ทำไมมหาอำนาจถึงต้องไปสร้างสงครามนอกประเทศ

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
ทำไมมหาอำนาจถึงต้องไปสร้างสงครามนอกประเทศ
ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าสหรัฐฯ และรัสเซีย เป็นประเทศที่มีกำลังทหาร และอาวุธที่มีศักยภาพสูงสุด รองลงมาก็คืออิสราเอล มิหนำซ้ำทั้งสหรัฐฯและรัสเซียต่างก็เป็นประเทศที่ส่งออกอาวุธมากเป็นที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ที่สำคัญประเทศมหาอำนาจทั้งหลายต่างก็ถือครองอาวุธนิวเคลียร์เป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้มีอำนาจและศักยภาพสูงทางทหาร และทางการเมืองโดยไม่ต้องเกรงกลัวใคร
ประเด็นที่น่าสงสัยคือ แล้วทำไมประเทศเหล่านี้โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา จึงชอบไปสร้างสงครามนอกประเทศ ด้วยข้ออ้างต่างๆ เช่น เพื่อผดุงไว้ระบอบประชาธิปไตย และช่วยเหลือประชาชนในประเทศนั้นๆ จากการกดขี่ของระบอบเผด็จการ แต่พอสหรัฐฯเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงในประเทศเหล่านั้น เช่น อิรัก ลิเบีย ซีเรีย โซมาเรีย อียิปต์ ตูนิเซีย กลับทำให้ประเทศเหล่านั้นเกิดจราจลวุ่นวายเป็นมิคสัญญี บางประเทศเข้าไปยุ่งวุ่นวายแล้วไม่ยอมออกอย่างในอิรัก ในซีเรีย หรืออาฟกานิสถาน
และเป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศที่สหรัฐฯเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยล้วนกลัว แต่มีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก เช่น น้ำมันในลิเบีย และอิรัก หรือโคบอลในคองโก เท่านั้นยังไม่พอบริษัทของสหรัฐฯก็เข้าไปมีส่วนในการกอบโกยทรัพยากรเหล่านั้นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ยังไม่พอ สหรัฐฯยังทิ้งเชื้อปะทุเอาไว้อีกด้วย การก่อให้เกิดกองกำลังติดอาวุธทั้งที่สร้างโดยสหรัฐฯ อย่างไอเอส และอัลกอร์อิดะฮ์ และกองกำลังฝ่ายต่อต้านอย่าง ฮิลบุลเลาะฮ์ในตะวันออกกลาง หรือตอลีบันในอาฟกานิสถาน
ลองมาดูว่าประเทศที่ถือครองระเบิดนิวเคลียร์ในรูปแบบต่างๆจำนวนเท่าไร
1.สหรัฐฯมี 6,450 หัวรบ
2.รัสเซียมี 6,850 หัวรบ
3.อังกฤษมี 215 หัวรับ
4.ฝรั่งเศสมี 300 หัวรบ
5.จีนมี 280 หัวรบ
6.อินเดียมี 140 หัวรบ
7.ปากีสถานมี 150 หัวรบ
8.อิสราเอลมี 100-200 หัวรบ
9.เกาหลีเหนือมี 10-20 หัวรบ
ในจำนวนประเทศที่มีหัวรบนิวเคลียร์นี้ มีลักษณะของบางประเทศที่คล้ายคลึงกัน เช่น มีประชากรที่ยากจนจำนวนมาก เช่น สหรัฐฯ อินเดีย ปากีสถาน เกาหลีเหนือ ในจำนวนเหล่านี้ต่างก็มีนโยบายต่างประเทศที่ก้าวร้าว เช่น สหรัฐฯ อิสราเอล เกาหลีเหนือ
สำหรับสหรัฐฯนั้นแทบไม่น่าเชื่อมีผู้คนกว่า 41 ล้านคน ที่กำลังตกอยู่ในภาวะยากจน ถึงขนาดที่ต้องเลือกระหว่างเงินที่มีอยู่จำกัดว่าจะซื้ออาหารหรือซื้อของใช้จำเป็นอื่นๆเช่น เสื้อผ้า
นักเรียน 1 ใน 5 ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการมีอาหารไม่เพียงพอ สำหรับการบริโภค ซึ่งหมายความว่า พวกเขาไม่อาจมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะได้รับอาหารมื้อต่อไปหรือไม่ และมื้อต่อไปจะเป็นเวลาไหน
นอกจากนี้ยังพบว่า 1 ใน 6 ของคนอเมริกันยังต้องทนทุกข์ทรมานจากความหิวโหย และขาดแคลน ดังตัวอย่างจากองค์กรการกุศลต่างๆเช่น
ในทุกวันจะมีคนมารอรับแจกของใช้จำเป็นจากองค์กรการกุศล เฟรด จอร์แดน ถึงวันละ 4,000 คน ที่ลอสแองเจอลิสโดยคนเหล่านี้เป็นผู้ที่ไร้บ้านอยู่อาศัย
องค์กรเทอรี่ เลค แชริตี้ และองค์กร Nutrition America ต้องรับภาระหนักในการแจกอาหารและสิ่งของจำเป็นในชีวิต โดยองค์กรหลังต้องใช้อาสาสมัครถึง 2 ล้านคนทั่วประเทศ
Cheriti Mills สมาชิกผู้หนึ่งของ Terry Lakes Charity กล่าวว่า “ฉันได้สังเกตเห็นว่าปัญหาความยากจนได้เข้ามาใกล้ตัวของเรามากเหลือเกิน ทั้งๆที่เหตุการณ์อย่างนี้น่าจะเกิดในช่วงที่เกิดภัยพิบัติร้ายแรง หรือเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ แต่นี่มันเกิดขึ้นเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน”
ในอีกด้านหนึ่งของเหตุการณ์ปรากฏว่าอาหาร 40% ถูกโยนทิ้งทุกวัน ซึ่งอาหารส่วนนี้มักจะเป็นอาหารที่มีมูลค่าสูง และเป็นอาหารประจำวันของกลุ่มคนร่ำรวยเพียง 10% ของประเทศ
โลกแห่งความขัดแย้งแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรในสหรัฐฯที่หลายคนมองเห็นว่าเป็นประเทศที่มั่งคั่งร่ำรวย เป็นประเทศพัฒนาแล้วชั้นนำ แต่ความจริงเหล่านี้กลับถูกเปิดเผยโดยสื่อกระแสหลักอย่าง CNN
แม้อัตราการว่างงานในสหรับฯจะลดต่ำลงมาเหลือ 3.8 % ในช่วงเมษายน-พฤษภาคม 2018 แต่มันก็เป็นการว่างงานที่ลดลงเพียงชั่วคราว เพราะตลาดหุ้นของสหรัฐฯกำลังร่วง ซึ่งแสดงถึงการชะลอตัวในการลงทุน ประกอบกับการเปิดสงครามการค้าของทรัมป์กับจีน ยิ่งทำให้ธุรกิจหลายชนิดได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งสหรัฐฯยังจะขยายสงครามการค้าออกไปด้วย การแซงซั่นรัสเซียและอิหร่าน ซึ่งจะทำให้อีกไม่นานอัตราการว่างงานของสหรัฐฯจะเพิ่มขึ้น เมื่อสหรัฐฯมีปัญหาการว่างงานและเศรษฐกิจตกต่ำลงเมื่อใด เมื่อสหรัฐฯมีปัญหาการว่างงานและเศรษฐกิจตกต่ำลงเมื่อใด สหรัฐฯก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการสร้างภาวะสงครามนอกประเทศ เช่นในช่วงนิกสัน สหรัฐฯทำสงครามเวียดนามที่นับช่วงต่อจากลิน เบน จอห์นสัน หรือ จอร์ช ดับเบิลยู บุช ที่ก่อสงครามอิรัก
ยิ่งรัสเซียและจีนตอบโต้ด้วยการเทขายพันธบัตรของสหรัฐฯ ซึ่งจีนถือครองเป็นอันดับหนึ่ง และพยายามสร้างเครือข่ายซื้อขายน้ำมัน ด้วยหยวนกับเงินสกุลของประเทศคู่ค้า เงินดอลลาร์ก็ยิ่งจะลดค่าลงจากที่กำลังแข็งค่าเพราะการเก็งกำไรในระยะสั้น
คำถามคือแล้วจีนจะมีวิธีขจัดพันธบัตรสหรัฐฯและดอลลาร์ออกไปมากๆโดยไม่ขาดทุนยับเยินอย่างไร เรื่องนี้จีนได้เตรียมการไว้แล้ว คือการขยายการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงการยุทธศาสตร์ ONE BELT ONE ROAD (หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง) อย่างที่สร้างท่าเรือน้ำลึกในศรีลังกา และสร้างท่าเรือพานิชย์ที่ปากีสถาน บังกลาเทศและเมียนมาร์ นอกจากนี้จีนยังให้กลไกของจีนคือรัฐวิสาหกิจเป็นตัวแทนไปลงทุนในประเทศต่างๆ และกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งที่ดินในประเทศต่างๆ ซึ่งรวมทั้งประเทศในเอเชียอาคเนย์ เช่น ไทย ลาว กัมพูชา พม่า มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจในบางประเทศ อนึ่งจีนยังผันเงินผ่านภาคเอกชนให้ดำเนินการดังกล่าวคู่ขนานไปด้วย แม้แต่อสังหาริมทรัพย์ในโตเกียว ที่ระดับราคาเริ่มลดลงมาอย่างต่อเนื่องก็ไม่ละเว้น
เมื่อสหรัฐฯประสบปัญหาเศรษฐกิจที่กระหน่ำประเทศ ทำให้กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ที่เคยกอบโกยความมั่งคั่งทั้งจากภายในประเทศและภายนอกประเทศ ผลประโยชน์ลดลงจนต้องขยับตัวกดดันรัฐบาล โดยมีหัวหอกคือ กลุ่ม “DEEP STATE” รัฐลึกซึ่งมีอำนาจในการควบคุมรัฐบาลให้รัฐบาลต้องไปสร้างสงครามนอกประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อจะได้ทุ่มการลงทุนทางทหาร การผลิตอาวุธ และหารายได้จากการขายอาวุธให้พันธมิตรประเทศกำลังพัฒนาแถมสร้างภาวะกดดันให้ราคาน้ำมันดับพุ่งสูงขึ้น เช่น การปิดกั้นการซื้อน้ำมันจากอิหร่าน อันมีผลทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นในขณะนี้
และแม้ว่าจะพยายามผลักดันให้ซาอุดิอาระเบียผลิตเพิ่มอีกประมาณ 2 ล้านบาเรลต่อวันก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่การก่อให้เกิดการตื่นตระหนกนี้จะทำให้หลายๆประเทศซื้อน้ำมันเพิ่มขึ้น เพื่อกักตุนสำรอง ถึงตอนนั้นบริษัทขายน้ำมันสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ผลิตอาวุธ อันเป็นหลักใน “deep state” ก็จะได้ประโยชน์กำไรมหาศาล และถ้าราคาน้ำมันดับยังคงเกิน 50 ดอลลาร์ต่อบาเรล ก็จะเป็นแรงจูงใจให้บริษัทผลิตน้ำมันในประเทศที่ใช้เทคโนโลยีผลิตน้ำมัน Oil Shale ได้หันมาผลิตน้ำมันทำให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนคนตกงานในภาคธุรกิจอื่นๆ และคนยากจนก็แก้ปัญหาได้ง่ายมาก คือ ส่งชายฉกรรก์และรุ่นหนุ่มที่จบใหม่แต่ตกงานไปรบในสงครามเหมือนสมัยสงครามเวียดนามก็จะทำให้ลดความว่างงานลงไปได้ ส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็ให้ทำงานในส่วนที่จะได้ผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ด้วยกุศโลบายอย่างนี้สหรัฐฯและมหาอำนาจอีกบางประเทศจึงต้องกระตุ้นให้เกิดสงครามนอกประเทศ เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใหญ๋ในประเทศ โดยที่ปัญหาความยากจนในประเทศมิได้หมดไป เพียงแต่บรรเทาลงในระยะสั้นๆเท่านั้น นอกจากจะมีการทำสงครามยืดเยื้อเหมือนสงครามเวียดนาม ซึ่งทำให้สหรัฐฯมีการจ้างงานเต็มที่ในช่วงนั้น







