การปฏิรูปที่ดินของประเทศไทย : ยิ่งปฏิรูปยิ่งแย่

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET
การปฏิรูปที่ดินของประเทศไทย : ยิ่งปฏิรูปยิ่งแย่
ปัญหาการถือครองที่ดิน และ การเช่าที่ทำกินในประเทศไทยมีมานมนานแล้ว แต่นับวันก็จะทวีความรุนแรงขึ้น เพราะด้านหนึ่งจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ในช่วงที่อัตราการเกิดของไทยอยู่สูงถึง 3.2% ต่อปี คือประมาณ 50 ปีที่แล้ว จากนั้นจึงค่อยๆชะลอตัวลงจนเหลือประมาณ 1.2% ในอีกด้านหนึ่ง การถือครองที่ดินมีการกระจุกตัวมากขึ้น โดยในช่วงปี 2536 นั้นดัชนีการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินอยู่ในราว 44.7% แต่อัตรานี้ก็เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีการสำรวจก็ตาม ส่วนหนึ่งมาจากการยกเลิกกฎหมายควบคุมการถือครองที่ดินเกิน 50 ไร่ ในสมัยจอมพล.ป.พิบูลย์สงคราม และอีกส่วนมาจากความล้มเหลวในการปฏิรูปการเกษตรของไทย ทำให้ชาวไร่ชาวนามีฐานะยากจนลง จนต้องขายที่ดินให้กับคนร่ำรวยทั้งหลาย ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
ในการสัมมนาหัวข้อ “นิติกรรมอำพราง : ต่างชาติกับการถือครองที่ดิน” จัดโดยคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และอุตสาหกรรมวุฒิสภา เมื่อหลายปีมาแล้ว นายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดินได้เปิดเผยว่า ที่ดินกว่า 1 ใน 3 ของประเทศหรือคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 100 ล้านไร่ กำลังตกอยู่ในมือของชาวต่างชาติ ทั้งโดยตรง และในรูปนอมินี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเข้าแย่งชิงดินแดนโดยอาศัยอำนาจทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่า รวมทั้งช่องโหว่ทางกฎหมาย ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปี 2540 ทำให้รัฐบาลในสมัยนั้นต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยมาตรการจูงใจให้ต่างชาติมาลงทุน โดยให้สิทธิในการถือครองที่ดินมากขึ้น
จากการวิจัยของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งพบว่า พื้นที่ที่ติดชายชะเล เช่น บ้านเพ จังหวัดระยอง เป็นของต่างชาติกว่า 90% ขณะที่ที่ดินใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต่างชาติถือครองไม่น้อยกว่า 30% ส่วนที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดภูเก็ตเหตุการณ์ย่ำแย่กว่านั้นมาก เพราะเกือบทั้งหมดถูกถือครองโดยชาวต่างชาติ หรือนอมินีแทบทั้งสิ้น
นายศรีราชายังเสนอว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะต้องทบทวนการจำกัดการถือครองที่ดิน และผลักดันการปฏิรูปที่ดิน โดยให้มีการชำระภาษีที่ดินในอัตราที่ก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นการใช้ประโยชน์ในที่ดิน แต่นายศรีราชาก็เชื่อว่าจะไม่สำเร็จ เพราะจะถูกแรงต่อต้านจากคนที่ถือครองที่ดินขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นคนร่ำรวยและมีอิทธิพลหรือความสัมพันธ์อันแนบชิดกับฝ่ายการเมือง ซึ่งจะต้องต่อต้านอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามปัญหาการถือครองที่ดิน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งใช้ช่องว่างทางกฎหมาย หรือนิติกรรมอำพรางก็มิได้หมดไป แต่ยังคงเพิ่มขึ้นโดยตลอด
จากการเปิดเผยของสำนักข่าวไทย ซึ่งได้ทำการศึกษาและเก็บข้อมูลจากกลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นรัฐไร้พรมแดน จากข้อมูลการถือครองที่ดินสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ กรมที่ดินพบว่า 10 ตระกูลที่ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ประกอบด้วย
1.สิริวัฒนภักดี 630,000 ไร่
2.เจียรวนนท์ 200,000 ไร่
3.บมจ.สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม 44,400 ไร่
4.สำนักงานทรัพย์สินฯ 30,000 ไร่
5.บมจ.ไออาร์ซีพี 17,000 ไร่
6.มาลีนนท์ 10,000 ไร่
7.น.พ.บุญ วนาสิน 10,000 ไร่
8.นายวิชัย พูลวรลักษณ์ 7,000 ไร่
9.เตชะณรงค์ 5,000 ไร่
10.จุฬางกูร 5,000 ไร่
นอกจากนี้ยังพบว่า 90% ของที่ดินทั้งหมดในประเทศไทยถือครองโดยคน 10% หรือราว 6 ล้านคน ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าตกใจ เพราะมันแสดงว่าการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินของไทย ย่ำแย่ลงมาก กล่าวคือที่ดินส่วนใหญ่ตกในมือคนส่วนน้อย และแม้ว่าข้อมูลข้างต้นที่กล่าวถึงเพียง 10 ตระกูล แต่ในความเป็นจริงยังมีอีกหลายบริษัท หรือหลายตระกูลที่ถือครองเป็นจำนวนระหว่าง 10,000 ไร่ – 5,000 ไร่ โดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคเหนือ
อนึ่งการเปิดช่องให้คนต่างชาติได้เข้ามาซื้อที่ดิน และถือครองได้มากขึ้น โดยการเปิดช่องทางกฎหมายที่เรียกว่าแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ EEC ของรัฐบาลปัจจุบัน จะยิ่งส่งผลให้ปัญหาการถือครองที่ดินในประเทศไทยยิ่งบีบรัดตัวมากขึ้น
และกองทุนมหาศาลจากจีน ผ่านทั้งรัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนจะทะลักเข้ามา จนทำให้จำนวนที่ดินที่ถือครองโดยต่างชาติที่แต่เดิมประเมินว่าประมาณ 100 ล้านไร่ เพิ่มอีกเป็นเท่าตัว คือประมาณ 200 ล้านไร่
ราคาที่ดินก็จะเพิ่มสูงขึ้นอีกทวีคูณ ทำให้คนฐานะปานกลาง หรือเกษตรกรมีแรงจูงใจจะขายที่ดินมากขึ้น ก่อให้เกิดการกระจุกตัวมากขึ้น และสัดส่วนของต่างชาติที่ถือครองที่ดินในประเทศไทย ที่เคยมีสิงคโปร์เป็นอันดับหนึ่ง จะต้องเปลี่ยนไปเป็นจีนแน่นอน
เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้เดินทางไปประเทศกัมพูชา และพบว่าที่ดินในนครพนมเปญมีราคาแพงกว่ากรุงเทพฯเกือบเท่าตัว ทั้งๆที่สิ่งอำนาจความสะดวกในพนมเปญสู้กรุงเทพฯไม่ได้ แต่เพราะการบ่าทะลักของทุนจีนเข้าไปในประเทศ ประกอบกับการเก็งกำไรของชาวกัมพูชา ทำให้ราคาที่ดินเพิ่มอย่างมากมายในช่วง 3-4 ปีมานี้
ปัญหาการถือครองที่ดินและการปฏิรูปที่ดินจึงมิใช่เพียงแค่การเก็บภาษีเพิ่ม และเก็บในอัตราก้าวหน้าเท่านั้น และปัญหาก็มิได้อยู่ที่ความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ที่ดิน แต่มันยังโยงไปถึงปัญหาความมั่นคง และการทำให้ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ภายในประเทศยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก
หากรัฐบาลคสช.มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาการถือครองที่ดิน การปฏิรูปที่ดินและปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ที่สำคัญคือปัญหาความมั่นคง ที่เกิดจากการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้น ถึงไม่นับว่าเสียดินแดนก็เหมือนเสียดินแดนไปส่วนหนึ่งแล้ว คสช.ก็ต้องเร่งแก้ปัญหา
อนึ่งในการปฏิรูปที่ดินคงต้องปรับปรุงวิธีการใหม่ ไม่ใช่เพียงการแจกเอกสารสิทธิเท่านั้น แต่ต้องมีการสำรวจพื้นที่ใดเหมาะสมกับการเพาะปลูกหรือทำปศุสัตว์ หากพื้นที่ได้เป็นแหล่งแร่หรือแหล่งวัสดุก่อสร้างก็คงต้องกันไว้
อย่างไรก็ตามเมื่อจัดสรรหรือปรับปรุงที่จัดสรรไปแล้วให้เหมาะสมกับชนิดต่างๆในการนำเกษตรกรรมหรือปศุศัตว์ หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบโดยตรงต้องเข้ามาช่วยเหลือตั้งแต่การผลิต การหาแหล่งหรือเข้าถึงแหล่งเงินทุนนอกเหนือจากธกส. และที่สำคัญต้องช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่ ชาวนา ในเรื่องการตลาด เพราะทุกวันนี้ที่ยากจนลงและเสียสิทธิในที่ทำกิน เพราะมันทำแล้วไม่คุ้มกับทุนที่ลงไป ด้วยการตลาดถูกพ่อค้าคนกลางแบ่งส่วนไปมาก ไอ้จะไม่ยอมขายก็เก็บไว้นานไม่ได้ของมันเน่าเสีย
สุดท้ายนี้ก็หวังว่ารัฐบาลคงต้องรีบเร่งทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหาเสียก่อนบานปลาย แต่ที่เห็นๆกลับมีการดำเนินการในทางตรงข้าม ด้วยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ระยะยาวอ่วมแน่ครับ







