INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ออพเพนไฮเมอร์ : ดาบแห่งดาโมเคลสแขวนอยู่บนหัวของเรา

ออพเพนไฮเมอร์ : ดาบแห่งดาโมเคลสแขวนอยู่บนหัวของเรา

“โพรมีเทียสอเมริกัน” เป็นชีวะประวัติของโรเบิรต ออพเพนไฮเมอร์ บิดาแห่งระเบิดปรมาณู นักฟิสิกซ์อเมริกัน ได้ขโมยไฟที่น่ากลัวจากเทพเจ้ากรีกมาสู่ประเทศของเขาระหว่างสงครามสงครามโลกครั้งที่สอง เรามีดาบเเห่งดาโมเคลสแขวนอยู่บนหัวของเรา – สงครามนิวเคลียร์ประธานาธิบดีอเมริกา จอห์น เคนเนดี ได้เปรียบเทียบการคุกคามภายในทุกที่ของการทำลายล้างนิวเคลียร์ต่อดาบแห่งแดโมเคลสแขวนบนหัวของบุคคลทุกคนทั่วโลก และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซีย นิกิต้า ครุสชอฟ ต้องการให้ซาร์ บอมบา – ชื่อเล่นของระเบิดนิวเคลียร์รัสเซียแขวนคล้ายกับดาบแห่งดาโมเคลสบนหัวของจักรวรรดิ์นิยมเมื่อย้อนหลังไปภายใน ค.ศ 1861 เมื่อประธานาธิบดีอเมริกา จอห์น เคนเนดีได้ปราศัยต่อสหประชาชาติ จอห์น เคนนดี ได้ตระหนักอย่างมากของการคุกคามในอนาคตของสงครามนิวเคลียร์ และได้สนับสนุนการลดอาวุธ จอห์น เคนเนดี ได้กล่าวว่า”ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กทุกคน มีชีวิตอยู่ภายใตัดาบนิวเคลียร์แห่งดาโมเคลสแขวนโดยเส้นด้ายเรียวที่สุด สามารถตัดได้ทุกเวลาโดยบังเอิญ อาวุธสงครามต้องถูกกำจัด ก่อนที่มันกำจัดเรา”ด้วยแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์เหล่านี้ คริสโตเฟอร์ โนแลน ได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง “Oppenheimer” เรื่องราวของโรเบิรต ออพเพนไฮเมอร์ ผู้สร้างระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของโลก บนพื้นฐานชีวะประวัติได้รางวัลพูลิตเซอร์ชื่อ “American Prometheus : The Triumph and Tragedy of J. Robert Oppenheimer เขียนโดย ไค เบิรด และมาร์ติน เชอร์วิน

ตำนานกรีกได้ปล่อยทิ้งมรดกของเรื่องราวที่ล้ำค่าแก่เราด้วยเทพเจ้าที่น่าอิจฉา วีรบุรุษที่กล้าหาญ การผจญภัยมหากาพย์ และเรื่องราวของการแก้แค้นและความรัก คลังข้อมูลของตำนานกรีกใหญ่โต และเราต้องการหนังสือจำนวนมากครอบคลุมเรื่องราวเหล่านี้ เเต่กระนั้นมันเป็นธรรมชาติ บางเรื่องของเรื่องราวเหล่านี้เป็นที่ชอบมากกว่าเรื่องราวอื่นตำนานกรีกเต็มไปด้วยเรื่องราวคลาสสิคที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวรรณกรรมและวัฒนธรรมตะวันตก เรื่องราวเหล่านี้แม้แต่ให้ถ้อยคำที่มีชื่อเสียงแก่เราใช้กันโดยทั่วไปภายในโลกธุรกิจวันนี้ ตำนานกรีกกว้างขวางและโบราณ เรื่องราวเหล่านี้ของชัยชนะและความเศร้าสลดของเทพเจ้าและเทพธิดา เรื่มต้นเป็นวิถีทางของการอธิบายโลกเป็นอย่างไร หริอสอนบทเรียนศีลธรรมเรื่องราวตำนานกรีกได้ยืนหยัดตลอดกาลเวลา ตั้งแต่การเริ่มต้นยุคโบราณจนถึงยุคปัจจุบัน ตลอดเส้นทางของประวัติศาสตร์ เรื่องราวตำนานเหล่านี้มักจะกลายเป็นแหล่งของแรงบันดาลใจต่อความบันเทิงของตะวันตกจำนวนมาก คุณคิดคุณไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับตำนานกรีก คุณน่าจะเคยได้ยินกล่องแพนโดรา สัมผัสทองของกษัตริย์ไมดาส ดาบแห่งดาโมเคลส ปมกอร์เดียน หรืออิคารัส พาราดอกซ์ มันน่าประหลาดใจหรือไม่ที่จะมองเห็นตำนานกรีกมีอทธิพลต่อภาษาและวัฒนธรรมของเราอย่างไรถ้าคุณกล่าวว่าบุคคลบางคนมีดาบแห่งดาโมเคลสแขวนอยู่บนหัวของพวกเขา คุณหมายความว่าพวกเขาอยู่ภายในสถานการณ์ที่บางสิ่งบางอย่างไม่ดีมากสามารถเกิดขึ้นต่อเขา ณ เวลาใดก็ตาม คุณมีชีวิตอยู่ภายใต้การคุกคามอย่างสม่ำเสมอที่คุณรู้เกี่ยวกับมัน แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คุณสามารถมีชีวิตอยู่เท่านั้นด้วยความหวังอันตรายไม่เคยกลายเป็นจริงเรื่องราวของดาบแห่งดาโมเคลสเป็นตำนานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดจากประวัติศาสตร์กรีกโบราณ และมันได้แสดงอย่างสมบูรณ์อันตรายที่มากับการยึดครองอำนาจไว้อย่างมากมายไดโอไนเซียสแห่งซีราคิวเป็นกษัตริย์เผด็จการกรีก ปกครองอาณานิคมซิซิลี ด้วยหมัดเหล็กภายในศตวรรษที่ 4 บีซี เเละ 5 บีซี เขาได้ยึดครองอาณาเขตข้ามเกาะซิซิลี และอิตาลีใต้ บังคับการปกครองที่โหดร้าย และทำให้อาณานิคมของเขามีอำนาจมากที่สุดและสำคัญภายในโลกของกรีก ณ เวลานั้นแม้ว่าความสำเร็จของเขาในฐานะผู้ปกครองไดโอไนเซียสกระวนกระวายอยู่เสมอ และไม่สามารถเคยสนุกกับความมั่งคั่งและอำนาจของเขา เขาได้หวาดระเเวงเกี่ยวการลอบสังหารโดยศัตรูหลายคนของเขาอยู่เสมอตามเรื่องราว ไดโอไนเซียสห่วงใยชีวิตของเขา จนห้องนอนของเขามีคูเมืองล้อมรอบมัน ป้องกันผู้ลอบสังหาร และเขายอมให้ลูกสาวเท่านั้นโกนหนวดของเขา ภายในความหวาดระเเวงของเขาผู้อารักขาส่วนบุคคลของเขาได้ถูกเลือกจากทาสของครอบครัวที่ร่ำรวยเท่านั้นดาบแห่งดาโมเคลส เป็นดาบจริง เเขวนอยู่บนหัวของดาโมเคลสภายในพระราชวังของกษัตริย์ไดโอไนเซียสภายในเมืองซิราคิว ซิซิลี วันนี้มันเป็นถ้อยคำถูกใช้แสดงการคาดเดาไม่ได้ของชีวิต และการมีอยู่ที่เป็นไปได้ของอันตรายที่ใกล้เข้ามาการใช้ถ้อยคำเป็นการชี้ถึงอันตรายที่เป็นไปได้เกิดขึ้นจริงภายในโลกจริงของศตวรรษที่ 4 และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในพระราชวังของกษัตริย์ไดโอไนเซียสดาบแห่งดาโมเคลสที่มีชื่อเสียงย้อนหลังไปยังเรื่องราวศีลธรรมโบราณนิยมแพร่หลายโดยนักปรัชญาโรมัน มาร์คัส ทูลเลียส ซิเซโร ภายในหนังสือเล่มที่ห้าของผลงานรวบรวมการเขียนของเขา “Tusculanae Disputations”ซิเซโรใช้เรื่องราวของดาโมเตลสภายในหนังสือเล่มที่ห้าของเขาเป็นส่วนหนึ่งของลำดับเรื่องราว แสดงว่าความรู้สึกของความกลัวไม่สามารถมีอยู่เคียงข้างกับความรู้สึกของความสุขได้ ไดโอไซเนียสดูเหมือนทำให้มันชัดเจนเพียงพอว่า ไม่สามารถมีความสุขอะไรต่อบุคคลที่รู้สึกกลัวบางอย่างจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ


ตามเรื่องราว ดาโมเคลส เป็นข้าราชบริพารของไดโอไนเซียสแห่งไซราคิวภายในซิซิลี ดาโมเคลส ได้ประจบกษัตริย์ของเขา ไดโอไนเซียสโชคดีอย่างแท้จริงเป็นบุคคลยิ่งใหญ่แห่งอำนาจ ล้อมรอบด้วยความหรูหรา เขาอิจฉาความมั่งคั่ง อำนาจ และความสุขของการเป็นกษัตริย์ภายในการตอบสนอง ไดโอไนซียส ได้เสนอสลับที่กับดาโมเคลสหนึ่งวัน เพื่อที่ดาโมเคลสสามารถลิ้มรสโชคดีโดยตรงของการเป็นกษัตริย์ดาโมเคลส ไม่ได้เชื่อโชคของเขา แต่เพียงแค่เขาเริ่มต้นสนุกชีวิตของกษัตริย์ เขาได้สังเกตุว่าไดอาไนเซียสได้เเขวนดาบคมจากเพดาน วางตำเเหน่งเหนือหัวของเขา ห้อยอยู่ด้วยขนเส้นเดียวจากหางของม้า การรับรู้ว่าอันตรายมากับการปกครองอาณาจักร ดังนั้นดาบดาโมเคลส ได้แสดงสัญลักษ์ณ์อันตรายที่ใกล้เข้ามาดาโมเคลส ได้กลายเป็นท่วมท้นด้วยความกลัว และความวิตกกังวลไม่สามารถสนุกกับความหรูหราของอำนาจใหม่ที่เพิ่งค้นพบใหม่ของเขาเขาวิ่งออกไปจากห้อง ขอออกจากตำแหน่งเป็นกษัตริย์ของเขา ณ วันนั้นต่อซิเซโรแล้วเรื่องราวของไดโอไนเซียสเป็นตัวอย่างแท้จริงของอันตรายความกดดัน และความหวาดระเเวงอย่างมากมากับอำนาจยิ่งใหญ่ของการปกครอง เขายืนยันว่าบุคคลที่มีอำนาจกลัวความตายอยู่เสมอและไม่สามารถมีความสุขแท้จริงถ้อยคำ ดาบแห่งดาโมเคลส ได้ถูกใช้โดยทั่วไปในขณะนี้เป็นคำศัพท์เฉพาะอธิบายอันตรายจะเกิดขึ้น ทำนองเดียวกัน แขวนโดยเส้นด้ายได้กลายเป็นคลังศัพท์ต่อสถานการณ์ที่อันตรายหรือล่อเเหลม ภายในอังกฤษ ถ้อยคำดาบแห่งดาโมเคลสได้ถูกใช้และอ้างถึงบ่อยครั้งเมี่อเรากล่าวถึงอำนาจและความกลัวของผู้ปกครองเราไม่ควรจะอิจฉาตำแหนึ่งของบุคคลอื่น เเม้ว่าพวกเขาอาจจะปรากฏมีชีวิตที่สมบูรณ์ พวกเขาอาจจะรับภาระที่ไม่สามารถมองเห็น ดาบแห่งดาโมเคลส เป็นสัญลักษณ์ของการคุกคามสามารถมาผ่านไปได้ทุกเวลาต่อไดโอไนเซียสแล้ว ดาบแสดงการคุกคามของการฆ่า หรือทรยศโดยบุคคลของเขาเองตำนานของดาโมเคลสได้ยั่งยืนเป็นเรื่องราวที่นิยมแพร่หลายมากเป็นศตวรรษ จุดสุดยอดของเรื่องราวได้ถูกเเสดงภายในการวาดภาพสีน้ำมัน “1812 Sword of Damoclase” โดย ริชาร์ด เวสทอลล์การใช้ที่มีชื่อเสียงมากขึ้นของมันเกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ 1961 ระหว่างสงครามเย็น เมื่อประธานาธิบดี จอห์น เคนเนดี ได้ให้คำปราศัยแก่สหประชาชาติเขาได้กล่าวว่า ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กทุกคน มีชีวิตอยู่ข้างใต้ดาบแห่งดาโมเคลส แขวนด้วยเส้นด้ายบางที่สุด สามารถถูกตัดได้ ณ เวลาใดก็ตามโดยอุบัติเหตุหรือการคาดผิด หรือโดยความบ้าของเรา อาวุธสงครามต้องถูกกำจัด ก่อนที่มันกำจัดเราจอห์น เคนเนดี ได้ตระหนักอย่างดีที่สุดของการคุกคามในอนาคตของสงครามนิวเคลียร์ และได้สนับสนุนการลดอาวุธให้สำเร็จต่อประเทศที่มีความสามารถทางนิวเคลียร์ห้าสิบกว่าปีภายหลังวิกฤติจรวดคิวบานำโลกไปสู่ริมขอบของการทำลายล้างของนิวเคลียร์ การคุกคามโดยระเบิดปรมาณูได้เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังคงเเขวนอยู่เหนือเรา คลังแสงนิวเคลียร์จำนวนมากของอเมริกาและรัสเซีย – มรดกอันตรายที่สุดของสงครามเย็น ได้ลดลงผ่านข้อตกลงของการควบคุมอาวุธ แม้ว่าสงครามเย็นได้สิ้นสุดลงเมื่อ ค.ศ 1991 แต่ความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกาและรัสเซีย ยังคงตึงอยู่”Turning Point : The Bomb and the Cold War” ภาพยนตร์สารคดีโดยเนตฟลิกซ์ ได้ให้การประเมินครอบคลุมของเหตุการณ์ที่นำไปสู่สงครามเย็น และย้อนรอยความขัดเเย้งทั่วโลก และผ่านหลายทศวรรษ บทเรียนที่เราคิดได้ถูกเรียนรู้ไม่ได้เรียนรู้ อธิบายสภาวะของโลกวันนี้เป็นกระเเสน้ำต่อเนื่องของประวัติศาสตร์ที่มาก่อนมัน ภาพยนตร์สารคดีเก้าตอนของเนตฟลิกซ์เรื่องนี้เกี่ยวกับสงครามเย็นใช้ภาพยนตร์รางวัลออสการ์ของคริสโตเฟอร์ โนแลน เป็นเเรงบันดาลใจแรงบันดาลใจที่ชัดเจนต่อ Turning Point ของเนตฟลิกซ์ คือ ภาพยนตร์ “Oppenheimer” กวาดเจ็ดรางวัลออสการ์ของคริสโตเฟอร์ โนเเลนด์ ออพเพนไฮเเมอร์ เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับประวัติสงครามโลกครั้งที่สอง เรื่องราวของโรเบิรต ออพเพนไฮเมอร์ นักฟิสิกซ์อเมริกัน สร้างระเบิดปรมาณู ออพนไฮเมอร์เป็นเรื่องจริง เกี่ยวกับเหตุการณ์จริงทุกอย่างที่บันดาลใจภาพยนตร์ของคริสโตเฟอร์ โนแลนระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นายพลเลสลี่ โกรฟส์ ได้แต่งตั้งโรเบิรตออพเพนไฮเมอร์ นักฟิสิกซ์ ทำงานกับโครงการแมนฮัตตันลับสุดยอดออพเพนไฮเมอร์ และทีมนักวิทยาศาสตร์ ใช้หลายปีพัฒนาและออกแบบระเบิดปรมาณู ผลงานของพวกเขาได้มาสู่การบรรลุผลเมื่อ ค.ศ 1945 เมื่อมันได้กลายเป็นระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของโลกที่อเมริกาใช้ทำลายล้างฮิโรชิมาและนางาซากิ ญี่ปุ่น เมื่อ ค.ศ 1945 ออพเพนไฮเมอร์ ได้ถูกจดจำมากที่สุดเป็นบิดาของระเบิดปรมาณู เขาได้เปิดกล่องแพนโดราอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเขาได้ช่วยนำอาวุธนิวเคลียร์มาสู่ชีวิต “American Prometheus : The Triumph and Tragedy of J. Robert Oppenheimer” เป็นหนังสือชีวะประวัติ เขียนโดยไค เบิรด และมาร์ติน เชอร์วิน ได้ถูกนำมาสู่ชีวิตภายในภาพยนตร์ “Oppenheimer” ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน โพรมีเทียส ได้ขโมยไฟจากเทพเจ้าและให้มันแก่มนุษย์ ดังนั้นเขาได้ถูกล่ามโซ่กับก้อนหินและทรมานชั่วนิรันดร ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้ทำการเปรียบเทียบระหว่างออเพนไฮเมอร์ และโพรมีเทียส พาดพิงเป็นชี่อของหนังสือ ออพเพนไฮเมอร์เป็นโพรมีเทียสมัยใหม่และคล้ายกับเทพเจ้าของตำนานกรีก เขาได้ถูกลงโทษต่อการขโมยไฟจากเทพเจ้า โดยสรุปไฟที่ออพเพนไฮเมอร์ขโมยจากพระเจ้า เป็นความรู้สร้างอาวุธของการทำลายอย่างรุนแรง เมื่อ ค.ศ 1943 ออพเพนไฮเมอร์ได้เข้าร่วมโครงการแมนฮัตตันภายในการพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของโลก

วิกฤติยูเครนไม่อันตรายเท่ากับช่างเวลามืดสนิทของสงครามเย็น แต่โอกาสของความผิดพลาดและการคาดผิดหมายถึงความเสี่ยงภัยสูงการคุกคามนิวเคลียร์ ณ สงครามรัสเซีย – ยูเครน กล่องแพนโดราต้องไม่ถูกเปิด กล่องแพนโดรายังคงถูกปิดอยู่ และผู้นำโลกต้องใช้ขั้นตอนอย่างจริงจังภายในสภาพเเวดล้อมในขณะนี้รักษามันให้ปิดไว้มิคาโล โปโดยัค ที่ปรึกษาประธานีธิบดียูเครน เน้นว่าการคุกคามนิวเคลียร์ ไม่ใช่ปัญห่ของยูเครนเท่านั้น แต่เป็นทั้งโลก สมาชิกของนิเคลียร์ ต้องระบุผลตามมาอย่างชัดเจนต่อรัสเซีย กล่องแพนโดราต้องถูกปิดไว้ ตลอดสี่ทศวรรษระหว่างสงครามเย็น ด้วยดาบนิวเคลียร์แห่งดาโมเคลสแขวนอยู่บนหัวการต่อสู้ของพวกเขารัสเซียและอเมริกาถ้อยคำ ดาบแห่งดาโมเคลส ถูกใช้โดยทั่วไปในขณะนี้เป็นถ้อยคำการเปรียบเทียบ เลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กุเตอเรส ได้เตือนว่าสงครามกับยูเครนของรัสเซียกำลังแขวนดาบแห่งดาโมเคลสบนโลกเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนายากจนที่เผชิญราคาอาหาร น้ำมัน และปุ๋ย เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และในขณะนี้กำลังมองอาหารเช้าของพวกเขาถูกทิ้งระเบิดอันโตนีโอ ได้บอกนักข่าวว่า รัสเซียและยูเครนเป็นตัวเเทนมากกว่าครึ่งหนึ่งของอุปทานดอกทานตะวันของโลก และประมาณ 30% ของของข้าวสาลีของโลก สงครามรัสเซีย-ยูเครน กำลังทุบตีประเทศยากจน45 ประเทศพัฒนาน้อยที่สุดนำเข้าข้าวสาลีจำนวนมากของพวกเขาจากยูเครนและรัสเซีย ประเทศเหล่านี้มีทั้งอียิปจ์ เลบานอน โซมาเลีย ซูดานเเละเยเมน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้กำลังทุบตีผู้ยากจนที่สุดและผู้ลำบากที่สุดและการเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ของความไม่มั่นคงทางการเมืองและความไม่สงบทั่วโลกเขาได้กล่าวว่าแต่ละชั่วโมงผ่านไปภายในยูเครน การเสียชีวิตและการทำลายยิ่งเลวลง ไม่วาผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรสงครามนี้จะไม่มีผู้ชนะ มีแต่ผู้แพ้เท่านั้นนอกจากการทำลายล้างชั่วโมงต่อชั่วโมงข้างในยูเครน เลขาธิการยูเอ็นได้กล่าวส่าสงครามไปไกลเลยพันพรมแดนของพวกเขา ด้วยดาบแห่งดาโมเคลสแขวนบนเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะโลกที่กำลังพัฒนา เราต้องการสันติภาพเดี๋ยวนี้ สันติภาพต่อบุคคลของยูเครน สันติภาพต่อโลกของเรา

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com