INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (6)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (6)

ตัวอย่างของมวลมนุษยชาติที่จะไม่สังหารชีวิตอื่นด้วยความอธรรม จึงเปรียบประดุจดังเขาได้ไว้ชีวิตผู้คนทั้งโลก

ประการที่สาม เพราะความอิจฉาริษยาของกอบิล เขาจึงกระทำอยุติธรรมต่อน้องชายของเขา เขาจึงกลายเป็นคนโง่เขลางมงายไร้สติปัญญาแม้เพียงจะจัดการกับศพของน้องชายของเขาก็ไม่มีปัญญา ต้องรอให้นกกาซึ่งเป็นสัตว์เดรัจฉานไร้สติปัญญามาสอนเขาให้รู้ถึงวิธีการฝังศพ จึงเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นว่าหากมนุษย์คนใดใช้แต่โมทะ ดังนั้นสติปัญญาก็จะเร้นหนีไปจากเขา สถานภาพของความเป็นมนุษย์ของเขาจึงลดต่ำลงกว่าสัตว์

ประการที่สี่ วิธีที่กอบิลสังหารน้องชายของเขาโดยใช้ก้อนหินทุบศีรษะ ถือเป็นอาวุธที่เหมาะสมกับยุค เพราะทั้งสองอยู่ในยุคหินกลาง การฆ่าสังหารชีวิตมนุษย์ด้วยกันเอง จึงเปลี่ยนชนิดของอาวุธไปตามยุคสมัยแต่แรงขับที่จะให้ผู้หนึ่งไปสังหารอีกผู้หนึ่งนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปเลย นับจากยุคหิน (รวมอะตอม) มาสู่ยุคแยกอะตอมให้เป็นระเบิดนิวเคลียร์ ระเบิดโปรตรอน และระเบิดนิวตรอน สรุปได้ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามที่มนุษย์กลุ่มหนึ่งล่วงละเมิดไปฆ่ามนุษย์อีกกลุ่มหนึ่ง ผลกรรมที่จะได้รับจากการกระทำนั้น เหมือนกันทุกประการกับที่กอบิลได้รับ นั้นคือการเป็นสหายของไฟนรกที่ทรงประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถเผาได้ทั้งร่างกายและวิญญาณของมนุษย์อย่างไม่จบสิ้น เพราะร่างกายจะถูกสร้างขึ้นมาใหมในทุกครั้งที่มันถูกเผา ส่วนวิญญาณนั้นไม่บุบสลายและไม่มีวันตาย มันช่างทุกข์ทรมานสักปานใดหนอ ! สำหรับวิญญาณที่ชั่วร้าย

ภายหลังจากการตายของฮาบิล พระเจ้าจึงทรงประทานบุตรชายคนที่สามให้กับอาดัมและฮาวา เพื่อทดแทนฮาบิลผู้เป็นที่รักของพระเจ้า เขาชื่อ เชส์ ถือกำเนิดเมื่ออาดัมมีอายุ 130 ปี (เยเนชิส 6/4, 5) เชส์จึงเป็นผู้สืบแทนบิดาของเขา ผู้ซึ่งถือเป็นศาสดาท่านที่สอง เขามีอายุ 912 ปี ศาสดาอาดัมยังมีบุตรชายและบุตรหญิงอีกหลายคน เชส์หรือเซทมีบุตรชื่อ อีนุชและบุตรชายและหญิงอีกหลายคน อีนุชมีบุตรชื่อ คีนาน และบุตรชายและหญิงอีกหลายคน เขามีอายุ 905 ปี ดีนานมีบุตรชื่อ มะฮาลาเลล และบุตรชายและหญิงอีกหลายคน เขามีอายุ 895 ปี มะฮาลาเลลมีบุตรชื่อ วาเรดหรือ ยาเรด และบุตรชายและหญิงอีกหลายคน เขามีอายุ 962 ปี วาเรดมีบุตรชื่อ อีน๊อก และบุตรชายและหญิงอีกหลายคน อีน๊อกหรือ อิดริส เป็นรอซูลของพระเจ้ามีนามปรากฎอยู่ในอัล กุรอาน ศาสดาอิดริสได้รับการยกย่องจากพระเจ้าว่าเป็นผู้ทรงคุณธรรม ท่านเป็นผู้ประดิษฐ์อักษรที่ใช้เขียนหรืออักขระขึ้นเป็นครั้งแรก ท่านเป็นนักคำนวณและได้ชื่อว่าเป็นผู้จัดระเบียบโลกใหม่ การทอผ้า การก่อสร้างอาคารบ้านเรือนด้วยการเรียงแท่งหินก้อนใหญ่ๆ เช่นที่บาอัลเบค ณ ประเทศเลบานอนปัจจุบันเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ประจวบกับที่เทวทูตสององค์คือ ฮารูตและมารูต (รูรูสและมัรดุก)ที่ขอต่อพระเจ้าแปลงร่างมาเป็นมนุษย์เพื่อมาสอนวิชาในศาสตร์ต่างๆ เช่นดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ และไสยศาสตร์ให้กับมนุษย์ วิชาการแบ่งวงกลมออกเป็น 360 องศา และการแบ่งเวลาออกเป็นชั่วโมง นาทีและวินาที โดยใช้เลขฐาน 60 เกิดขึ้นสมัยการปกครองของนบีอิดริสเช่นกัน

อิบนิ บะตูเฎาะฮ์ นักเดินทางมุสลิมชาวแทนเจียส์ โมรอดโด (ค.ศ.1352) ได้บันทึกไว้ว่า พี่ระมิดกิซาที่อียิปต์สร้างขึ้นโดยเฮอเมส หรืออีน๊อกหรือนบีอิดริส เพื่อเก็บรักษางานศิลปะและวิทยาศาสตร์ต่างๆ และงานวิทยาศาสตร์ด้านอื่นๆ ที่คันคว้ามาได้ก่อนที่จะเกิดมหาอุทกภัยในสมัยของโนอาดังนั้นศาสดาอิดริสจึงมีชีวิตอยู่ในช่วงสมัยของศาสดาอาดัมกับศาสดานุย์เขามีอายุบนโลกนี้ 365 ปี บางตำรากล่าวไว้ว่าพระเจ้าทรงเทิดเขายังพระองค์ขณะยังมีชีวิตอยู่ ดังโองการที่ว่า

เราได้เทิดเขา (อิดริส) ยังตำแหน่งที่สูงส่งอิดริสมีบุตรชื่อ เมซูสะและฮ์ และบุตรชายและบุตรหญิงอีกหลายคนเขามีอายุ 969 ปี ชาวยุโรปใช้ชื่อของเมซูสะและฮ์เป็นคำอวยพรให้แก่กันว่า ขอให้อายุยืนนานเท่าเมซูสะและฮ์ เขามีบุตรชื่อ ละเมค ผู้เป็นศาสนทูตและมีบุตรชายและบุตรหญิงอีกหลายคน ละเมคมีอายุ 777 ปี เขามีบุตรชื่อ นุย์ หรือโนอา และบุตรชายบุตรหญิงอีกหลายคน

นุฮ์เป็นศาสนทูตของพระเจ้า เขาเผยแผ่ศาสนาอยู่กับกลุ่มชนของเขาเป็นเวลา 950 ปี กลุ่มชนของเขาพร้อมกรรยาคนหนึ่งและลูกชายคนหนึ่งของเขาก่อกบฏ ปฏิเสธการศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวที่ศาสดานุฮ์พร่ำสอนและหันไปนับถือศาสนากราบไหว้เทวรูป ขณะเดียวกันก็ตั้งตัวเป็นศัตรูกับนุฮ์และบรรดาผู้ศรัทธาในตัวเขา พวกเขากล่าวท้าทายนุให้นำการลงโทษที่นุย์ชูไว้มา หากนุย์เป็นผู้สัตย์จริง (อัล กุรอาน 11:32) เมื่อถึงที่สุดแล้วนุธ์จึงวิงวอนต่อพระเจ้าให้พระองค์ทำลายล้างบรรดาผู้ผ่าฝืนท่านให้หมดสิ้นอย่าได้เหลือไว้ พระเจ้าจึงมีบัญชาให้นุย์สร้างเรือขนาดใหญ่ขึ้นลำหนึ่งซึ่งหลักฐานบางแหล่งบันทึกไว้ว่ามีขนาดดังนี้ ยาว 300 ศอก (150 เมตร)กว้าง 50 ศอก (25 เมตร) สูง 20 ศอก (10 เมตร) ทำด้วยไม้เปิดปีกตอกด้วยตะปู (อัล กุรอาน 54:13) ยาด้วยหมันกันน้ำ มี 3 ชั้น ท่านสร้างเรืออยู่บนที่ดอน บรรดาผู้ปฏิเสธจึงพากันหัวเราะ เยาะเย้ย กล่าวหาว่าท่านบ้าและกลั่นแกล้งท่านเป็นเวลานาน จนเมื่อท่านสร้างเรือเสร็จ พระเจ้าจึงบัญชาแก่นบีนุฮ์ให้นำบรรดาผู้ศรัทธาและสัตว์อย่างละคู่ขึ้นบรรทุกบนเรือส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธห้ามขึ้นเรือโดยเด็ดขาด เมื่อสัญญาณที่พระเจ้าทรงสัญญามาถึง น้ำจึงเริ่มทะลักขึ้นมาจากใต้แผ่นดินและฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก เมื่อเรือของนุย์บรรทุกบรรดาผู้ศรัทธาและสัตว์อย่างละคู่พร้อมแล้วน้ำจึงยกเรือของท่านลอยขึ้น และสามารถแล่นฝาคลื่นลมสูงเยี่ยงขุนเขาได้อย่างปลอดภัย (อัล กุรอาน 11:42) มหาอุทกภัยท้วมท้นแผ่นดินอยู่นานถึง 40 วัน 40 คืน ทำให้บรรดาผู้ปฏิเสธซึ่งมีภรรยาคนหนึ่งของท่านชื่อวะอีละฮ์ และลูกชายของท่านที่เกิดจากนางชื่อ คีนาน ต้องจมน้ำตายไปต่อหน้าต่อตาของศาสดานุฮ ” เพราะพระเจ้าได้ทรงตัดขาดความเป็นสามี

ภรรยาและบิดากับบุตรออกจากกัน เพราะการเป็นผู้ปฏิเสธของพวกเขาบรรดาผู้ศรัทธาที่ได้รับความปลอดภัยจากการลงโทษด้วยมหาอุทกภัยนี้มีจำนวน 83 คน ซึ่งมีบุตรชายอีกสามคนของท่านที่เกิดจากมารดาอีกบางท่านรวมอยู่ด้วย

เมื่อน้ำเริ่มลดลงสู่ระดับพื้นดินกินเวลา 150 วัน เรือของท่านจึงจอดอยู่บนภูเขา ดีย์ (อัล กุรอาน 11:41 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆกับภูเขา อรารัต (เยเนชิส 8/4) ปัจจุบันอยู่ในเขตแดนของประเทศตุรกีติดกับอิหร่านและรัสเชียภูเขายูดีย์ที่เรือของศาสดานุย์ลงจอดมีความสูงประมาณ 3 กิโลเมตร (อัลกุรอาน 54:15)

เมื่อน้ำลดลงสู่ภาวะปกติแล้ว ท่านพร้อมครอบครัวของท่านและบรรดาผู้ศรัทธา ตลอดจนบรรดาสัตว์แต่ละชนิดต่างก็ลงจากเรือและขยายเผ่าพันธุ์ของพวกเขาสืบต่อไปบนหน้าแผ่นดินโดยสวัสดิภาพ ตามพระประสงค์ของพระเจ้า (อัล กุรอาน 11:4) ในวาระที่ลงจากเรือท่านมีอายุ 601ปี 2 เดือน กับ 27 วัน ท่านมีอายุอยู่อีก 350 ปี นุย์เทศนาสั่งสอนพวกเขาเป็นเวลา 950 ปี (อัล กุรอาน 29:14)

มหาอุทกภัยในครั้งนี้ซึ่งฝรั่งเรียกว่า Deluge หรือ Tempest ซึ่งอุบัติขึ้นเมื่อประมาณ 8,664 ปีก่อนคริสต์ศักราช หากเมื่อเทียบกับยุคสมัยที่นักวิชาการตะวันตกจัดไว้ตรงกับยุคหินกลาง แต่ยุคหินกลางยังไม่มีตะปูตอกไม้ที่ทำด้วยโลหะ

นับเป็นที่น่าสังเกตว่า คัมภีร์ไบเบิล (เยเนซิส) นับจากบทที่ 6 ถึง10 ไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดดังต่อไปนี้ไว้ คือ

(1) ไม่มีการกล่าวถึงแม้แต่เพียงสักประโยคเดียวในคำเทศนาของศาสดานุย์

(2) ไม่มีการกล่าวถึงความผิดต่างๆ ของบรรดาผู้ที่จมน้ำตาย นั้นคือ ความผิดร้ายแรงอันใดที่พวกเขาก่อกรรมทำเข็ญไว้

(3) ไม่ได้มีการกล่าวถึงว่าเพราะเหตุใดการลงโทษด้วยการให้จมน้ำตายนั้น จึงเป็นวิธีการทำลายล้างพวกเขาแต่เพียงวิธีเดียว

(4) ไม่มีการกล่าวถึงว่าศาสดานุย์ถูกส่งลงมายังกลุ่มชนใด

(5) ผู้ที่ต้องจมน้ำตายเป็นชนกลุ่มใด

แต่อัล กุรอานได้กล่าวไว้อย่างแจ้งชัดว่า ศาสดานุย์ถูกส่งมายังผู้คนของเขา (อัล กุรอาน 29:14) ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งที่ลับและที่แจ้ง นุยี่ได้กล่าวเตือนผู้คนของเขา แต่ผู้คนของเขาได้หันเหไปสู่การตั้งภาคีกับพระเจ้าโดยพวกเขาต่างจมปลักอยู่ในบาปนี้ ถึงกับว่าพวกเขากระทำทุกทางโดยวางแผนการใหญ่ เพื่อการเผยแพรในสิ่งที่เป็นการต่อต้านต่อการศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว โดยพวกเขากล่าวว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม จงอย่าละทิ้งเทวรูปวัดด์หรือเทวรูปชุวาฮ์ เทวรูปยะมุช และเทวรูปยะอัก และนัชร์ (อัลกุรอาน 7:23)

และนุฮ์จึงกล่าวว่าโอ้ ! พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ จงอย่าได้ทิ้งผู้ใดไว้บนหน้าแผ่นดินจากในหมู่ของผู้ที่ปฏิเสธการศรัทธา เพราะเป็นที่แน่นอนว่า หากพระองค์ทรงปล่อยพวกเขาไว้ พวกเขาก็จะนำบรรดาข้าทาสของพระองค์ให้หลงทาง และก็จะไม่ให้กำเนิดแก่ผู้ใดนอกจากผู้ที่ไร้ศีลธรรมจรรยา ผู้ที่ทรยศ (อัล กุรอาน 71:26-27)เพราะด้วยเหตุแห่งความผิดบาปของพวกเขา พวกเขาจึงถูกทำให้จมน้ำตาย จากนั้นจึงถูกทำให้เข้าสู่ขุมนรก ดังนั้นพวกเขาย่อมไม่อาจหาผู้ช่วยเหลือใดๆ นอกจากอัลลอฮ์ได้ (อัล กุรอาน 71:25)

(6) คัมภีร์ไบเบิลไม่ได้กล่าวถึงอนาคตของผู้สืบตระกูลของนุย์ไว้แต่อย่างใด

แต่อัล กุรอาน ได้กล่าวยืนยันไว้อย่างแจ้งชัดว่า ผู้สืบตระกูลของ

นุฮ์จะยังคงอยู่ตลอดไป โดยใช้วลีที่ว่า ‘..ซุรรียะตะยู อุมมุ้ลบากีน’ (อัลกุรอาน 37:77) ซึ่งเขียนด้วยอักษรอาหรับจำนวน 14 อักษร ยิ่งไปกว่านั้นหากเมื่อนำลำดับของบทที่และโองการที่ นั้นคือ (37 + 77) = 114 ซึ่งมีจำนวนเท่ากับตัวอักษรที่ใช้เขียนชื่อบรรดาศาสดาจำนวน 25 ท่าน และชื่อของบรรดาอิมามทั้ง 12 ท่าน

เป็นที่น่าสังเกตว่า การกราบไหว้เทวรูปนั้น อัล กุรอานได้กล่าวถึงเป็นครั้งแรกไว้ในสมัยของกลุ่มชนของนุฮ์ โดยกล่าวชื่อของเทวรูปไว้รวมห้าตัวดังกล่าว แต่จริงๆ แล้วยังมีเทวรูปตัวย่อยๆ อีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นกลุ่มชนของนุย์ส่วนใหญยังหลงใหลในทรัพย์ศฤงคารและบุตรหลานอันมากมาย

กอบิลบุตรชายของอาดัมกระทำผิดบาปเพราะความอิจฉาในตัวฮาบิลผู้น้อง กลุ่มชนของนุฮ์กระทำผิดบาปเพราะความละโมบโลภมาก โดยคิดว่าตนเองมีเหลือล้นแล้วจึงทำให้พวกเขาหยิ่งทะนงและหลงผิด หันไปกราบไหว้เทวรูปต่างๆ แทนพระเจ้าองค์เดียวที่ศาสดานุฮ์ศาสนทูตของพระเจ้าได้นำมาประกาศ

ดังนั้นจากศาสดาอาดัมถึงมหาอุทกภัยในสมัยศาสนานุฮ์ จึงผ่านผู้สืบตระกูลรวม 10 ท่าน ผ่านกาลเวลามารวม 2,166 ปี (จันทรคติ) โดยที่ท่านเป็นผู้สืบทอดและทายาทของคัมภีร์ บทสรรเสริญ และหนังสือฮะดิษ

ท่านที่ 9 เนื่องจากไม่มีหลักฐานยืนยันว่า ณ เมืองใดที่ท่านเผยแผ่ศาสนาอยู่กับผู้คนของท่าน แต่ มัศอดี นักประวัติศาสตร์มุสลิมชาวอาหรับที่ได้รับสมญานามว่าเป็น ฮิโรโดทัส ของอาหรับได้บันทึกไว้ว่า ภายหลังจากที่ศาสดานุฮ์และบรรดาผู้ศรัทธาอีก 80 คนได้ลงจากเรือ ณ ภูเขายูดีย์แล้วท่านได้สร้างเมือง ณ บริเวณเชิงเขานี้โดยตั้งชื่อเมืองว่า’ษะมานีน'(แปดสิบ)

บุตรชายสามคนที่เป็นผู้ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว ผู้ซึ่งร่วมอยู่ในเรือของนฺธ์คือ ซัม ฮัม และ ยาเฟร ต่างมีเผ่าพันธุ์อย่างเฟื่องฟูกระจายไปทั่วโลก

ซัม เป็นบุตรชายคนโตของนุย์ เขาถือกำเนิดเมื่อนุฮ์มีอายุ 502 ปีและเขามีอายุ 602 ปี ซัมเป็นบิดาและบรรพบุรุษของประชาชาติทั้งหลายที่ในทางวิชามานุษยวิทยาเรียกว่า เซเมติค เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบตำแหน่งของนุฮ์ นับเป็นลำดับที่ 11 ภาษา ซามิค ยังคงใช้กันอยู่ในบางส่วนของทวีปเอเชียและแอฟริกา ภาษาโฟนิเซียน อารมิค อัสสีเรีย แอนธิโอปิค แตกสาขาออกมาจากภาษาซามิค นับเป็นที่รู้จักกันดีว่าภาษา ฮิบรูและ อาราบิค นับเป็นสองภาษาที่มีคุณค่าสูงส่ง เพราะมีความรุ่มรวยอย่างมากในทางมรดกของอักษรศาสตร์

สแปรงเกอร์ และเครเดอร์ นักประวัติศาสตร์ทางโบราณคดีผู้มีชื่อเสียงต่างยอมรับว่า สถานที่เกิดที่แท้จริงของวงศ์วานว่านเครือของชัมก็คือแผ่นดินอารเบีย ทั้งนี้เพราะกะอับะฮ์คือแม่หรือศูนย์กลางแห่งเมืองทั้งหลายดังที่ได้กล่าวถึงแล้วในกรณีของอาดัม

มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าในสมัยโบราณนั้น ชนชาติบางพวกได้ออกมาจากทะเลทรายแห่งอารเบีย และมาตั้งรกรากอยู่ในแผ่นดินที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูกซึ่งตั้งอยู่ติดๆ กัน ด้วยเหตุนี้ที่ว่าทำไมชาวอาหรับจึงเป็นผู้คนที่มีลักษณะเป็นเชเมติค ความมีชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ ของพวกเขาจึงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ภาษา อาหรับ จึงได้รับความปลอดภัยนับแต่นั้นมา และภาษาธิบรูเองก็เช่นกัน ต่างมีอยู่ไปจนถึงยุคนั้น ต่อมาเมื่อภาษาฮิบรูต้องถึงกาลล่มสลายไปพร้อมกับจักรวรรดิของยิว ชาวอิสราเอลถูกจับตัวเป็นเชลยศึกการล่มสลายของกรุงเยรูชาเล็ม และซาวยิวถูกขับไล่ออกไปอยู่ในประเทศต่างๆ จนในที่สุดภาษา อารามิค หรืออาราเมคจึงเข้ามาแทนที่ภาษาของชาวยิว อาราเมคครั้งหนึ่งเคยเป็นภาษาของชาวคันอาน และชาวคันอานได้นำมันไปยังแผ่นดินตะวันออกติดพรมแดนจีน เช่นเตอร์กมินิสถานปัจจุบัน

ภาษา ชามารีส เป็นที่กล่าวว่าเกิดมาจากการรวมกันของภาษาอาหรับสิบรู และอาราเมคภาษา ซีเรค หรือ โอเดซซาน เป็นที่กล่าวกันว่าเป็นภาษาของชาวคริสเตียนอารมาเนียน ซึ่งมีเมืองหลวงชื่อโอเดซซาน ในคริสต์ศตวรรษที่ 5และที่ 6 สรุปก็คือ ภาษาอาหรับเป็นสาขาของภาษา ซามิค เพียงภาษาเดียวที่ยังคงมีชีวิตชีวา นับตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันอย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอนนานนับได้มากกว่าสามพันห้าร้อยปี

ลักษณะของภาษาซามิคที่มีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกันก็คือ

(1) มีอักษรสามตัวเป็นรากศัพท์

(2) คล้ายกันในกฎของการกอปรขึ้นเป็นคำนามและคำกริยา

(3) คล้ายกันในรูปของนาม สรรพนามและกริยา และความสัมพันธ์ต่อกันทางไวยากรณ์

(4) คล้ายกันในด้านการวิเคราะห์และสังเคราะห์

(5) การใช้คำกริยา

บรรดาผู้ที่เป็นนักวิชาการด้านภาษาอาหรับ รู้เป็นอย่างดีถึงความจริงที่ว่ามันมีความสมบูรณ์และเป็นสากล นับตั้งแต่การเริ่มต้นใช้ของภาษานี้ส่วนภาษาของชาวอารยันหรืออินโดยุโรเปียน เป็นสันสกฤต กรีกลาติน อุรดูและฮินดีนั้น จะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อไป

วงศ์วานของท่านฮัมหรือเฮเมติคแพร่ขยายเข้าไปในทวีปแอฟริกาเป็นชนเผ่านิโกร ดราวิเดียนชนพื้นเมืองของอินเดียและมีลานีเชีย อีกสายตระกูลเป็นชนเผ่าคุช ต้นตระกูลของกษัตริย์นัมรูด ส่วนของท่านยาเฟรแพร่ขยายเข้าไปในทวีปเอเชีย อันเป็นที่มาของเผ่าพันธุ์มองโกลอยและอินเดียนแดง และด้วยเหตุนี้เองที่นุย์จึงได้ชื่อว่าเป็นอาดัมท่านที่สอง

ชัมมีบุตรคนหนึ่งชื่อ อัรฟัคชัด หรือ คัยนาน เขามีอายุ 438 ปี ส่วนบุตรคนอื่นของเขานั้นเป็นต้นตระกูลของเผ่าพันธุ์ คอเคซอยและอาร์เขียกขาว อัรฟัคชัดมีบุตรชื่อ เซละย์ หรือ ชาลิคย์ และบุตรชายและบุตรหญิงอีกหลายคน ชาลิคย์มีบุตรชื่อ มาเบิร หรือ อีเบิร มาเบิรมีบุตรชื่อ ทาลิกทาลิกมีบุตรชื่อ อัรกู่ ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกันกับ ศาสดาชูด ที่อัล กุรอานได้กล่าวถึงว่า ท่านเป็นศาสดาท่านหนึ่งของพระเจ้าที่ถูกส่งมาให้กับกลุ่มชนชาวอาด แห่งเมือง อะห์กอฟ (เนินทรายอันคดเคี้ยว) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างประเทศโอมานกับเยเมนปัจจุบัน ชนชาวอาดได้ชื่อมาจากท่าน อาด บุตรของ อุสบุตรของ อรัม หรือ อิรอม บุตรของ ซัม

เรื่องราวอันเป็นชีวประวัติของศาสดาฮด ที่อัล กุรอานกล่าวถึงพอสรุปได้ว่า ชนชาวอาดเป็นกลุ่มชนที่มีชื่อเสียงในด้านการก่อสร้างและสถาปัตยกรรม พวกเขาได้สร้างตึกสูงและแข็งแรง (อิมาด) ในเมืองหลวงของพวกเขา ซึ่ง ชัดดาด บุตรของอิรอมบุตรของซัมเป็นผู้เริ่มต้นสร้างขึ้น (อัลกุรอาน 81:78) และไม่เคยสร้างที่ใดเยี่ยงนี้มาก่อน (อัล กุรอาน 46:26,89:65) พวกเขามีร่างกายที่สูงใหญ่และแข็งแรงมาก บ้างว่ามีความสูงถึง4-5 เมตร จึงทำให้พวกเขามีความหยิ่งผยอง และได้อุปโลกน์เจ้าจอมปลอมขึ้นมาเคารพกราบไหว้แทนพระเจ้าที่แท้จริง ศาสดาฮูดเฝ้าเตือนพวกเขาให้ละทิ้งการกราบไหว้เทวรูปแต่พวกเขาฝ่าฝืน และกล่าวหาว่าศาสดาฮูดถูกเทวรูปของพวกเขาทำให้เสียสติ ในที่สุดพระเจ้าได้จัดการลงโทษกลุ่มชนชาวอาดอย่างรุนแรง ด้วยการส่งลมพายุโหมกระหน่ำพวกเขาจนพินาศสิ้น และคงเหลือไว้เฉพาะศาสดาฮดและผู้ศรัทธาในพระเจ้าจำนวนหนึ่ง ซึ่งผู้ศรัทธาเหล่านี้ก็คือต้นตระกูลของศาสดา ซอและฮ์ ซึ่งเป็นศาสดาท่านหนึ่งที่พระเจ้าทรงส่งลงมาเทศนาแก่กลุ่มชนชาว สะมูด ให้ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว และหันห่างออกจาการกราบไหว้เทวรูป

ชาวสะมูดสร้างเมืองของเขาขึ้นที่ อัล ฮิจร์ (อัล กุรอาน 7:74. 15.80)ซึ่งนักประวัติศาสตร์และโบราณคดีหลายท่านเชื่อว่าเป็นเมือง เพทรา ที่ตั้งอยู่ ณ ประเทศจอร์แดนในปัจจุบัน พวกเขามีร่างกายใหญ่โตแข็งแรงเช่นเดียวกับชาวอาด บรรพบุรุษของพวกเขามีความเชี่ยวชาญในการสกัดหินผาของภูเขาและหน้าผา โดยเจาะเข้าไปทำเป็นบ้านและที่อยู่อาศัยอย่างสวยงาม และมั่นคงแข็งแรง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงหยิ่งผยองและปฏิเสธคำสอนของศาสดาซอและฮ์ที่ให้ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว แม้นอูฐตัวเมียตัวหนึ่งที่ พระเจ้าส่งมาให้เป็นสัญญาณโดยห้ามมิให้พวกเขาทำอันตรายมัน

แต่พวกคนชั่วในหมู่พวกเขาก็ลอบทำร้ายโดยตัดขามันไม่ให้เดินไปดื่มน้ำที่บ่อสารธารณะ พระเจ้าจึงจัดการลงโทษพวกสะมูดด้วยกับการให้เกิดแผ่นดินไหว และส่งลมพายุเข้ากระหน่ำพวกเขา 7 คืน 8 วัน (อัล กุรอาน 69:7)จนพวกเขาล้มตายพินาศสิ้นอยู่ในบ้านเรือนที่สกัดจากหินผ่าอันแข็งแรงของพวกเขา ดุจดังต้นอินทผลัมที่หักโค่นลงกระนั้น ที่เหลือรอดชีวิตมาจึงเป็นบรรดาผู้ศรัทธาจำนวนหนึ่งและตัวของศาสดาซอและฮ์เอง

ศาสดาซอและฮ์และกลุ่มชนของพวกสะมูด สืบตระกูลมาจากท่านชัมอย่างไรศาสดา ซอและฮ์ เป็นบุตรของ อบูด บุตร รอชีฟ บุตร นาชิด บุตรอบูด บุตร ฮาดิร บุตร สะมูด บุตร อมีร บุตร ซัม บุตร นุย์

ดังนั้นเมื่อไล่เรียงตามลำดับชั้นแล้ว สะมูดจึงเป็นลุงของอาด อาดเป็นปู่ของศาสดาฮูด และศาสดาฮูดจึงเป็นปูทวดของศาสดาซอและฮ์ตามลำดับทั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า เมื่อท่านอาดตั้งเผ่าพันธุ์ของท่านลงที่เมืองอะห์กอฟ ท่านสะมูดผู้เป็นหลานจึงตั้งเมืองของท่านที่อัล ฮิจร์ หรือเพทราดังกล่าวในเวลาไล่เรียงกัน

สรุปก็คือ ช่วงเวลาจากศาสดานุฮ์ในวาระของการเกิดมหาอุทกภัยจนถึงการล่มสลายของชาวสะมูดแห่งเมืองฮิจร์ จึงมีจำนวนผู้สืบตระกูลทั้ง-สิ้นรวม 10 คน ผ่านกาลเวลามาประมาณ 5,000 ปี โดยคิดเฉลี่ยชั่วคนละประมาณ 500 ปี โดยเฉพาะยุคของศาสดานุฮ์กับชัม ครอบคลุมเวลามากกว่าหนึ่งพันปี หากเมื่อเทียบกับยุคก่อนมหาอุทกภัยของศาสดานุฮ์จนถึงศาสดาอาดัม ซึ่งมี 10 ชั่วอายุคนเช่นกัน แต่มีช่วงเวลาเพียง 2,166 ปี ก็เพราะ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com