INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (7)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (7)

ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์

แต่ละคนมีอายุเลี่ยคนละประมาณ 900 ปี ย่างเป็นบิดาและบุตรสืบต่อกัน ดังนั้น ศาสดานุย์จึงถือกำเนิดหลังจากศาสดาอาต้มถึงแก่กรรมเพียง206 ปี (ในกรณีที่มหาอุทกภัยอุบัติขึ้นเมื่อศาสดานุอํอายุ 950 ปี)

 

ภายหลังจากกลุ่มชนของสะมูดแห่งเมืองอิจร์ ถูกทำลายลงแล้วศาสดาซอและฮ์และบรรดาผู้ศรัทธาจำนวนหนึ่งที่รอดชีวิตมาจากมหาวาตภัยด้วยการช่วยเหลือจากพระเจ้า จึงตั้งรกรากประกาศศาสนาต่อไปบนแผ่นดินที่ใกล้เคียงกัน

 

นักประวัติศาสตร์ เช่นโบชาร์ทและเซลกล่าวไว้ว่า เปเล็ก หรือ ดีเล็กที่ปรากฏนามอยู่ในคัมภีร์ (เยเนซิส 11:16) คือศาสดาชอและห์ดังนั้นศาสดาซอและธ์หรือเปเล็กจึงมีบุตรหลานสืบตระกูลดังนี้ ซอและย์มีบุตรชื่อ รีอุและบุตรชายและหญิงอีกหลายคน รีอุอายุ 239 ปี มีบุตรชื่อ ซีร๊าก หรือซารูจ และบุตรชายและบุตรหญิงอีกหลายคน ชีร๊ากอายุ 232 ปี มีบุตรชื่อนายูร และบุตรชายและบุตรหญิงอีกหลายคน นาฮูรอายุ 159 ปี นายูรมีบุตรชื่อ เตระฮ์ และบุตรชายและหญิงอีกหลายคน เตระฮ์อายุ 205 ปี มีบุตรชื่อ นาฮร, ชาราน และ อับราม (อับราฮัม) ฮารานมีบุตรชื่อ ลูต หรือลอด ซึ่งอับราฮัมและลูต (หลานชาย) ต่างเป็นรอซูล(ศาสนทูต)และนบี(ศาสดา)ของพระเจ้าตามลำดับ ดังจะได้กล่าวถึงชีวประวัติของศาสดาทั้งสองดังต่อไปนี้

 

ส่วนฮัมผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นบุตรชายของนุย์ และน้องชายของฮัมต่างขยายพงศ์พันธุ์บางส่วนของเขาอยู่ในแผ่นดินเมโสโปเตเมีย ณ นครบาบิโลนโบราณ โดยมีเผ่าพันธุ์ดุซหรือคัส (เยเนซิส 10:8) มีอำนาจปกครองอยู่ ซึ่งต่อมามีกษัตริย์ผู้อหังการพระองค์หนึ่งชื่อ นัมรูด หรือ นิมรอด ผู้โด่งดัง ปกครองราชอาณาจักรแห่งอัคคาด เขาถือกำเนิดก่อนอิบรอฮีมซึ่งประวัติศาสตร์บางเล่มกล่าวไว้ว่า เขาเถลิงอำนาจอันกว้างใหญ่ไพศาลจนได้ชื่อว่าเป็นจักรวรรดิโลกแห่งแรก นับจากทะเลอารเบียจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บางกระแสรายงานไว้ว่าอำนาจของเขาแผ่ไปถึงแผ่นดินกรีก อีกชื่อหนึ่งของเขาคือ นารามสิน บ้างว่าชื่อ กิลกาเมส สืบตระกูลมาจากกษัตริย์ซากอน มหาราช ดังนั้นเขาจึงปกครองจักรวรรดิแห่งอาคาเดียน อยู่ในระหว่างปี 2.280 -2.244 ก่อนคริสต์ศักราช บางกระแสรายงานว่าเขาครองอำนาจจนถึง 1934 ก่อนคริสต์ศักราชไม่ว่ากษัตริย์องค์นี้จะชื่ออะไรก็ตาม แต่ประวัติศาสตร์ได้กล่าวไว้ว่าเขาได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็น ‘ผู้ล่าที่ทรงมหิทธานุภาพในการก่อกบฏต่อพระเจ้า” (ยเนซิส 10:9) ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีชื่อของเขาปรากฎอยู่ในอัล กุรอาน

ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า กษัตริย์นัมรูดจึงเป็นมนุษย์คนแรกของโลกที่ประกาศตนขึ้นเป็นพระเจ้า ด้วยกับตำแหน่งกษัตริย์แห่งสี่ทิศของโลกการที่เขามีความอหังการถึงขั้นนี้เพราะนอกเหนือจากการครอบครองทรัพย์สินอันมหาศาลและอำนาจทางจักรวรรดิอันเกรียงไกรของเขาแล้วเขายังเป็นผู้มีความรอบรู้ในศาสตร์ต่างๆ อย่างมากมายอีกด้วย เช่น ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ไสยศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ เป็นต้น เช่นการสร้างสวนลอยบาบิโลน ซึ่งมีสันฐานเป็นพีระมิด 7 ชั้น และหอดอยแห่งบาบิล สูงประมาณ 100 เมตร (อัล กุรอาน 2.258)

 

เนื่องจากหนังสือเล่มเล็กๆ นี้ไม่อาจครอบคลุมเรื่องราวอันยืดยาวของศาสดาอิบรอยืมกับกษัตริย์นัมรูดได้ จึงจะขอกล่าวถึงอย่างสรุปๆไว้เพื่อชี้ให้เห็นว่า ศาสนาของการศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวที่ศาสดาอิบรอฮีมนำมาเผยแผ่ ณ นคร อูร แห่งบาบิโลนอันเป็นแผ่นดินเกิดของท่าน และในแผ่นดินอื่นๆ ที่ท่านเดินทางเข้าไป เช่น แผ่นดินฮาราน เบทเทล เฮบรอนบิรชีบา และดินแดนอัยคุปต์ โดยเผยแผ่อยู่กับผู้คนชาวสุเมเรียน อาคาเดียน, ชาเปี่ยน, ยูเรียน, ฮิทไท, กูเทียน ฯ ซึ่งกลุ่มชนเหล่านี้ต่างนับถือศาสนาของการกราบไหว้เทวรูปและบูชาดวงเดือน ดวงตะวันและดวงดาวเป็นต้น ซึ่งมีนัมรูดแห่งบาบิโลนเป็นผู้ที่มีความหยิ่งผยองสูงสุด

ดังนั้น พระเจ้าจึงมีพระบัญชาให้ศาสดาอิบรอฮีมเดินทางจากบิรชีบากลับไปปราบปรามกษัตริย์นัมรุด ณ นครบาบิโลน เมื่อทั้งสองเผชิญหน้าฟันจึงมีการเสวนาในเรื่องของพระเจ้า นัมรูดพยายามกระทำทุกสิ่งเพื่อพิสูงปว่าเขาเป็นพระเจ้าที่แท้จริง และเป็นผู้ที่สามารถเอาชนะพระเจ้าของแและอับราฮัมได้อย่างราบคาบแล้ว ศาสดาอิบรอฮีมจึงกล่าวว่า พระเจ้าของฉันสามารถทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกและถ้าหากนัมรูดเป็นพระเจ้าที่แท้จริงแล้ว ก็จงทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นมาทางทิศตะวันตกริ ! นัมรุดเมื่อได้ยินคำท้าเช่นนี้ เขาบังเกิดความงงงันจึงมีปัญจาห้ามไม่ให้ผู้ใดที่อยู่ใต้อำนาจของเขาหันไปนับถือศาสนาอื่นนอกจากตาสนาของนัมรูดที่เขาสั่งสอนอยู่ หากผู้ใดผ่าฝืนจะถูกอัปเปหิและถูกลงโทษด้วยการเผาทั้งเป็น วิธีการเช่นนี้ยังคงถูกนำมาใช้ในหมู่ผู้ตามศาสนาของลัทธินัมรูด ซึ่งรายละเอียดของเรื่องนี้จะได้กล่าวถึงในบทต่อๆ ไป

 

ถึงแม้ศาสดาอิบรอฮีมจะเพียรพยายามเชิญชวนเขาในทุกวิถีทาง แม้ด้วยการแสดงความมหัศจรรย์บางประการให้นัมรูดได้เห็นในสิ่งที่เขาทำไม่ได้ แต่เขาก็ยังคงยืนกรานด้วยความดื้อดึง ว่าเขาเป็นผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง

 

ในที่สุดเขาจึงคิดกำจัดศาสดาอิบรอฮีมเสียให้สิ้น เมื่ออิบรอฮีมกลับมาหาเขาอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ท่านจากไปเจ็ดปี นัมรูดจึงจัดเตรียมกองทัพขนาดมหึมา เพื่อการสู้รบกับพระเจ้าของอิบรอฮีม เมื่ออิบรอฮีมพบกับเขาเขาจึงท้าทายให้อิบรอฮีมบอกกับพระเจ้าของตนเพื่อการจัดเตรียมกองทัพมาสู้รบกับเขา ณ สนามรบ และวันเวลาที่กำหนดนัมรูดได้จัดเตรียมกองทัพที่มีนักรบมาจากผู้นับถือศาสนาของเขา เขาติดอาวุธและฝึกจนชำนาญให้กับทหารเหล่านี้ที่มาจากเกือบทุกประเทศ

 

ทูตสวรรค์ ญิบรออีล จึงมาแจ้งกับอิบรอฮีมว่า พระเจ้าได้ทรงเตรียมกองทัพของพระองค์ไว้พร้อมแล้ว ขอให้อิบรอฮีมนัดวันเวลาและสนามรบกับนัมรูด เมื่อวันกำหนดนัดมาถึง นัมรูดจึงเคลื่อนกองทัพอันเกรียงไกรของเขาออกมายังสนามรบใกลักับนตรบาบิโลน ส่วนศาสดาอิบรอฮีมนั้นก้าวออกมายืนข้างหน้ากองทัพของเขาในขณะที่นัมรูคมองดูอยู่ นัมรูดจึงสงสัยและเอ่ยถามว่า ไหนเล่ากองทัพของพระเจ้าของเจ้าที่เจ้าได้รับสัญญาว่าจะมาสู้รบกับข้า ทันใดนั้นในท้องฟ้ามืดครึ้มไปด้วยฝูงแมลงตัวเล็กๆ ต่างบินเข้าโจมตีกองทัพของนัมรูด กัดกินผิวหนังและดูดเลือดเนื้อของทหารแต่ละคนจนเหลือแต่กระดูก ตายสิ้นหมดทุกคน ส่วนนัมรูดตกใจกลัวสุดขีดจึงรีบกลับไปยังพระราชวังเพื่อรายงานให้มเหสีของตนทราบ มเหสีจึงถามนัมรูดว่าแมลงนั้นมีรูปร่างเป็นอย่างไร ? ทันใดนั้นมีตัวหนึ่งที่บินตามเขามาปรากฏตัวให้เห็น นัมรูดจึงชี้ให้มเหสีดู มันจึงบินเข้าไปในรูจมูกของนัมรูดและเจาะเข้าไปในสมองของเขา ทำให้เกิดความเจ็บปวดเป็นอย่างมากแต่คราใดที่เขาเอามือตบไปที่ศีรษะของเขา ความเจ็บปวดจะคลายลงสักประเดี๋ยวหนึ่ง แต่ก็จะปวดขึ้นมาอีก ศาสดาอิบรอฮีมจึงตามเขามาที่พระราชวังและเรียกร้องให้เขายอมจำนนต่อพระเจ้าองค์เดียวที่แท้จริงเสีย แต่เขายังคงดื้อดึงและยืนกรานในความเป็นพระเจ้าของเขาอยู่ดี ถึงแม้พระเจ้าจะทรงให้สัตว์เลี้ยงเช่นม้า และส่วนของอาคารพระราชวังต่างๆ กล่าวยืนยันในพระเจ้าองค์เดียว นัมรูดกลับฆ่าม้าและทุบทำลายทุกสิ่งที่กล่าวคำยืนยันในพระเจ้าองค์เดียว เมื่อแน่ใจแล้วว่าเขาเลือกที่จะเป็นสหายของไฟนรกญิบรออีลจึงแจ้งต่อศาสดาอิบรอยืมว่า วาระสุดท้ายของนัมรูดมาถึงแล้วความเจ็บปวดในศีรษะของนัมรูดที่ดำเนินมาแล้วสี่วัน เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ยิ่งเขาทุบไปที่ศีรษะของเขาแรงเท่าใด ดวามเจ็บปวดก็จะทุเลามากเท่านั้น ในที่สุดนัมรูดจึงสั่งให้ตีไปที่ศีรษะของเขาอย่างแรงที่สุด ข้าราชบริพารผู้ซื่อสัตย์คนหนึ่งของเขาจึงนำท่อนเหล็กอันหนึ่งฟาดไปที่ศีรษะของเขาจนกะโหลกแตกตาย อีกสองสามนาทีต่อมาแมลงตัวนั้นจึงคลานออกมาจากร่างของเขาและบินหายไป กษัตริย์นัมรูดเสียชีวิตเมื่อเขามีอายุรวม341 ปี ซึ่งตรงกับปี 2082 ก่อนคริสต์ศักราช (จันทรคติ) ในขณะที่ศาสดาอิบรอฮีมีอายุ 84 ปี

 

เรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญต่อชะตากรรมของอนาคตของโลกเป็นอย่างยิ่ง แต่แปลกที่ว่ากลับมีผู้รู้ถึงเรื่องนี้น้อยที่สุด นั้นคือ ดำสาป(ละอนัต)ของพระเจ้าจากหอดอยแห่งบาบิล ที่หลอกหลอนมนุษยชาติมาจนถึงทุกวันนี้ ดังมีเนื้อความต่อไปนี้

 

เฉกเช่นเดียวกันกับที่นัมรูดถูกทำลายล้าง เฉกเช่นเดียวกันกับที่ไม่เพียงบาบิโลนเท่านั้นที่จะถูกล้างผลาญ แต่คำสอนต่างๆ ที่หยาบช้าสาถมาลย์เหล่านี้ก็เช่นกัน ในวันหนึ่งจะถูกลบล้างด้วยลักษณะบางประการที่เป็นภัยพิบัติอันใหญ่หลวง ในขนาดของความใหญ่หลวง ดังที่ว่าส่วนใหญ่จริงๆ ของมนุษยชาติจะต้องถูกลบล้างลงเช่นกัน คำประกาศิตแห่งการทำลายล้างประชาชาติส่วนใหญ่ของมนุษยชาตินี้ อันเป็นผลลัพธ์ประการหนึ่งของคำสาปของพระเจ้าจากหอคอยแห่งบาบิล ความเลวร้ายทั้งหมดนี้จะมาจบสิ้นยุติลงในสงคราม อาร์มาเกดอน เมื่อลัทธินัมรูดจะถูกทำลายพินาศลง และอารยธรรมใหม่แบบหนึ่งก็จะเริ่มต้นขึ้น (ยูโธเปีย, ยุคศรีอาริย์, ยุคศิวิไลซ์, ยุคแห่งความยุติธรรม)

 

เมื่อนับดูระยะเวลาจากศาสดาซอและฮ์ถึงศาสดาอิบรอฮีม ซึ่งผ่านผู้สืบตระกูลมารวม 6 คน จึงได้จำนวนประมาณ 1,000 ปี ซึ่งเฉลี่ยช่วงอายุคนละ 160 ปี ทั้งนี้จะเห็นได้จากอายุคนนับจากท่านชัม ซึ่งมีอายุ 602ปี เริ่มลดลงช่วงอายุคนละประมาณ 30 ปี จนถึงสมัยของศาสดาอิบรอยืมรวมผู้สืบตระกูลจากบิดาถึงบุตรได้ทั้งหมด 14 คน ซึ่งอิบรอยืมมีอายุ 176ปี และ อิสมาอีล บุตรชายคนแรกของท่านที่ถือกำเนิดจากท่านหญิง ฮาญัร ภรรยาท่านที่สองของท่าน มีอายุ 137 ปี ซึ่งก็เป็นจริงเช่นนั้นสรุปก็คือ หากเมื่อนับเวลาทั้งหมดจากยุคสมัยของนุย์หลังจากมหาอุทกภัย จนถึงวาระที่ท่านศาสดาอิบรอมปรามปรามกษัตริย์นัมรูดแห่งจักรวรรดิบาบิโนโบราณจนพ่ายแพ้ราบคาบ ได้จำนวนทั้งสิ้นรวม6000ปี

 

ความจริงอีกประการหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ ก็คือเรื่องราวของอดัมถึงอับราอัมนั้น ดัมชีรีเยเนชิลได้กล่าวไว้ซึ่งสรุปได้ว่า เมื่ออับราชมมีอายุ 83 ปี โนอายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งย่อมหมายความว่าอิสมาอีลมีอาย 2 ขวบในขณะที่โนอายังมีชีวิตอยู่เช่นกัน แน่นอนยอมไม่มีนักวิชาการผู้คงแก่เรียนคนใดเชื่อถือในเรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องไม่แปลกแต่ประการใด ที่นักประวัติศาสตร์และโบราณดดีขวตะวันตก ไม่อาจยอมรับยุคสมัยก่อนการมาของอับราธัมว่าเป็นยุคแห่งประวัติศาสตร์ได้

ยิ่งไปกว่านั้น คัมภีร์ไบเบิลไม่ได้กล่าวถึงยุคสมัยของศาสดายูดและศาสดาซอและฮ์ ที่พระเจ้าทรงส่งลงมาเทศนากับกลุ่มชนของอาดและสะมูดตามลำดับ ดังที่ได้อธิบายไว้แล้ว แต่คัมภีร์อัล กุรอานได้อุทิศสองบทให้กับเรื่องของศาสดารูดและศาสดาซอและฮ์ไว้ในซูเราะย์ (บท) ฮูด และ อัลอิจร์ (บทที่ 11 และ 15) ตามลำดับ ส่วนเรื่องราวของศาสดานุฮ์และศาสดาอิบรอฮีม เป็นชื่อของชูเราะฮ์อยู่ในบทที่ 71 และบทที่ 14 ตามลำดับ

 

ดังนั้น เมื่อนับจากศาสดาอาดัมถึงศาสดาอิบรอฮีม จึงมีผู้สืบตระกูลจากบิดาถึงบุตรรวม 23 ท่าน และในจำนวนนี้มีชื่อของศาสดาปรากฎนามอยู่ในอัล กุรอานรวม 6 ท่าน คือ 1)อาดัม 2)อิดริส 3นุฮ์ 4)ฮูด 5)ซอและฮ์6อิบรอฮีม ในขณะเดียวกันก็มีชื่อปรากฎเป็นผู้สืบทอดและทายาทของคัมภีร์ บทสรรเสริญและฮะดิษรวม 17 ท่าน คือ 1)อาดัม 2)เซส์ 3)ชะบาน 4)มะห์ลาส 5)มาฮุด 6)อมีชา 7/อาคนค (อิดริส) 8)นาคูร 9)นุฮ์ 10)ซัม11)อชาเมิร 12)อาซาชา 13)ยาฟิส 14)บีระฮ์ 15จีนีชะฮ์ 16)อิมรอน 17)อิบรฮีม

หากเมื่อนำระบบทั้งสองของบรรดาศาสดาข้างต้นมารวมกัน ผลลัพธ์คือ 6 + 17 = 23 ซึ่งมีจำนวนเท่ากับผู้สืบตระกูลของศาสดาอาดัมถึงศาสดาอิบรอฮีมดังกล่าวข้างต้น บรรดาผู้สูงส่งเหล่านี้ล้วนเป็นมมินีน(บรรดาผู้ตรัทธา) ทั้งสิ้น นั้นคือ ชูเราะก็อัล มอัมินูน บทที่ 23 ของอัล กุรอานและเหนือสิ่งอื่นใด ระบบของศาสดาที่มีนามปรากฎในอัล กุรอานกับชื่อของดูเราะฮ์หรือบหที่มีนามของบรรดาศาสดาทั้งสี่ท่านปรากฏอยู่ มีความสอดคล้องต้องกันอันอัศจรรย์ดังนี้คือ

ลำดับชื่อของศาสดาจาก 1 + 2 + 3 + 4 + 5 + 6 = 21

ลำดับซูเราะฮ์ที่มีชื่อของศาสดา นั้นคือ 71 นุย์ 11 ฮูด 15 ธิจร์(ซอและย์) 14 อิบรอฮีม และเมื่อนำเลขทุกหลักมารวมกัน ผลลัพธ์คือ (7+1)+(1+1)+(1+5)+ (1+4) =8+ 2 + 6 + 5 = 21 และเมื่อเปิดอักุรอานออกดู เราพบกับความมหัศจรรย์ดังนี้คือ ซูเราะฮ์ที่ 21 ก็คือ ซูเราะย์อัล อัมบิยาอ์ (บรรดาศาสดา) นั้นเอง !!!

 

ท้ายที่สุด จากศาสดาอาดัมถึงศาสดาอิบรอฮีมถือกำเนิด มนุษยชาติได้ผ่านกาลเวลาของตนบนโลกนี้มาแล้วรวมทั้งสิ้น 8.664 ปี (จันทรคติ) หรือ10,830 ปีก่อนคริสต์ศักราช และเมื่อได้ตรวจดูหนังสือประวัติศาสตร์ยุคโบราณของนักวิชาการฝ่ายตะวันตกจะพบว่า ไม่มีเล่มใดเลยที่ได้บันทึกถึงเรื่องราวของผู้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นยุคหินใหม่ต่อเชื่อมกับยุคทองแดง

 

ณ จุดนี้เองที่ประวัติศาสตร์อิสลาม จึงต้องเข้ามามีบทบาทในเชิงการศึกษาและวิชาการที่เกี่ยวกับศาสตร์แขนงต่างๆ เช่น สังคมศาสตร์ และนิติศาสตร์ เป็นต้น เพื่อจำแนกให้เห็นความแตกต่างระหว่างประวัติศาสตร์แบบวัตถุยมกับแนวโน้มต่างๆ ของประวัติศาสตร์ในอัล กุรอาน ซึ่งรายละเอียดของเรื่องนี้ ท่านอยาตุลลอฮ์ บากิร ศอดร์ นักปราชญ์อิสลามร่วมสมัย ได้เขียนอธิบายไว้แล้วในหนังสือชื่อ Trends of History in Quranโดยอุทิศบทหนึ่งชื่อ ผลกระทบของความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติและกับบุคคลอื่นๆ และได้กล่าวเน้นย้ำว่า ลัทธิวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์ไม่มีบทบาทใดๆ ในประวัติศาสตร์ ดังคำกล่าวของท่านที่ว่า

“ความแตกต่างกันเพียงประการเดียวระหว่างเรากับบรรดาผู้สนับสนุนลัทธิวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์ก็คือ หากว่ากันตามลัทธิวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์แล้ว เป็นเพราะอุปกรณ์ต่างๆ ในการผลิต ซึ่งทำให้การกอบโกยขูดรีดเกิดขึ้น และทำให้เกิดระบบหนึ่งที่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันติดตามมา ในขณะที่เราไม่เชื่อว่าอุปกรณ์ในการผลิตจะทำอะไรได้ในสิ่งต่างๆ นั้น อุปกรณ์เหล่านั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการเป็นแค่เครื่องมืออุปกรณ์เหล่านี้อาจเปิดโอกาสให้ แต่เป็นเพราะมนุษย์ผู้ซึ่งวางระบบหนึ่งขึ้นมา จะทำให้มันเป็นด้านบวกหรือด้านลบก็ได้ จะซื่อสัตย์หรือฉ้อฉล และขยันหรือเกียจคร้านก็เลือกเอา เป็นเพียงตัวของมนุษย์เองเท่านั้นผู้ซึ่งกระทำกิจกรรมต่างๆ และเขาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเป็นนิจสิน โดยเป็นไปตามความพึงพอใจที่อยู่ในจิตใจของเขา เขาเลือกเอาอุดมคติของเขาและตัดสินว่า ขอบเขตแค่ไหนที่เขาควรจะยึดติดอยู่กับมัน นี้คือทัศนะที่อัล กุรอานได้อธิบายไว้ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ต่อกันของมนุษย์”

 

จากคำกล่าวของท่านยาตุลลอฮ์ข้างต้น จึงเห็นได้ว่าอุปกรณ์เครื่องมือของมนุษย์จึงไม่ใช่ตัวกำหนดปัญหาต่างๆ ของสังคมมนุษย์ แต่คำสอนของศาสนาที่เที่ยงธรรมต่างหากที่เป็นตัวกำหนดความอยู่ดีมีสุข ความเจริญรุ่งเรืองและความยุติธรรมขึ้นในสังคม

 

หากเมื่อนำทัศนะนี้ไปประยุกต์เข้ากับการจัดยุคสมัยของมนุษยชาติโดยอาศัยเครื่องมือที่มนุษย์ใช้แล้ว มันก็จะบอกได้เพียงถึงการพัฒนาในด้านวัตถุที่มนุษย์เกี่ยวข้องอยู่กับชีวิตประจำวันของเขาเท่านั้น แต่มันไม่อาจบอกได้ถึงความเจริญรุ่งเรืองในทางศีลธรรมจรรยาของมนุษชาติในสมัยต่างๆ ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นสารัตถะของความเป็นมนุษย์

 

ประวัติศาสตร์อิสลามจึงเข้ามามีบทบาทอันสำคัญต่อความเป็นมาของมนุษยชาติ โดยมีมาตรการในการตัดสินมนุษย์คนหนึ่งๆ ได้ว่าหากผู้ใดก็ตามที่เขามีความลุ่มหลงกับโลกดุนยา ประตูแห่งความผิดพลาดชั่วร้ายก็จะเปิดกว้างให้กับเขาในทุกบาน ส่วนผู้ใดที่เขายึดมั่นอยู่กับการศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว ประตูแห่งคุณธรรมความดีก็จะเปิดให้กับเขาในทุกบานเช่นกัน

ในทำนองเดียวกัน มนุษยชาติถูกแบ่งออกเป็นเพียงสองกลุ่มเท่านั้นนั้นคือกลุ่มชนที่ร่วมอยู่กับกอบิลผู้กดขี่ ผู้เป็นฆาตกร ผู้สังหารมนุษย์ทั้งโลก ซึ่งกลุ่มคนกลุ่มนี้ก็คือ ‘ผู้กดขี่ ที่ถูกกดขี่’ กับกลุ่มชนที่อยู่ร่วมกับฮาบิลผู้ทรงคุณธรรม ผู้รักพระเจ้าและพระเจ้าก็รักเขา ผู้รักมนุษย์จึงไว้ชีวิตมนุษย์ทั้งมวล ซึ่งกลุ่มคนกลุ่มนี้ก็คือ ‘ผู้ได้รับการปลดเปลื้องจากผู้ปลดเปลื้อง’ (จากความผิดบาป)

เรื่องราวของกอบิลและฮาบิล ซึ่งทั้งคู่ต่างก็มีชีวิตอยู่ในยุดหินกลางเมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ม้จะอยู่ในยุคหินกลางดังที่นักประวัติศาสตร์ยุคโบราณของฝ่ายตะวันตกจะเรียกขานเช่นนั้นก็ตาม ย่อมเป็นการพิสูจน์ให้เห็นได้ด้วยตัวของมันเองแล้วว่า ยุคสมัยต่างๆของมนุษยชาติไม่ได้มีส่วนมากำหนดความดีความชั่วของมนุษย์แต่ประการใดดังนั้นการบันทึกประวัติศาสตร์โดยอาศัยโบราณวัตถุและโบราณคดีแต่เพียงประการเดียว จึงเป็นเรื่องราวที่แห้งแล้งไร้ชีวิตชีวา น่าเบื่อหน่าย ซ้ำซากมีแต่ชื่อของคนเท่านั้นที่เปลี่ยนไปจักรวรรดิหนึ่งมีอำนาจขึ้นมาและล่มสลายลง โดยที่ผู้ศึกษาค้นคว้าถึงวิชานี้แทบไม่เคยเฉลียวใจเลยว่าตัวของเขานั้นเป็นผู้สามารถสร้างประวัติศาสตร์ได้ ไม่ใช่มีกิจกรรมแค่เพียงการเดินตามรอยเท้าที่ผิดพลาดของบรรพบุรุษของเขาเท่านั้น(อัล กุรอาน 37.69-74)หากไม่มีอุดมคติเช่นนี้แล้ว ผู้เขียนก็ไม่อาจผลิตหนังสือเล่มนี้ ที่ดูออกจะอยู่เหนือดวามสามารถของผู้เขียนที่จะกระทำได้ แต่ผู้เขียนตัดสินใจที่จะแบกรับภาระนี้ เพราะไม่ประสงค์ที่จะเดินตามรอยเท้าของบรรพบุรุษที่ผิดพลาด ส่วนผลจะออกมาเป็นประการใดนั้น ผู้เขียนขอฝากไว้กับพระองค์ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com