ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (24)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (24)
ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์
บทที่ 6
แผนการยึดครองโลกเพื่อ
สถาปนาอาณาจักรแห่งมารร้าย
อิบลิส ชัยตอน ซาตาน พญามารหรือปีศาจร้าย ก็สุดแล้วแล้วแต่จะเรียก ย่อมหมายถึงสิ่งถูกสร้างชนิดหนึ่งของพระเจ้า ซึ่งเป็นพวกญินที่ถูกสร้างมาจากไฟ ดังนั้นมันจึงมีตัวตนตามเสภาพการณ์ที่พระเจ้าจะทรงอนุญาตให้มันเป็นมันจึงต้องมีที่อยู่ มีอายุชัย และมีพลพรรดของมัน ตลอดจนภาระกิจที่มันขอต่อพระเจ้าที่จะปฏิบัติบนโลกนี้ นั้นก็คือการลวงล่อ บุตรหลานของอาดัมให้หลงทางพินาศสิ้น ดังที่พระองค์ได้ทรงกล่าวไว้ในคัมภีร์อัล กุรอานดังความว่า
และเมื่อเราได้กล่าวกับบรรดาเทวทูตว่า ‘จงก้มกราบต่ออาดัมเถิด!’ดังนั้นพวกเขา (ทั้งหมด) ต่างก้มลงกราบกราน เว้นแต่อิบลิส! มันเป็นผู้ที่มาจากญิน และมันได้ละเมิดฝ่าฝืนต่อพระบัญชาของพระผู้อภิบาลของมัน ‘อะไรกัน! พวกเจ้าจะเอามันและลูกหลานของมัน(ซุรรียะตะฮู) เป็นมิตรอื่นไปจากข้ากระนั้นหรือ? และพวกมันล้วน
เป็นศัตรูกับพวกเจ้า ช่างชั่วช้าแท้ๆ! สำหรับผู้ธธรรรมที่จะทำการแลกเปลี่ยนเช่นนั้น’ (อัล กุรอาน 18:50)
จากประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านมา ดังที่ได้สาธยายไว้แล้วในบทที่ผ่านมา ผู้หนึ่งย่อมเห็นได้ว่ากลุ่มชนของชาวยิวจำนวน 70 พวก ที่อยู่กับบรรดาศาสดาและรอซูลของพวกเขา นับจากศาสดามูซาเป็นต้นมา เป็นกลุ่มชนที่ได้แลกเปลี่ยนความเป็นมิตรกับอัลลอฮ์ ไปสู่ความเป็นมิตรกับพญามาร ดังนั้นพวกเขาจึงตกเป็นผู้อธรรมหรือชอลิมูน จึงถูกพระเจ้าสาปแซ่งต้อง เข้าสู่นรกหมกไหม้
ในช่วงระหว่างการปกครองของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของชาวอิสราเอล ในรัชสมัยของกษัตริย์เดวิดและกษัตริย์สุไลมานนั้น ถือได้ว่าเป็นยุดทองของพวกเขา อาณาจักรของศาสดาทั้งสองแผ่ไพศาลไปทั่วแผ่นดิน นครมยรูซาเล็มจึงปรียบประดุจดังตาจรัสฟ้าที่ฉายแสงไปทั่วนภาศหัวเมืองต่างๆ ทั่วทุกดินแดน ล้วนยอมสวามิภักดิ์ต่อการปกครองอันยุติธรรมของท่าน ซึ่งการตัดสินคดีความของท่านถูกทึกไว้ในอัล กุรอานว่าเป็นไปอย่างยุติธรรมสูงสุด ซึ่งเป็นพิศราชธรรมที่ โลกยังไม่เคยเห็นมาก่อน ยกตัวอย่างเช่น มีหญิงสองคนต่างอ้างว่าทารายคนหนึ่งเป็นบุตรของตน กษัตริย์สู่ไลมานจึงทรงประทับบัลลังก์ว่าความ และให้นำทารกน้อยออกมาต่อหน้าศาล และพระองค์ทรงถามหญิงทั้งสองว่าใครเป็นแม่ของเด็กน้อยผู้นี้ เธอทั้งสองต่างกล่าวอ้างอย่างแข็นว่าเด็กน้อยเป็นบุตรชายของเธอเอง เมื่อทั้งสองฝ่ายต่งไม่ยอมกัน กษัตริย์สุโลมานจึงมีพระบัญชาให้เจ้าหน้าที่ศาลนำมืดดาบมาเพื่อจะตัดเด็กออกเป็นสองท่อน แบ่งให้ผู้เป็น แม่ทั้งสองไปคนละครึ่ง เมื่อเจ้าที่กำลังจะจัดการแบ่งเด็กออกเป็นสองท่อนแม่ที่แท้จริงของเด็กน้อยจึงถลันออกมาขวางไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่กระทำเช่นนั้น และเอ่ยปากยอมยกลูกชายของนางให้กับแม่เทียมไป กษัตริย์สุไลมานจึงตัดสินพิพากษาให้หญิงคนนี้ได้ลูกชายของนางไป
อาณาจักรอันยิ่งใหญ่และเกรียงไกรของกษัตริย์สไลมานมีอายุเพียง40 ปี ก็ถึงซึ่งกาลอวสานในทันที่ที่พระองค์สิ้นพระชนม์ เมื่อพระระราชบุตรคนหนึ่งของพระองค์ซึ่งทรงพระนามว่า รีโฮบ่วม ขึ้นครองราชย์ ณ ราชอาณาจักรยูดาตอนได้ ในขณะที่ เจโรร่วม ครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอลตอนเหนือ
จึงเห็นเป็นความจำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงสาเหตุแห่งการเสื่อมคลายและล่มสลายของราชอาณาจักรอิสราเอลตอนเหนือและราชอาณาจักรยูดาตอนใต้ในรายละเอียด เพราะประวัติศาสตร์ความเป็นมานับจากกษัตริย์สุไลมานสิ้นพระชนม์จนมาถึงการเสด็จมาของพระเยศริสต์ ที่มีช่วงเวลาอยู่ประมาณ 900 ปี แห่งแผ่นดินปาเลสไตน์ ถือได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะทำให้เกิดความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งถึงความสลับชับชับช้อนในปัญาหาของชาวยิวในดินแดนปาเลสไตน์ได้เป็นอย่างดี
ถึงแม้อาจทำให้บหนี้ยึดยาวไปอีก แต่ก็เห็นว่าเป็นการคุ้มค่าที่เราจะต้องอดทนค้นคว้าและอดทนอ่านกันต่อไป เพื่อจะทำให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า พญามารวางแผมการที่จะนำนครเยรชาเล็มอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าไปมอบให้กับจักรวรรดิโรมันผู้กราบไหว้เทพเจ้าของพวกกรึกได้อย่างไรซึ่งย่อมหมายความว่า พญามารได้เข้ายึดครองและสถาปนาอาณกรแห่งมารร้ายไปเกือบครึ่งโลกแล้ว ส่วนอีกครึ่งโลกที่มันกำลังเพ่งมองเพื่อจะครอบครองนั้นจะเป็นสถานที่ใด ก็จะได้รู้กันในตอนท้ายของบทนี้ (หากพระเจ้าทรงประสงค์)
เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ จึงจะขอเล่าเรื่องโดยวิธีลำดับเหตุการณ์ความเป็นมาดังต่อไปนี้
922 ก่อนคริสต์ศักราช การล่มสลายของราชวงศ์
การล่มสลายของราชวงศ์ การก่อกบฎเกิดขึ้นทันทีหลังจากการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์โซโลมอน และการขึ้นครองราชย์ของรีโฮบ่วม พระราชบุตรของพระองค์ คำสอนของพระยะโฮวา (พระเจ้า) ที่กษัตริย์สุไลมานทรงนำมาเทศนาสั่งสอนต้องหยุดชะงักไป ยุทธวิธีการกดขี่ของกษัตริย์และบรรดาขุนนางเป็นที่แค้นเคืองอันปวดร้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเผ่าพันธุ์ยิวทางภาคเหนือ เจโรบ่วมที่หนึ่ง ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ทางอิสราเอลตอนเหนือ โดยที่รีโฮบ่วมยังคงครองราชย์เป็นกษัตริย์ทางตอนใต้ (อาณาจักรยูดา)
922-900 ราชอาณาจักรแห่งเจโรบ่วมที่หนึ่ง
เกิดสงครนกลางมืองขึ้นระหว่างรีโฮบ่วม (922-915) กับเจโรบ่วมที่หนึ่ง (922-901) ด้วยการรุกรบของชิลฮัก (โชสเอ็งค์ที่หนึ่ง 935-914) ในปี918 เขานำทัพเข้าล้างผลาญเมืองอึดอม ยูดา และแผ่นดินส่วนใหญ่ของอิสราเอลตอนเหนือ เจโรบ่วมจัดตั้งแนวความเชื่อในระดับชาติแนวไหมขึ้น ณ ศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสดาอิบรอฮีมที่เมืองเบทเธลและที่เมืองแดน ด้วยความพยายามที่จะตัดสัมพันธ์ทางราชสำนักกับเผ่าพันธุ์ต่างๆ ทางตอนเหนือที่มีกับศาสนสถาน ณ นครเยรูชาเล็ม การล่มสลายของความเป็นเอกภาพในทางศาสนาของอิสราเอลในครั้งนี้ บรรดผู้คนที่อยู่ในแวดวงของผู้ยึดอยู่กับคำสอนของศาสนาในซิโลห์ และแน่นอนกับชาวยูดาด้วยกันรวมทั้ง อะมอส (750) กับนักประวัติศาสตร์แห่งดิวธอไรโนมี (ผู้รวบรวมตีเก็รีใบเบิลเก่าบับติวธิโรโนมี, ยูซูอะ, จัดเจส ชามูเอลและคิงส์) ต่างเห็นตรงกันว่าเป็นการกระทำบาปที่ยิ่งใหญ่ประการหนึ่งนาดาบ (901-900) ราชบุตรของเจโรบ่วม ถูกบะฮ์ซะอ์ปลงพระชนม์
900-876 ราชวงศ์แห่งบะอ์ซะอ์
บะฮ์ซะอ์พยายามก่อไฟสงครามกลางเมืองให้ครุกรุ่นขึ้นอีกครั้ง กับยูดา อซาแห่งยูดา (913-873)จึงจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือไปยังเบนฮะดาดที่หนึ่ง กษัตริย์แห่งอราม-ดามัสกัส (880-842) กษัตริย์เบนฮะดาดจึง เข้าโจมตีบะอ์ชะอ์ ทำให้ส่วนหนึ่งของแผ่นดินกาลิลีเสียหายสลายลง และได้ผนวกเขตแดนทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของแม่น้ำยัรมุดเอาไว้เป็นของตน (878) อีละฮ์ ราชบุตรของกษัตริย์บะอ์ชะอ์ ถูกซิมรี(876) ลอบปลงพระชนม์ ผู้ซึ่งต่อมาถูกออมรึเผาทั้งป็นในพระราชวังของตนที่เมืองติรชะ์
876-842 ก่อนคริสต์ศักราช ราชวงศ์ออมรี
ออมรีสถาปนาราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาว พระองค์ทรงสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ขึ้นที่เมืองชะมาเรีย และกลับมาเป็นพันธมิตรต่อกันครั้งใหม่กับราชอาณาจักรไทอ์ ด้วยการอภิเษกสมรส อะฮับฮับมุกุฎราชกุมารของพระองค์กับเจซาเบลพระราชธิดาของกษัตริย์อิตโตบาอัล แห่งไทอ์ (887-856) พระองค์ทรงปกครองโมอับ หลังจากพิชิตได้อีกครั้งหนึ่งเช่นกัน ดังที่ได้รับรู้มาจากแผ่นบันทึกที่มีชื่อว่า ‘มีซะฮ์’ ออมรีทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพลาพพระองค์หนึ่ง ชาวอัชชีเรียนเรียกชาวอิสราเอลตามพระนามของพระองค์ว่า’บิทออมรี’ (คุมรี) อะฮับ (869-850) ทำสงครามในเชิงรับกับเบนฮะดาด แต่เมื่อภัยของซัลมะนีเชิรที่สาม (859-825) ปรากฏให้เห็นชัดภายหลังจากที่ได้ปราบปรามบิทอดีนดังนั้นอะชับและเบนฮาดจึงรวมตัวกัมตัวกันเพื่อสู้กับพวก อัซซีเรีย ใน สงครามแห่งคัรคัร ในปี 854 อะฮับแห่งอิสราเอล เบนฮะดาดแห่งดามัสกัส และเอิรคูเลนีแห่งฮามัธ นำกองทัพสมเข้าต่อสู้กับชัรมะนี เชิร และสามารถหยุดยั้งการยึดครองของเขาไว้ได้ อะฮับพบกับวาระสุดท้ายของพระองค์ที่ข้ามจอร์แดนเมื่อสู้รบกับเบนฮะดาดอีกครั้งหนึ่งบุคคลที่แจ่มจรัสที่สุดผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาวอิสราเอลที่รุ่งเรืองขึ้นในช่วง นี้ก็คือ เอลิยะฮ์ ผู้เป็น ศาสดา ท่านได้เผชิญศึกเพื่อสู้รับกับลัทธิความเชื่อของพวกไทธ์ที่ยึดมั่นอยู่กับเทพเจ้าบาอัล ที่ได้รับการเกื้อหนุน


