองที่แตกต่างและการกระทำอย่างเด็ดขาด เขาได้แสดงความกล้าหาญและความเชื่อมั่นต่อการตัดสินใจของเขา เมื่อเขาไม่ได้ลังเลที่จะตัดปม เขาบรรลุเป้าหมายด้วยการใช้เวลาและพลังน้อยที่สุด ตำนานของปมกอร์เดียนได้แพร่กระจายตลอดหลายศตวรรษเป็นส่วนที่สำคัญของประวัติศาสตร์ของอเล็กซานเดอร์ มหาราชและเมื่อเวลาผ่านไปถ้อยคำได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพจนานุกรมสมัยใหม่นั่นเป็นการขอบคุณอย่างมากวิลเลียม เชคเปียร์ด้วยการขอบคุณต่อความนิยมแพร่หลายที่ยั่งยืนของอเล็กซานเดอร์ถ้อยคำ ปมกอร์เดียน ได้เข้ามาสู่พจนานุกรมเป็นคลังศัพท์ต่อปัญหาที่ยุ่งยากหรืแซับซ้อน การปรากฏเริ่มแรกที่สุดของมันได้มาสู่บทละครของเชคเปียร์ เฮนรี่ที่ห้า อราชบิชอปแห่งเเคนเตอร์เบอรีย์ ได้พูดถึงความสามารถของกษัตริย์จัดการการเมืองที่ซับซ้อน การยกย่องต่อความสามารถของเขาที่จะแก้ ปมกอร์เดียน ของการเมือง อเล็กซานเดอร์ไม่ได้หลบหนีจากความท้าทาย เขามองปมกอร์เดียนด้วยความกล้าหาญและความคิดสร้างสรรค์ การรับรู้ว่าวิถีทางธรรมดาจะล้มเหลว เขาได้เลือกวิถีทางที่กล้าหาญ และตัดปมด้วยดาบของเขาอย่างรวดเร็ว การคิดภายนอกกล่อง และค้นพบข้อแก้ปัญที่ผิดธรรมดาตำนานของอเล็กซานเดอร์ได้ยืนหยัดข้ามกาลเวลาเป็นการเปรียบเทียบที่ไร้เวลา เพื่อการรับเอาความซับซ้อน และค้นหาข้อแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ต่อความท้าทายที่ยุ่งยากภายในสมัยโบราณ ฟรีเจียไม่มีกษัตริย์ แต่นักทำนายคนหนึ่งได้ประกาศว่าบุคคลต่อไปที่เข้ามาสู่เมืองโดยเกวียนลากด้วยวัวควรจะกลายเป็นกษัตริย์ ชาวนาชนบทยากจนคนหนึ่งชื่อกอร์เดียสมาถึงจัตุรัสสาธารณะด้วยภรรยาและลูกชายด้วยการขับเกวียนลากด้วยวัวของเขา และเขาได้ถูกประกาศเป็นกษัตริย์ ภายในความกตัญญูต่อเทพเจ้า เขาได้ยกเกวียนของเขาแก่ซูส ผูกมันกับเสาด้วยปมที่ซับซ้อน ต่อมาได้ถูกรู้จักกันกันเป็นปมกอร์เดียน ปมไดัถูกอธิบายโดยนักประวัติศาสตร์โรมัน ควินตัส เคอร์เทียส รูฟูส ประกอบด้วยหลายปมพันกันแน่นมากที่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมองมันได้ถูกมัดกันอย่างไรบุคคลเข้ามาและออกไปจากเมืองเป็นศตวรรษ และไม่มีใครสามารถแก้ปมได้ แล้วภายในศตวรรษที่ 4 บีซี ในขณะที่เป็นฤดูหนาวภายในกอร์เดียม ชายหนุ่มคนหนุ่มได้เข้าไปถึงเกวียนลากด้วยวัว แต่ไม่สามารถพบปลายหลวมใดก็ตามที่จะเเก้ปม ภายหลังการพิจารณาอย่างรอบคอบเขาได้ใช้ดาบของเขาเเก้ปมด้วยการตัดมัน ชายหนุ่มคนนั้นได้ถูกรู้จักกันต่อมาเป็นอเล็กซานเดอร์มหาราช คุณเคยปราถานาว่าทุกสิ่งทุกอย่างคุณสัมผัสกลายเป็นทองหรือไม่ มันดูแล้วเป็นความคิดที่อัศจรรย์ แต่มันสามารถเป็นคำสาปที่น่ากลัว นั่นเป็นสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับต่อกษัตริย์ไมดาส ผู้ปกครองตำนานแห่งฟรีเจีย อาณาเขตภายในเอเซีย ไมเนอร์ เขาเป็นลูกชายของกอร์เดียส ชาวชนบทที่ยากจนไมดาส ได้ขึ้นไปสู่บัลลังก์กลายเป็นกษัตริย์ภายหลังบิดาของเขาเสียชีวิตเรื่องราวบางฉบับอ้างว่า ปมกอร์เดียนถูกผูกโดยกษัตริย์ไมดาสตัวเขาเอง ในขณะที่เรื่องราวฉบับอื่นกล่าวว่าเป็นบิดาของเขา กอร์เดียส เพื่อการขอบคุณซูสต่อการเป็นกษัตริย์ ไมดาสหรือกอร์เดียสขึ้นอยู่กับฉบับของเรื่องราว ได้ยกเกวียนแก่เทพเจ้า และผูกมันกับไม้ขวางด้วยปมที่ซับซ้อนถ้อยคำ สัมผัสไมดาส อ้างถึงความสามารถทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่บุคคลสัมผัสกลายเป็นทอง มันกำเนิดมาจากตำนานกรีกของกษัตริย์ไมนาส เรื่องราวของการสัมผัสทอง กษัตริย์ไมนาสไดัถูกรู้จักกันต่อความสามารถของเขาทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสัมผัสกลายเป็นทอง ตามตำนานกรีก เขาได้รับอำนาจนี้จากเทพเจ้าไดโอไนซิส เป็นรางวัลต่อการเเสดงความโอบอ้อมต่อบิดาอุปถัมภ์ของเทพเจ้า ไซเลนัส เริ่มเเรกกษัตริย์ไมดาสดีใจมากกับอำนาจที่พบใหม่ของเขาแต่ในไม่ช้าเขาได้รับรู้ว่าพรสวรรค์นี้เป็นคำสาปเมื่อมันได้สร้างปัญหากับอาหารและเครื่องดื่ม และเเม้แต่ลูกสาวของเขาเอง เขาได้ถูกสาปกับสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นของขวัญภายหลังจากไม่สามารถกินและดื่ม และทำให้ลูกสาวของเขากลายเป็นทอง ไมดาสได้อ้อนวอนต่อต่อไดโอไซนิสนำของขวัญกลับไป ไดโอไนซิสได้แนะนำกษัตริย์ไมดาสล้างมือของเขาภายในแม่น้ำเเพคโทลัส สัมผัสทองไมดาส เป็นถ้อยคำอ้างถึงความสามารถของกษัตริย์ไมดาสทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสัมผัสกลายเป็นทองปัจจุบันนี้ถ้อยคำ สัมผัสไมดาส ถูกใช้อธิบายบุคคลบางคนที่ดูเหมือนมีความสามารถวิเศษบรรลุความสำเร็จภายในอะไรก็ตามที่พวกเขาทำ เรื่องราวของกษัตริย์ไมดาส และสัมผัสไมดาส ได้กลายเป็นการเปรียบเทียบที่นิยมแพร่หลาย ต่อการแสวงหาความร่ำรวย และอันตรายของความโลภ

“คิดนอกกล่อง” เป็นการเปรียบเทียบหมายถึงคิดแตกต่าง แหวกแนวหรือสร้างมุมมองใหม่ ถ้อยคำมักจะอ้างถึงการคิดอย่างสร้างสรรค์ ต้นกำเนิดของถ้อยคำไม่ชัดเจน คิดเลยพ้นพรมแดน เป็นการเปรียบเทียบที่พาดพิงคิดแตกต่าง หรือด้วยข้อจำกัดที่น้อยดูเหมือนมีประวัติศาสตร์ที่้เก่าแก่ นับตั้งแต่อย่างน้อยที่สุด ค.ศ 1954 ปริศนาเก้าจุดได้ถูกใช้เป็นการเปรียบเทียบของการคิดเลยพ้นพรมเเดนต้นกำเนิดของถ้อยคำ คิดนอกกล่อง เคลีอบคลุมแต่มันได้นิยมแพร่หลายส่วนหนึ่งเพราะว่าปริญนาเก้าจุด จอห์น อเเดร์ได้ยืนยันการแนะนำเมื่อ ค.ศ 1969เมื่อ ค.ศ 1969 จอห์น อเเดร์ ได้แนะนำปริศนาเก้าจุด ตรงที่เป้าหมายของปริศนาคือ เชื่อมต่อจุดโดยการลากเส้นตรงสี่เส้นผ่านแต่ละจุดของเก้าจุด โดยไม่ยกดินสอออกจากกกระดาษ เป้าหมายบรรลุได้เท่านั้นโดยการลากเส้นภายนอกขอบเขตของพื้นที่สี่เหลี่ยมกำหนดโดยเก้าจุด นำมาด้วยถ้อยคำ คิดนอกกล่องนับตั้งแต่ ค.ศ 1970 การคิดนอกกล่องได้กลายเป็นการเปรียบเทียบที่นิยมแพร่หลายต่อการคิดที่แหวกแนวและสร้างสรรค์ สมมุติฐานคือ การพัฒนาความสามารถของเราคิดภายนอกกล่องจะช่วยให้เราก้าวข้ามข้อจำกัดทางความคิดของเราได้ กล่อง ได้อ้างถึงเป็นปัญหาเก้าจุด ความท้าทายคือ เชื่อมต่อทุกจุดโดยการลากเส้นตรงสี่เส้นโดยไม่ยกดินสอของคุณจากกระดาษ ข้อแก้ปัญหาต้องการให้คุณยืดเส้นตรงของคุณออกไปภายนอกพรมแดนที่มองไม่เห็นของกล่องสร้างโดยเก้าจุดถ้อยคำได้ถูกคิดมาจากที่ปรึกษาการบริหารภายใน ค.ศ 1970 และ ค.ศ 1980ท้าทายลูกค้าของพวกเขาแก้ปัญหาปริศนาเก้าจุดโดยไม่ยกดินสอ ต้นกำเนิดของถ้อยคำ “คิดภายนอกกล่อง” ได้ถูกถกเถียงกันโดยทั่วไปแต่กระนั้นบุคคลหลายคนเชื่อว่ามันสามารถย้อนหลังไปสู่ปริศนาเรียบง่าย เฮนรี ดูเดนี่ย์ นักคณิตศาสตรฺจากต้นศตวรรษที่ 20 เขาได้สร้างปริศนาถามคุณให้เชื่อมต่อจุดเก้าจุดบนตาราง 3 x 3 ด้วยเส้นตรงสี่เส้นเท่านั้นโดยไม่ยกดินสอจากกระดาษการทดลองได้ทำให้นิยมแพร่หลายต่อมาภายใน ค.ศ 1970 โดยนักจิตวิทยาจอย กิลฟอร์ด เขาเป็นหนึ่งของนักจิตวิทยาคนแรกที่ได้ศึกษาความคิดสร้่างสรรค์ การศึกษาที่มีชื่อเสียงของเขาคือ ปริศนาเก้าจุด เขาได้ท้าทายบุคคลเขื่อมจุดเก้าจุดใช้เส้นตรงเพียงแค่สี่เส้นโดยไม่ยกดินสอของพวกเขาจากกระดาษการคิดเเนวข้างเป็นการคิดนอกกล่อง ถ้อยคำได้ถูกสร้างครั้งแรกโดยเอ็ดวาร์ด เดอ โบโน ภายในหนังสือ “The Use of Lateral Thinking” การคิดแนวข้างอ้างถึงความสามารถของบุคคลแก้ปัญหาโดยการคิดข้อแก้ปัญหาที่ไม่สามารถใช้วิถีทางตรรกะได้ เอ็ดวาร์ด เดอ โบโนได้อธิบายมันภายในหนังสือของเขา เขาได้เสนอแนะการคิดเเนวข้างเป็นการเสริมการคิดเเนวดิ่ง เขาได้เน้นย้ำว่าการคิดเเนวดิ่งมีประสิืทธิภาพแต่ไม่สมบูรณ์ วิถีทางมาตรฐานของการคิดโดยทั่วไปมองความคิดสร้าสรรค์เป็นเเนวดิ่ง มันเป็นวิธีการตรรกะตรงไปตรงมาที่เราได้เรียนรู้แก้ปัญหา แต่การคิดแนวข้างท้าทายเราคิดนอกกล่อง และเข้าสู่ปัญหาด้วยวิถีทางทางอ้อมและสร้่างสรรค์ และเเม้แต่ด้วยอารมณ์ขันเอ็ดวาร์ด เดอ โบโนได้ยกตัวอย่างเรื่องราวกษัตริย์โซโลมอน เมื่อผู้หญิงสองคนได้อ้างสิทธิเด็กเป็นตัวอย่างของการคิดเเนวข้าง กษัตริย์โซโลมอนได้สั่งให้ตัดเล็กเป็นครึ่ง และดำเนินกาประกาศการตัดสินของเขา บนการตอบสนองของคู่กรณีอ้างเป็นเเม่เด็ก ผู้หญิงแต่ละคนจะได้รับครึ่งหนึ่ง แม่จริงไม่สามารถรับลูกของเธอถูกฆ่าได้ ทันทีเธอได้เสนอเด็กแก่ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่จะรักษาชีวิตลูก ด้วยตัวอย่างนี้ เอ็ดวาร์ด เดอ โบโน ได้มองเป็นการคิดนอกกล่องเอ็ดวาร์ด เดอ โบโน ได้ถูกมองเป็นนักคิดค้นของแนวคิดการคิดแนวข้าง รากฐานวิธีการของเขาเป็นวิถีทางเเนวข้าง การเปลี่ยนแปลงแบบแผนของการคิดสมัยเดิม การคิดเเนวข้างเป็นวิถีทางของการแก้ปัญหาใช้วิถีทางทางอ้อมและสร้างสรรค์มันป็นความคิดที่อาจจะไม่ได้มาด้วยการใช้เหตุผลตามขั้นตอนสมัยเดิม

ตามเอ็ดวาร์ด เดอ โบโน การคิดเเนวข้าง – แตกต่างจากการคิดเเนวดิ่ง เป็นการคิดนอกกล่อง มักจะไร้เหตุผลและเเหวกแนว ความสามารถที่จะเเหกคุกของความคิดเก่า และพัฒนาความคิดใหม่ เอ็ดวร์ด เดอ โบโน กล่าวว่าคุณไม่สามารถขุดหลุมที่อื่นได้ ด้วยการขุดหลุมเดิมให้ลึกลงไปการคิดเเนวข้างใช้วิธีการทางอ้อมและสร้างสรรค์คิดภายนอกกล่องและมองปัญหาจากมุมมองใหม่การคิดเเนวข้างเป็นวิถีทางไม่เป็นเส้นตรงต่อการแก้ปํญหาเกี่ยวพันกับการสำรวจมุมมองหลาอย่าง การสร้างความคิดใหม่ และการเป็นอิสระจากแบบแผนเดิม ไม่เหมือนการคิดตามแนวดิ่ง ดำเนินตามวิถีทางตามลำดับและมีเหตุผล การคิดเเนวข้างกระตุ้นการสำรวจความเป็นไปได้ที่หลากหลาย แม้ว่าเริ่มแรกดูเเล้วไม่เกี่ยวพันหรือแหวกแนวมันต้องการการเปิดใจ ความเต็มใจที่จะสงสัยสมมุติฐาน และความสามารถมองเห็นเลยพ้นความชัดเจนการคิดแนวขนานเป็นวิถีทางการคิดร่วมมือกันและประสานกัน คัดค้านการคิดที่ตรงกันข้ามหรือการโต้แย้งสมัยเดิม – สร้างโดยโซเครตีสเพลโต และอริสโตเติล แต่ละข้างใช้จุดยืนแตกต่างกัน และพยายามโจมตีข้างอื่น ด้วยการคิดแนวขนาน ทั้งสองข้าง หรือทุกข้างคิดภายในคู่ขนาน ภายในทิศทางเดียวกัน ทิศทางตัวมันเองสามารถเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะให้การวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งหมด แต่ ณ ทุกช่วงเวลาผู้คิดแต่ละคนคิดภายในคู่ขนานกับผู้คิดคนอื่นทุกคนการคิดแนวขนาน แนะนำโดยเอ็ดวารฺ์ด เดอ โบโน เป็นวิถีทางแก้ปัญหาที่ใช้สไตล์การคิดแตกต่างกันหกอย่างรู้จักกันเป็นหมวกการคิดหกใบหมวกแต่ละใบระบุประเภทเฉพาะของการคิด บุคคลทุกคนของกลุ่มต้องใส่หมวกสีเดียวกัน ณ เวลาเดียวกัน ยืนยันว่าบุคคลทุกคนภายในกลุ่มมุ่งเน้นและคิดเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันภายในวิถีทางเดียวกัน เอ็ดวาร์ด เดอ โบโน ได้คิดค้นหมวกการคิดหกใบ และอธิบายมันใช้งานได้อย่างไรภายในหนังสือของเขาชื่อเดียวกัน เขายืนยันว่าการคิดอย่างตะวันตกอยู่บนระบบการโต้แย้ง ตรงที่บุคคลหนึ่งสร้างถ้อยแถลง และอีกบุคคลหนึ่งท้าทายมัน หมวกการคิดหกใบเสนอทางเลือก : การคิดแนวขนาน สตีฟ จ้อปส์ ได้เคยกล่าวว่า “ในที่สุดแอปเปิ้ลคืออะไร แอปเปิลเกี่ยวกับบุคคลคิดนอกกล่อง บุคคลที่ต้องการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยเหลือพวกเขาเปลี่ยนแปลงโลก ช่วยพวกเขาสร้างสิ่งที่สร้างความแตกต่าง และไม่เพียงแค่ทำงานให้สำเร็จ”การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์การดูเหมือนยังคงเป็นปมกอร์เดียนที่องค์การส่วนใหญ่ล้มเหลวที่จะแก้ปัญหา วัฒนธรรมองค์การเป็นปมกอร์เดียนอย่างเเท้จริง ปลายของปมมองไม่เห็น ดังนั้นคุณได้พยายามทำกับรูหว้งว่ามันจะนำไปสู่ปลาย แต่เมื่อคุณดึงบนรู รูอื่นกลายเป็นแน่นขึ้นทำให้หงุดหงิดกับความพยายามของคุณ เรามีหลายด้านตรงที่เราทำให้เชือกหลวมที่จะเเก้ปม โดยสัญชาติญาน เรารู้ว่าวัฒนธรรมองค์การที่เข้มแข็งสำคัญต่อสุขภาพและความสามารถแข่งขันของบริษัท ดังคำพูดที่มีชื่อเสียงอ้างอิงต่อปีเตอร์ดัคเกอร์ชี้ว่า วัฒนธรรมกินกลยุทธ์เป็นอาหารเช้าเราสามารถสรุปใจความวัฒนธรรมองค์การดด้วยคำพูดเดียวที่จะช่วยขับเคลื่อนจุดมุ่ง พฤติกรรม บุคคลบางคนอาจจะใช้ค่านิยมแกน แต่กระนั้นเราเชื่อมั่นที่เข้มแข็งว่าเมื่อบุคคลคิดถึงวัฒนธรรรมเป็นกลุ่มของพฤติกรรมพวกเขาสามารถเริ่มต้นเข้าใจทำไมทำไมการปลี่ยนแปลงมันยุ่งยากมากและทำไมความพยายามทำมันมักจะจบลงอย่างล้มเหลวเพื่อการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของเรา มันสำคัญที่จะระบุพฤติกรรมที่สนับสนุนสถานภาพทางวัฒนธรรมที่เป็นอยู่ การมุ่งวัฒนธรรมที่เราต้องการจะสร้างและสร้างกลุ่มพฤติกรรมที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงผ่านการเสริมแรงทางบวกอย่างสม่ำเสมอเบนจามิน แฟรงคลิน ได้ถูกยกย่องด้วยการกล่าว่า”ทำได้ดีดีกว่าพูดได้ดี”ได้แสดงคุณค่าของการกกระทำเหนือคำพูด เมื่อเราได้พยายามที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์การของเรา พฤติกรรมเป็นทุกสิ่งทุกอย่างวันนี้เรามีบุคคลไปเยี่ยมญี่ปุ่นด้วยความมุ่งหมายของการนั่งรถไฟหัวกระสุน และชื่นชมต่อความไว้วางใจได้และความรวดเร็วของมัน ด้วยการคิดนอกกล่องของกระทรวงการรถไฟแห่งญี่ปุ่น ชิเดโอะ ชิมะ ได้จินตนาการรถไฟด้วยจมูกคล้ายลูกกระสุน เขาเป็นพลังขับเคลื่อนเบื้องหลังการสร้างรถไฟหัวกระสุนคันแรกของญี่ปุ่น ชินกันเซง เชื่อมโยงโตเกียวและโอซากาเมื่อ ค.ศ 1964 ฮิเดโอะ ชิมะ เกิดภายในโอซากา เป็นลูกชายของวิศวกรรถไฟที่มีชื่อเสียง และได้ศึกษา ณ มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล โตเกียว ตรงที่เขาได้ศึกษาวิศวกรรม บิดาของเขาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้บริหารที่ได้สร้างอุตสาหกรรมรถไฟของญี่ปุ่น ฮิเดโอะ ชิมะ ได้เข้าร่วมกระทรวงรถไฟแห่งญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ 1925 และต่อมาได้ทำงานกับแจแปนนิส แนชั่นแนล เรลเวย์ – เจเอ็นอาร์ ตรงที่เขาถูกมอบความรับผิดชอบของการออกแบบรถจักรไอน้ำมันเป็นช่วงเวลานี้ที่เขาได้ค้นพบนวัตกรรมที่ต่อมากลายเป็นได้ถูกใช้กับรถไฟหัวกระสุนด้วย นั่นคือรถไฟถูกขับเคลื่อนโดยมอเตอร์ไฟฟ้าไม่ใช่ถูกลากด้วยเครื่องยนต์ข้างหน้า ในฐานะของวิศวกรสูงสุด ณ เจเอ็นอาร์ เขาได้ออกแบบเครือข่ายรถไฟหัวกระสุนโทไกโด ชินกันเซงเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ปีก่อนที่รถไฟเริ่มต้นบริการระหว่างโตเกียวและโอซากา เขาได้ลาออกจากเจเอ็นอาร์ ส่วนหนึ่งที่จะรับผิดชอบต่อต่อต้นทุนเกินของโครงการ รถไฟเรียกชื่อเล่นต่อจมูกรูปร่างหัวกระสุนของมันภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุนได้มุ่งการปฏิรูปประเทศ และการเจริญเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากของประเทศมีชีวิตอยู่ภายในสองเมืองของโตเกียวและโอซากา ทุกวันบุคคลหลายหมื่นคนเดินทางระหว่างโตเกียวและโอซาก้า – 320 ไมล์ของรางรถไฟ และวััตถุอุตสาหกรรมจะถูกขนส่งบนรถไฟด้วย แต่เนื่องจากญี่ปุนมีภูเขาและโค้งมากตลอดและระหว่างสองเมือง ทำให้ระบบรถไฟเก่าและล้าสมัยอยู่แล้ว แล่นช้า มันต้องใช้ประมาณ 20 ชั่วโมงดังนั้น เมื่อ ค.ศ 1995 ผู้นำของระบบรถไฟญี่ป่นได้ออกคำท้าทายต่อวิศกรเก่งที่สุดของประเทศของพวกเขาสร้างรถไฟความเร็วสูง จากนั้นทีมได้ทำงานหกเดือน และนำเสนอโมเดลการทำงานของรถไฟวิ่ง 65 ไมล์ต่อชั่วโมงผู้นำการรถไฟ ได้ท้าทายทีมของเขาว่าเขาต้องการรถไฟความเร็วพิเศษสามารถวิ่ง 120 ไมล์ต่อชี่วโมง วิศวกรได้บอกเขาว่าเรามีภูเขาและโค้งทำให้รถไฟตกรางได้ ภายหลังจากนั้นสองสามเดือน ทีมของเขากลับมาและกล่าวว่า 75 ไมล์เป็นความจริงมากกว่า ผู้นำการรถไฟกล่าวว่า 75 ไมล์ต่อชั่วโมง ไม่มีโอกาสของการพัฒนาประเทศได้เลยวิศวกรได้ทำงานหนักสองสามปี พวกเขาได้ออกแบบใหม่รถไฟ และติดตั้งมอเตอร์ภายในแต่ละตู้ และยกระดับรางเพื่อรองรับ ภายหลังจากปรับปรุงใหญ่และเล็กอยู่หลายครั้ง ภายใต้สไตล์ความเป็นผู้นำทำให้ยิ่งใหญ่ หรือไม่กลับบ้าน ของผู้นำการรถไฟ ทีมของเขาสามารถสร้างรถไฟ 120 ไมล์ต่อโมงได้สำเร็จ แทนที่จะใช้ 20 ชั่วโมง มันใช้เพียง 4 ชั่วโมงจากโตเกียวถึงโอซากา – 320 ไมล์มันใช้เก้าปีต่อญี่ปุ่นสร้างรถไฟหัวกระสุน วิศวกรรถไฟได้แตกเป้าหมายที่ยืดออกไปของแผนกเป็นแผนที่มีตัวตน และพวกเขาได้บรรลุความสำเร็จภายหลังรถไฟหัวกระสุนคันแรกได้ถูกแนะนำ
Cr : รศ สมยศ นาวีการ



