INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความเป็นผู้นำแบบอยู่เหนือตัวเอง

IMG 5647

ความเป็นผู้นำแบบอยู่เหนือตัวเอง

แนวคิดของความเป็นผู้นำแบบอยู่เหนือตัวเอง เริ่มแรกกำเนิดจากผลงานของนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน อับราฮัม มาสโลว์ ได้รวมการอยู่เหนือตัวเองเป็นระดับสูงสุดของความต้องการของมนุษย์ ภายในลำดับชั้นความต้องการของเขา แม้ว่าลำดับชั้นความต้องการของมาสโลว์ มักจะเเสดงเป็นห้าระดับ เรามีระดับที่หกรู้จักกันน้อยที่เขาถือว่าเป็นจุดสุดยอดของการจูงใจ เขาได้เรียกความต้องการระดับที่สูงขึ้นนี้ว่า “การอยู่เหนือตัวเอง”การแสดงสภาวะตรงที่บุคคลมุ่งบางสิ่งบางอย่าง สูงกว่าตัวพวกเขาเอง มักจะเกี่ยวพันกับการรับใช้สังคม แนวคิดนี้ได้ถูกประยุกต์ใช้กับความเป็นผู้นำ ตรงที่ผู้นำแบบอยู่เหนือตัวเองให้ความสำคัญต่อประโยชน์ของบุคคลส่วนใหญ่เหนือประโยชน์ส่วนบุคคลแม้ว่าอับราฮัม มาสโลว์ได้ถูกพิจารณาเป็นแหล่งที่มาเริ่มแรก นักวิชาการคนอื่นหลายคน เช่น วิคเตอร์ เเฟรงเกิล ได้สำรวจแนวคิดของการค้นหาความหมายภายในความทุกข์ยาก เขาได้มีส่วนช่วยต่อความเข้าใจของการอยู่เหนือตัวเองด้วยอับราฮัม มาสโลว์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้กำเนิดห้าลำดับชั้นของความต้องการของมนุษย์ มุ่งที่ความต้องการอยู่เหนือตัวเองมากขึ้นเป็นปรากฎการณ์ทางมนุษย์ ดังที่เขาได้อธิบายภายในเอกสารทฤษฎี Z แรงจูงใจเพื่อการอยู่เหนือกว่าตัวเอง ความต้องการ ก้าวข้ามขอบเขตของตัวเอง เป็นระดับที่เหนือกว่าความต้องการความสมหวังของชีวิตตัวอย่างเช่น บุคคลบางคนที่บรรลุความสมหวังของชีวิต – ระดับสูงสุดของพีรามิดความต้องการต้นกำเนิดของเขา – ได้บรรลุการมุ่งชีวิตที่อยู่เหนือตัวเองด้วยภายใตัข้อวิจารณ์ต่อลักษณะนามธรรม และความไม่สามารถจะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายในโลกแห่งความจริง การวิจัยที่จะตอบสนองต่อข้อวิจารณ์ได้เกิดขิ้นตอนปลายชืวิตของอับราฮัม มาสโลว์ ดังนั้นเขาได้เสนอแนะระดับการอยู่เหนือตัวเอง อยู่ข้างบนระดับความสมหวังของชีวิต เพื่อที่จะแสดงความมุ่งมั่นต่อความหมายและความมุ่งหมายเลยพ้นไปจากการมุ่งตัวเอง ตัวอย่างเช่น บางครั้งบุคคลทำการเสียสละตนเอง เพื่อที่จะพยายามปรับปรุงสภาวะของบุคคลอื่น

IMG 5648

ถ้อยคำความเป็นผู้นำแบบอยู่เหนือตัวเอง ได้ถูกแนะนำ ณ การประชุมสภาเศรษฐกิจโลกภายในดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ภายใน ค.ศ 2007 เป็น
ความจำเป็นระดับโลก มันจะเป็นความเป็นผู้นำที่วิวัฒนาการมาจากโมเดลสมัยเดิมที่มักจะเป็น บนลงล่างและเผด็จการ ความเป็นผู้นำแบบอยู่เหนือตัวเองมุ่งที่ผลประโยชน์ร่วมไม่ใช่ผลประโยน์ส่วนบุคคลความเป็นผู้นำแบบอยู่เหนือได้ถูกนำเสนอเป็นแนวคิดที่กระตุ้นผู้นำไปเลยพ้นผลประโยชน์ตัวเองของพวกเขา มุ่งที่ผลประโยชน์ร่วมกันของผู้มีส่วนได้เสียทุกคนการให้ความสำคัญค่านิยม เช่น ความยั่งยืน ความรับผิดชอบทางสังคม และพฤติกรรมที่มีจริยธรรม โดยพื้นฐาน การข้ามพ้นข้อจำกัดของความเป็นผู้นำสมัยเดิมความเป็นผู้นำแบบอยู่เหนือตัวเอง และความเป็นผู้นำแบบอยู่เหนือโดยพื้นฐานเป็นแนวคิดอย่างเดียวกัน และมักจะถูกใช้เเทนกัน ทั้งสองอ้างถึงสไตล์ความเป็นผู้นำ ตรงที่ผู้นำก้าวเลยพ้นผลประโยชน์ส่วนบุคคลของพวกเขาเอง และมุ่งความมุ่งหมายที่ใหญ่กว่า มักจะเกี่ยวพันกับความเป็นอยู่ที่ดีของบุคคลอื่นและประโยชน์ทางสังคม การข้ามพ้นอัตตาของพวกเขาเอง การนำด้วยมุมมององค์รวมมากขึ้นในขณะที่ทั้งผู้นำแบบเหนือตัวเอง และผู้นำแบบอยู่เหนือโดยทั่วไปอ้างถึงผู้นำที่ก้าวเลยพ้นผลประโยชน์ของตัวเองของพวกเขา และได้มุ่งความมุ่งหมายที่ใหญ่ขึ้น ความแตกต่างเล็กน้อยมีอยู่ ผู้นำแบบมุ่งตัวเองมุ่งเน้นการเดินทางส่วนบุคคลที่เข้มแข็งของการตระหนักตัวเอง และได้สะท้อนที่จะบรรลุความมุ่งหมายที่สูงขึ้น ในขณะที่ผู้นำแบบอยู่เหนือมุ่งเน้นมากขึ้นต่อการแสดงออกไปข้างนอกของวิสัยทัศน์ การนำทางบุคคลอื่นด้วยเป้าหมายทางสังคมที่กว้างขึ้นผู้นำแบบอยู่เหนือรวมเอาเเนวคิดที่กว้างขึ้นของการนำเลยพ้นข้อจำกัดส่วนบุคคลมักจะเกี่ยวพันกับความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของบุคคลอื่นและมุมมององค์รวม ความยั่งยืนของโลก – สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งเเวดล้อม จะถูกตอบสนองได้ดีที่สุด โดยคำพูดเปรียบเทียบของสามบรรทัดสุดท้ายของกำไร บุคคล และโลกของบริษัทโลกภายในศตวรรษที่ 21 ความเป็นผู้นำแบบเหนือตัวเอง ถูกแนะนำเป็นความจำเป็นโลกภายในการประชุมสภาเศรษฐกิจโลกภายในดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ภายในบริบทของความเป็นผู้นำแบบอยู่เหนือ สามบรรทัดสุดท้ายมักจะอ้างถึงจุดมุ่งเกี่ยวกับกำไร บุคคล และโลก ในขณะที่ความเป็นผู้นำแบบอยู่เหนือแสดงสไตล์ความเป็นผู้นำมุ่งความมุ่งหมายที่สูงขึ้น บ่อยครั้งรวมเอาความคิดของการพิจารณาไม่เพียงแค่กำไร แต่เป็นสังคม และสิ่งเเวดล้อมด้วย สอดคล้องอย่างใกล้ชิดกับแนวคิดของสามบรรทัดสุดท้ายมันไม่เหมือนกับความเป็นผู้นำสมัยเดิมมุ่งที่การทำกำไรสูงสุดเท่านั้น ผู้นำแบบอยู่เหนือ ให้ความสำคัญวิถีทางองค์รวมพิจารณาผลกระทบต่อบุคคลและโลก ควบคู่กับกำไร ดังนั้นมันได้รับเอาแนวคิดของสามบรรทัดสุดท้ายความเป็นผู้นำแบบอยู่เหนือ ส่งเสริมมุมมองที่สมดุลของกำไร บุคคล และโลก มันมีรากฐานภายในความเข้าใจอย่างลืกซึ้งของการเชื่อมโยงระหว่างกันของกำไร บุคคล และโลกความเป็นผู้นำแบบอยู่เหนือได้ถูกแนะนำเป็นความจำเป็นโลก ณ ดาวอส 2007 ตามเมอร์เรียม เวบสเตอร์การอยู่เหนือหมายถึงสูงขึ้นไปหรือไปเลยพ้นข้อจำกัด เพื่อชัยชนะด้านทางลบหรือจำกัด ตามมุมมองของความเป็นผู้นำแบบอยู่เหนือ หมายความว่า ผู้นำสามารถสูงขึ้นไปจากข้อจำกัดของตัวเองของพวกเขา ก้าวไปสู่ตัวเองที่สูงขึ้นของพวกเขา และเพื่อชัยชนะด้านลบหรือข้อจำกัดของตัวพวกเขาเอง สไตล์ความผู้นำนี้ได้วิวัฒนาการเลยพันผลประโยชน์ส่วนตัวของบุคคล และจะมุ่งที่ผลประโยชน์ร่วมของผู้มีส่วนได้เสียทุกคนผู้นำแบบอยู่เหนือต้องตระหนักตัวพวกเขาเอง ตามที่พวกเขาเป็นอยู่ในขณะที่ยังคงเปิดกว้างต่อการเจริญเติบโตและการปรับปรุง พวกเขาถูกขับเคลื่อนภายในและมุ่งบุคคลอื่น การให้คุณค่าตัวเราเองและบุคคลอื่น การขับเคลื่อนด้วยความมุ่งหมายและต้องการรับใช้บุคคลอื่นพวกเขาจะโปร่งใสต่อภารกิจ หรือเป้าหมายของพวกเขา การแสดงความตระหนักหลายมิติ การยอมให้ผู้มีส่วนได้เสียแสดงตัวพวกเขาเองอย่างเต็มที่ผู้นำแบบอยู่เหนือจะมุ่งที่ผลผระโยชน์ร่วมกัน ของผู้มีส่วนได้เสียทุกคน แทนที่จะเป็นผละประโยชน์ตัวเองของพวกเขาพวกเขาสามารถนำภายในและท่ามกลางระดับของตัวเอง บุคคลอื่น และองค์การ ผู้นำแบบอยู่เหนือแสดงความฉลาดทางอารมณ์ที่สูง พวกเขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และเห็นอกเห็นใจความรู้สึกของบุคคลอื่น ผู้นำแบบอยู่เหนือมีความเคารพต่อ
ตัวคุณเองและบุคคลรอบตัวคุณความเป็นผู้นำแบบอยู่เหนือไปสู่ตัวเองที่ใหญ่ขึ้น ไม่ใช่ตัวเองที่เล็กลงการสูงขึ้นไปหรือไปเลยพ้นข้อจำกัดของตัวเอง ก้าวไปสูตัวเองที่ใหญ่ขึ้น พวกเขาชนะข้อจำกัดของสิ่งที่อาจจะถูกมองว่ายอมรับหรือเป็นไปได้ ตัวเองที่เล็กลง ผู้นำแบบอยู่เหนือ ไปเลยพ้นผลประโยชน์ส่วนบุคคลที่จำกัดของพวกเขาเอง “self” -ตัวเองที่เล็กลง – และดำเนินงานจากมุมมองที่กว้างขึ้นการเชื่อมโยงความรู้สึกของความมุ่งหมายที่กว้างอ้างถึงเป็น “Self” ตัวเองที่ใหญ่รวมเอาวิสัยทัศน์ที่กว้าง การให้ความสำคัญประโยชน์สุขของคน
ส่วนใหญ่เหนือผลประโยชน์ของบุคคลผู้นำแบบอยู่หนือให้ความสำคัญความเป็นอยู่ที่ดีของบุคคลของพวกเขาชุมชน และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงแค่ทำกำไรสูงสุด การมุ่งเกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมที่กว้างขึ้น และไปเลยพ้นประโยชน์ส่วนบุคคลเพื่อที่จะที่จะพิจารณาความเป็นอยู่ที่ดีของบุคคลและโลก และถูกมองเป็นวิถีทางองค์รวม และจริยธรรมมากขึ้นต่อความเป็นผู้นำ การข้ามพ้นของผู้นำข้อจำกัดของพวกเขาเองที่จะกระทำเพื่อความมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่ขึ้นจอห์น การ์ดเนอร์ ได้สร้างถ้อยคำความเป็นผู้นำแบบอยู่เหนือตัวเองเมื่อ ค.ศ 2006 ตรงที่ผู้นำข้ามพ้นตัวเอง แลได้ะวางความเป็นผู้นำบนวิสัยทัศน์ร่วมและมุมมองร่วมการอ้างถึงความเป็นผู้นำที่ไปเลยพ้นผลประโยชน์ส่วนบุคคลและมุ่งความมุ่งหมายที่สูง บันดาลใจบุคคลอื่น ให้บรรลุวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน มักจะถูกเเสดงคุณลักษณะ โดยค่านิยมจริยธรรมที่เข้มแข็งและความผูกพันรับใช้บุคคลอื่นอย่างมีความหมายจอห์น การ์ดเนอร์ เป็นนักเขียนชาวอเมริกัน ผลกระทบต่อทฤษฎีความเป็นผู้นำและการปฏิบัติของเขาไม่สามารถปฏิเสธได้ ผลงานต้นแบบของเขา “On Leadership” ได้พิมพ์เมื่อ ค.ศ 1990 ได้บันดาลใจผู้นำอย่างต่อเนื่อง จุดสำคัญของความเป็นผู้นำแบบอยู่เหนือของจอห์น การ์ดเนอร์คือ ความมุ่งหมายที่่สูงขึ้น ความผูกพันที่ลึกซึ้งต่อความมุ่งหมาย หรือภารกิจเลยพ้นผลประโยชน์ของบุคคล บันดาลใจบุคคลมุ่งมั่นบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวพวกเขาเอง ผู้นำแบบอยู่เหนือแสดงมาตรฐานทางจริยธรรมที่สูง กระทำอย่างซื่อสัตย์ และมุ่งความเป็นอยู่ที่ดีของบุคคลอื่นพวกเขาจะถ่ายทอดวิสัยทัศน์ที่ดึงดูดที่เป็นเหุตผลต่อบุคคลการสร้างความรู้สึกของความมุ่งหมายร่วมและความรับผิดชอบร่วม ผู้นำแบบอยู่เหนือให้อำนาจบุคคลของพวกเขาการส่งเสริมความเป็นอิสระและกระตุ้นพวกเขาที่จะมีส่วนช่วยทักษะเฉพาะและมุมมองของพวกเขา ความเป็นผู้นำแบบรับใช้ มักจะพัวพันกับความเป็นผู้นำแบบอยู่เหนือ การมุ่งเน้นความผูกพันของผู้นำที่จะตอบสนองความต้องการของบุคคลของพวกเขา และวางความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขาลำดับแรกตามจิม คอลลินส์ ความเป็นผู้นำแบบอยู่เหนือ อ้างถึงสไตล์ความเป็นผู้นำตรงที่ผู้นำไปเลยพ้นผลประโยชน์ตัวเองของพวกเขาและมุ่งความมุ่งหมายที่กว้าง การรับใช้บุคคลอื่น และมีส่วนช่วยบางสิ่งบางอย่าง ที่สำคัญ และใหญ่กว่ากว่าตัวพวกเขาเอง มักจะเเสดงคุณลักษณะโดยความถ่อมตัว และความรู้สึกที่เข้มแข็งของวิสัยทัศน์ ผู้นำแบบอยู่เหนือ ให้ความสำคัญความสำเร็จขององค์การ และบุคคลของพวกเขา เหนือความเจริญรุ่งเรือง หรือการยกย่องของพวกเขาเองผู้นำแบบอยู่เหนือไปเลยพ้นผลประโยชน์ตัวเองและความทะเยอทะยานของพวกเขาที่จะรับใช้ความมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่ การมุ่งวิสัยทัศนะระยะยาวและความสำเร็จขององค์การหรือชุมชน มักจะเเสดงคุณลักษณะโดยความถ่อมตัว ค่านิยมที่เข้มแข็ง และความผูกพันต่อบางสิ่งบางอย่าง ที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวพวกเขาเอง การนำด้วยจุดมุ่งเกี่ยวกับการสร้างผลกระทบทางบวกที่ข้ามพ้นผลประโยชน์ส่วนบุคคลแนวคิดนี้สอดคล้องอย่างใกล้ชิดกับความเป็นผู้นำระดับ 5 ของจิม คอลลินส์ อธิบายความเป็นผู้นำของการรวมกันของความถ่อมตัวส่วนบุคคล และความมุ่งมั่นทางวิชาวีพ การให้ความสำคัญความสำเร็จระยะยาวขององค์การเหนืออัตตาของบุคคลดังที่ระบุโดยเเนวคิด ดีไปสู่ยิ่งใหญ่ ของจิม คอลลินส์ จิม คอลลินส์ เป็นนักเขียนหนังสือธุรกิจขายดีที่สุด ได้เขียนหรือเขียนร่วมหนังสือเกี่ยวกับความเป็นผู้นำหลายเล่มจะมีทั้ง Good to Great, Built to Last, How the Mighty Fall และ Great by Chioce ความเป็นผู้นำที่แท้จริง ไม่ได้เกี่ยวกับความต้องการที่จะกลายเป็นผู้นำเพราะว่ามันมอบให้แก่บุคคลบางคนที่มีผลกระทบอย่างเข้มแข็งและทางบวกต่อบุคคลอื่น บุคคลจะมองคุณเป็นผู้นำคนหนึ่งเพราะว่าพวกเขามองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่คุณสามารถทำที่บุคคลอื่นไม่สามารถทำหรือจะไม่ทำ ผู้นำแบบอยู่เหนือมีความต้องการ และความลุ่มหลงไปเลยพ้นอะไรที่บุคคลส่วนใหญ่ทำหรือประสบมันบรรลุเลยพ้นอะไรที่ถูกมองเป็นธรรมดาการข้ามพ้นผลประโยชน์ของตัวเองของบุคคล ความต้องการรับใช้บุคคลอื่นภายในวิถีทางที่สำคัญและมีความหมาย ผู้นำแบบเหนือตัวเอง ขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่เข้มแข็งที่จะมีส่วนช่วยบางสิ่งบางอย่างที่มีความหมายเลยพ้นความก้าวหน้าอาชีพของพวกเขาเอง

IMG 5645

จอห์น เอลคิงตัน ได้สร้างถ้อยคำของสามบรรทัดสุดท้ายขึ้นมาเป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ 1994 เป็นวิถีทางของการวัดผลการดำเนินงานภายในบริษัทอเมริกัน แนวคิดคือบริษัทควรจะถูกบริหารภายในวิถีทางที่ไม่เพียงแต่ทำกำไรทางการเงินเท่านั้น แต่ควรจะปรับปรุงชีวิตของบุคคล และโลกด้วย สามบรรทัดสุดท้ายถูกอธิบายครั้งแรกอย่างสมบูรณ์โดยจอห์น เอลคิงตัน ภายในหนังสือ ค.ศ 1999 ของเขา Cannibals With Forks : The Tripple Bottom Line of 21st Century Business จอห์น เอลคิงตัน ได้เสนอแนะว่า ผู้บริหารควรจะวัดผลการดำเนินงานของบริษัทภายในสามด้านคือ กำไร บุคคล และโลก ที่จริงแล้วสามบรรทัดสุดท้ายเป็นกรอบข่ายทางการบัญชีธุรกิจอย่างหนึ่ง ภายใต้การบัญชีสมัยเดิม บรรทัดสุดท้ายหมายถึงกำไรหรือขาดทุน ภายในงบกำไรและขาดทุนของบริษัท แต่เมื่อ 50 กว่าปีที่ผ่านมา นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยุติธรรมทางสังคม ได้เรียกร้องให้บริษัทมีความรับผิดชอบทางสังคมมากขึ้น ดังนั้นสามบรรทัดสุดท้ายเพิ่มบรรทัดสุดท้ายเข้ามาสองบรรทัดคือ สังคม และสิ่งแวดล้อม บรรทัดสุดท้ายสามบรรทัดได้กลายเป็นความสำคัญมากขึ้นต่อธุรกิจปัจจุบันนี้ จุดมุ่งของสามบรรทัดสุดท้าย จะอยู่ที่ความยั่งยืนของธุรกิจ
ภายใต้การเงินแล้ว เมื่อเราพูดถึงบรรทัดสุดท้ายของบริษัทโดยปรกติเราหมายถึงกำไร กรอบข่ายสามบรรทัดสุดท้ายของจอห์น เอลคิงตันได้เสนอเป้าหมายของความยั่งยืนภายในการปฏิบัติทางธุรกิจ บริษัทควรจะมองเลยพ้นจากกำไรที่จะรวมปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมไว้ด้วยเพื่อการวัดต้นทุนเต็มของการทำธุรกิจยิ่งกว่านั้นหลักการของสามบรรทัดสุดท้ายได้ยึดถือว่าถ้าบริษัทมุ่งที่การเงินเท่านั้น และไม่ได้พิจารณาบริษัทเกี่ยวพันระหว่างกันทางสังคมอย่างไร บริษัมไม่สามารถมองเห็นภาพทั้งหมดได้ดังนั้นบริษัทไม่สามารถจะอธิบายต้นทุนเต็มของการทำธุรกิจได้ แนวคิดของสามบรรทัดสุดท้ายเรียกร้องว่าความรับผิดชอบของบริษัทจะอยู่ที่ผู้มีส่วนได้เสียไม่ใช่ผู้ถือหุ้น
จิม คอลลินส์ ได้เเยกประเภทผู้นำเป็นห้าระดับ ผู้นำระดับ 1 เป็นบุคคลมีความสามารถสูง เขาแสดงบทบาทที่สำคัญภายในความสำเร็จขององค์การของเขา ผ่านทางความสามารถ ความรู้ และทักษะของเขาเอง ผู้นำระดับ 2 เป็นสมาชิกของทีมที่มีส่วนช่วย เขาทำงานได้ดีกับสามาชิกของทีมของเขา และยืนยันว่าทีมของเขาบรรลุเป้าหมายที่มอบหมายให้ และบรรลุความมุ่งหมายแกนผู้นำระดับ 3 เป็นผู้บริหารที่มีความสามารถ เขาเชี่ยวชาญการรวบรวมบุคคลและทรัพยากร ไปสู่การบรรลุเป้าหมายขององค์การอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นำระดับ 4 เป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ เขากำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานที่สูง เขาเก่งภายในการจูงใจบุคคลของเขา และนำพวกเขาอย่างเด็ดเดี่ยว ไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ของเขาเพื่อองค์การ ผู้นำระดับ 5 ปฏิรูปองค์การไปเป็นสถาบันที่ยิ่งใหญ่ เขาเป็นตัวอย่างที่ดีของความถ่อมตัวส่วนบุคคลและความมุ่งมั่นทางวิชาชีพอย่างรุนแรงเราได้ค้นพบคุณลักษณะร่วมของบริษัทที่ยิ่งใหญ่คือ ความเป็นผู้นำระดับ 5. เราได้ระบุความเป็นผู้นำระดับ 5 เป็นหัวใจที่จะก้าวจากดีไปสู่ยิ่งใหญ่ ผู้นำระดับ 5 ถ่อมตัว ด้วยความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่ต่อองค์การของพวกเขาไม่ใช่เพื่อตัวพวกเขาเอง แต่พวกเขายกย่องบุคคลของพวกเขา และรับผิดชอบส่วนบุคคล เมื่อความวุ่นวายได้เกิดขึ้น ผู้นำระดับ 5 แสดงการผสมที่ทรงพลังของความถ่อมตัวส่วนบุคคลและความมุ่งมั่นที่ไม่ย่อท้อ พวกเขาทะเยอทะยานอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ความทะเยอทะยานของพวกเขาสำคัญที่สุดต่อการกระทำ ต่อองค์การและความมุ่งหมาย ไม่ใช่ตัวพวกเขาเอง

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *