หลักการยอดแหลมของโบสถ์

หลักการยอดแหลมของโบสถ์
โครงสร้างการกระจายอำนาจของสเวนสกา ฺฮันเดิลสเบงเกนมักจะถูกมองเป็นการประยุกต์ใช้ ทางปฏิบัติของทฤษฎี Y มุ่งเน้นความเป็นอิสระของท้องที่ และความไว้วางใจบุคคล การยอมให้สาขาบริการชุมชนของพวกเขาอย่างมีประประสิทธิภาพ และการสนับสนุนวัฒนธรรมของการให้อำนาจ การปรากฎตัวทางท้องที่อย่างเข้มแข็ง ด้วยสาขามีความเป็นอิสระอย่างสำคัญที่จะตัดสินใจ และบริการลูกค้าของพวกเขา วิถีทางของการ
กระจายอำนาจของธนาคารสอดคล้องกับทฤษฎี Y ยืนยันว่าบุุคคลจูงใจด้วยตัวเอง สามารถรับผิดชอบ และอยากจะมีส่วนช่วย
ฮันเดิลสบังเกนไว้วางใจบุคคล ที่จะตัดสินใจและริเริ่ม ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับการควบคุมศูนย์กลางที่เข้มงวด สุภาษิตคิอ สาขาเป็นธนาคารได้สะท้อนปรัชญาของธนาคารของการกระจายอำนาจตรงที่สาขาท้องที่ถูกมองเป็นจุดติดต่อกับลูกค้า วิถีทางการกระจายอำนาจของธนาคาร ทำให้ธนาคาร
สามารถสร้างความสัมพันธ์ท้องที่อย่างเข้มแข็งกับลูกค้า ถูกมองเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของความสำเร็จ
เฮนรี ฟายอล วิศวกรเหมืองเเร่ชาวฝรั่งเศส รู้จักกันเป็น บิดาของทฤษฎี
การบริหารสมัยใหม่ ได้พัฒนาหลักการบริหาร 14 ข้อภายในต้นศตวรรษที่ 20 รวมทั้งแนวคิดของการกระจายอำนาจ หลักการของการกระจายอำนาจของเฮนรี่ ฟายอล ได้เสนอแนะว่าอำนาจหน้าที่การตัดสินใจควรจะถูก
กระจายไปทั่วทั้งองค์การ ไม่ใช่รวมศูนย์อยู่บนสุดเท่านั้น ในขณะที่ยังคงรักษาความสมดุลระหว่างการรวมอำนาจ และการกระจายอำนาจไว้ การรวมอำนาจหมายความว่าผู้บริหารระดับสูงจะรักษาอำนาจหน้าที่ของการตัดสินใจส่วนใหญ่ไว้
หลักการรวมอำนาจและการกระจายอำนาจของเฮนรี ฟายอล สนับสนุน
ความสมดุลระหว่างอำนาจหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูงและการมีส่วนร่วม
ของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาภายในการตัดสินใจ การยอมรับว่าไม่มีการรวม
อำนาจอย่างสมบูรณ์ หรือการกระจายอำนาจอย่างสมบูรณ์เป็นอุดมคติ
องค์การควรจะพยายามเพื่อความสมดุลระหว่างการรวมอำนาจ และการ
กระจายอำนาจตรงที่ผู้บริหารระดับสูงรักษาอำนาจหน้าที่ในที่สุดในขณะ
ที่กระจายอำนาจหน้าที่ไปสู่ระดับล่างขององค์การ การยอมให้ผู้อยู่ใต้บัง
คับบัญชามีส่วนร่วมภายในการตัดสินใจ
ความสมดุลที่เหมาะสมระหว่าง การรวมอำนาจและการกระจายอำนาจขึ้นอยู้กับปัจจัยหลายอย่างรวมทั้งลักณะขององค์การ ความสามารถของบุคคล และขนาดขององค์การ เฮนรี ฟายอล ได้รับรู้ว่าการรวมอำนาจทั้ง
หมดสามารถยับยั้งความคิดสร้างสรรค์ ณ ระดับล่างได้ ในขณะที่การกระ
จายอำนาจทั้งหมดสามารถนำไปสู่การขาดการประสานงาน และการควบ
คุมได้
ตามแนวคิดของเฮนรี่ ฟายอล แล้ว ผู้บริหารทุกคนต้องบริหารตามหลักการบริหาร 14 ข้อเหล่านี้
1 การแบ่งงานกันทำ การแบ่งงานกันทำจะทำให้บุคคลมีความเชี่ยวชาญ
เฉพาะด้านเและประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้น
2 ระเบียบวินัย การยอมรับข้อตกลงของบุคคลภายในองค์การ ด้วยการทำตามกฏ ข้อบังคับ และนโยบาย การลงโทษจะต้องยุติธรรมต่อบุคคลทุกคน
3 อำนาจหน้าที่ ผู้บริหารต้องมีอำนาจหน้าที่ที่จะออกคำสั่งได้ การใช้อำนาจหน้าที่จะตามมาด้วยความรับผิดชอบ
4 ผลประโยชน์ของบุคคลต้องเป็นรองจากผลประโยชน์ขององค์การ
ผลประโยชน์ของบุคคลควรจะมีลำดับความสำคัญน้อยกว่าผลประโยชน์ขององค์การ
5 การจ่ายค่าตอบแทน การจ่ายค่าตอบแทนแก่บุคคลควรจะอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม ค่าครองชีพ และความสามารถทางการเงินขององค์การ
6 ความเป็นระเบียบ ความเป็นระเบียบหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือบุคคลต้องมีความเป็นระเบียบ และต้องรู้ว่าอยู ณ ที่ใดภายในองค์การ
7 สายการบังคับบัญชา สายการบังคับบัญชาคือ สายของอำนาจหน้าที่ การสื่อสาร และความรับผิดชอบ ภายในองค์การ
8 การรวมอำนาจ การลดและการเพิ่มอำนาจหน้าที่ของผู้บริหารจะเรียกว่าการรวมอำนาจและการการกระจายอำนาจ เราจะต้องมีความสมดุลระหว่างการรวมอำนาจและการกระจายอำนาจภายในแต่ละสถานการณ์
9 ความเสมอภาค ความเสมอภาคหมายถึงบุคคลทุกคนควรจะถูกปฏิบัติอย่างเสมอภาคมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
10 ความคิดริเริ่ม การกระตุ้นบุคคลให้แสดงความคิดริเริ่มภายในการทำงาน
11 ความมั่นคงของงาน การสร้างความมั่นคงของงานแก่บุคคลด้วยการไม่ปลดออกจากงาน
12 การมีทิศทางเดียวกัน องค์การควรจะมุ่งไปสู่วัตถุประสงค์ร่วมกันภายในทิศทางร่ามกัน
13 การมีผู้บังคับบัญชาคนเดียว ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาคนเดียวเท่านั้น
14 ความสามัคคี การส่งเสริมการทำงานเป็นทีมและการสร้างความสามัคคี

ดักกลาส แมคเกรเกอร์ นักจิตวิทยาสังคม แห่งเอ็มไอที ได้พัฒนาทฤษฎี X และทฤษฎี Y ขึ้นมาภายในหนังสือของเขาชื่อ “The Human Side of Entreprise” เมื่อ ค.ศ 1960 ทฤษฎี X และทฤษฎี Y ได้กล่าวถึงสมมุติฐานเกี่ยวกับลักษณะของบุคคลภายในองค์การ
สมมุติฐานของทฤษฎี X คือ บุคคลส่วนใหญ่ไม่ชอบงาน และพยายามหลีกเลี่ยงงานเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นบุคคลต้องถูกบังคับ ควบคุม และข่มขู่ด้วยการลงโทษเพื่อให้ทำงาน บุคคลไม่มีหรือมีความทะเทอทะยานน้อย ชอบหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ และต้องการความมั่นคงเหนือสิ่งอื่นใด
สมมุติฐานของทฤษฎีY คือ บุคคลชอบงาน การทำงานเป็นธรรมชาติเหมือนกับการเล่นและการพักผ่อน บุคคลควบคุมและสั่งการด้วยตัวเอง บุคคลแสวงหาความรับผิดชอบ หรือเรียนรู้ที่จะยอมรับความรับผิดชอบ บุคคลมีความคิดสร้างสรรค์แก้ปัญหาขององค์การได้
ตามแนวคิดของการบริหาร ทฤษฎี X และทฤษฎี Y ได้ถูกมองว่าเป็นทั้งทฤษฎีการจูงใจและทฤษฎีความเป็นผู้นำตามมุมมองของการจูงใจ ทฤษฎี X และทฤษฎี Y จะอยู่บนรากฐานทฤษฎีลำดับความต้องการของอับราฮาม มาสโลว์ การรวมกลุ่มความต้องการห้าระดับเป็นความต้องการระดับต่ำคือ ความต้องการทางร่างกาย และความต้องการความมั่นคง และความต้อง
การระดับสูงคือ ความต้องการทางสังคม ความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง และความต้องการความสมหวังของชีวิต
ผู้บริหารทฤษฎี X จูงใจบุคคลด้วยการตอบสนองความต้องการระดับต่ำ
และผู้บริหารทฤษฎี Y จูงใจบุคคลด้วยการตอบสนองความต้องการระดับสูง และถ้าตามมุมมองของความเป็นผู้นำแล้ว ผู้บริหารทฤษฎี X คือผู้นำแบบเผด็จการ และผู้บริหารทฤษฎี Y คือผู้นำแบบประชาธิปไตย ดักกลาส แมคเกรเกอร์ แสดงให้เห็นนัยว่าผู้บริหารที่ใช้สมมุตฐานทฤษฎี X ไม่ดีและผู้บริหารที่ใช้สมมุติฐาน Y ดี

แนวคิดของการกระจายอำนาจ หรือ “อำนาจกับ” ไม่ใช่ อำนาจเหนือ”
ของแมรี่ย์ วอลเลต จะมุ่งเน้นการใช้อำนาจร่วม การบริหารแบบมีสวนร่วม และการกระจายอำนาจการตัดสินใจภายในองค์การ การสนับสนุนความร่วมมือร่วมใจ และความผูกพันชองบุคคล ปรัชญาของแมรี่ย์ ฟอลเลตจะ
อยู่บนความคิดโครงสร้างอำนาจร่วมกันข้างในองค์การ เธอได้สนับสนุนโครงสร้างองค์การที่แบน เครือข่ายที่ไม่เป็นทางการ กระบวนการตามแนวนอน และการร่วมอำนาจที่ไม่บังคับและการมองอำนาจเป็นพลังที่ขยายได้
แมรี่ย์ ฟอลเล็ต นักสังคมสงเคราะห์ และนักวิชาการบริหารที่มีอิทธิพลต้นศตวรรษที่ 20 เธอได้ถูกเรียกว่า “ผู้หญิงที่คิดค้นการบริหาร” เธอได้
สนับสนุนการตัดสินใจที่กระจายอำนาจ และการบริหารแบบมีส่วนร่วม
การมุ่งเน้นการผสมผสานกลุ่ม และสนับสนุนความร่วมมือร่วมใจ ไม่ใช่ขึ้น
อยู่กับโครงสร้างลำดับชั้น และอำนาจหน้่าที่บนลงล่าง เธอเชื่อว่าการตัด
สินใจควรจะถูกกระทำ ณ ระดับใกล้ชิดที่สุดกับการกระทำ
การให้อำนาจบุคคล และการสนับสนุนความรู้สึกของความเป็นเจ้าของ การให้บุคคลมีส่วนร่วมภายในการตัดสินใจ การรับรู้ความสามารถ และความรู้ของพวกเขา แมรี่ย์ ฟอลเลต จะสนับสนุนโครงสร้างองค์การที่แบน ด้วยลำดับชั้นการบริหารที่น้อยลง การยอมให้ความเป็นอิสระและควายืดหยุ่นที่สูง เธอได้สรุปว่าการกระจายอำนาจการตัดสินใจและจุดมุ่งพลวัตรของกลุ่มและความร่วมมือร่วมใจเป็นจุดสำคัญต่อองค์การที่มีประสิทธิภาพ
การส่งเสริมวิถีทาง “อำนาจด้วย” ไม่ใช่ลำดับชั้น “อำนาจเหนือ” วิถีทาง “อำนาจด้วย” กระตุ้นความร่วมมือร่วมใจท่ามกลางทุกระดับขององค์การ ไม่ใช่ วิถึทาง ” อำนาจเหนือ” สมัยเดิม ตรงที่ผู้บริหารมีอำนาจเหนือบุคคล เธอเชื่อว่าองค์การควรจะมุ่งที่ความต้องการของบุคคลของพวกเขา ไม่ใช่ที่การผลิตเเละประสิทธิภาพเท่านั้น ความคิดของแมรี่ย์ ฟอลเลต มักจะถูกอ้าง เป็นการบริหารพลวัตรที่มุ่งเน้นความสำคัญของการปรับตัวต่อสถาน
การณ์ที่เปลี่ยนแปลง และการสนับสนุนความรู้สึกของความยืดหยุ่น และความคิดสร้างสรรค์ภายในองค์การ
แมรี่ย์ ฟอลเลตได้มองการบริหารเป็น ” เป็นศิลปของการทำงานให้บรรลุความสำเร็จ โดยใช้บุคคลอื่น” แม้ว่าเธอไม่เคยบริหารธุรกิจเพื่อกำไร เธอได้นำเสนอความเข้าใจที่มีคุณค่า ไปสู่ความสำคัญของผู้บริหารให้อำนาจกับบุคคล ไม่ใช่ให้อำนาจเหนือพวกเขา และร่วมมือร่วมใจกับบุคคลแก้ไขความขัดแย้ง
ความเป็นผู้นำไม่ถูกระบุโดยการใช้อำนาจ แต่โดยความสามารถเพิ่ม
ความรู้สึกของอำนาจท่ามกลางบุคคลที่ถูกนำ แมรี่ย์ ฟอลเลตได้กล่าวอย่างมีชื่อเสียงว่างานที่สำคัญที่สุดของผู้นำคือการสร้างผู้นำให้มากขึ้น ปรัชญาที่เธอยืนยันอยูบนความคิดของอำนาจร่วมภายในองค์การ ที่จริงแล้วอิทธิพลเริ่มแรกของแมรี่ย์ ฟอลเล็ตต่อการบริหารสมัยใหม่่เป็นที่นิยมแพร่หลาย จน วอร์เร็น เบนนิส นักวิชาการความเป็นผู้นำ ได้กล่าวถึงเธอว่า การเขียนเกี่ยวกับความเป็นผู้นำ และองค์การปัจจุบันนึ้จะมาจากข้อเขียนและการบรรยายของเธอ
เธอสนับสนุนแนวทางของการดึง ไม่ใช่การดันแรงจูงใจของบุคคล เธอได้สนับสนุนหลักการที่ได้ใช้คำว่่า “การผสมผสาน” หมายถึงการรวมตัวกัน ด้วยการใช้แนวคิด “อำนาจด้วย” ไม่ใช่ “อำนาจเหนือ” อำนาจที่แท้จริงไม่
ใช่บังคับ – อำนาจเหนือ แต่ต้องเป็นการกระทำร่วมกัน – อำนาจด้วย แมรีย์ ฟอลเลต ได้สร้างกรณีว่าผู้นำควรจะให้คุณค่าอำนาจของกลุ่มเหนืออำนาจส่วนบุคคล เธอได้เสนอแนะว่าผู้นำแท้จริงสร้างอำนาจเพื่อกลุ่มไม่ใช่รักษามันไว้เพื่อตัวพวกเขาเอง
เหนือสิ่่งอื่นใด องค์การไม่ได้ดำรงอยู่ เพื่อประโยชน์ของบุคคลหนึ่งแต่เพื่อองค์การทั้งหมด หลักการอำนาจของกลุ่มยังคงอยู่อย่างกว้างขวางจนวันนี้ภายในการบริหารเป็นเครื่องมือเพื่อการขับเคลื่อนกำลังงานที่ผูกพันและจูงใจมากขึ้น เธออยู่ร่วมยุดเดียวกันกับเฟดเดอริค เทย์เลอร์ บิดาของ
การบริหารแบบวิทยาศาสตร์ ในขณะที่เธอยอมรับแนวคิดบางอย่างของ
เทย์เลอร์ ความคิดของเธอบนอำนาจแตกต่างอย่างมาก เทเลอร์ได้มอง
อำนาจเป็น นายรู้ดีที่สุด เเละเขาควรจะออกคำสั่งบุคคล บนพื้นฐานการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ของสถานการณ์ของเขา
ตรงกันข้ามฟอลเล็ตมุ่งที่การทำให้บุคคลร่วมมือเธอเชื่อว่าอำนาจแท้จริงไม่ได้เป็นอำนาจเหนือแต่เป็นอำนาจด้วย เธอได้อ้างถึงการยืนยันของเฟดเดอริค เทเล่อร์ว่า ผู้บริหารและคนงานมีความมุ่งหมายร่วมกัน ในฐานะของสมาชิกองค์การเดียวกัน เธอเชื่อว่าความแตกต่างที่ทำขึ้นมาเอง ระหว่างผู้บริหารและคนงาน ผู้ออกคำสั่งและผู้รับคำสั่ง ปิดบังความเป็นหุ้นส่วนโดยธรรมชาติ เธอยืนยันว่าผู้บริหารและคนงานต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอย่างแท้จริงนั้น
มุมมองสมัยเดิมต้องยกกลับไป ความเป็นผู้นำ ไม่ควรจะมาจากอำนาจหน้าที่ที่เป็นทางการตามมุมมองสมัยเดิม แต่ควรจะมาจากความรู้ – ความเชี่ยวชาญของผู้บริหารผู้บริหารควรจะเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ ความฉลาด และความรู้ แมรี่ย์ ฟอลเล็ต มององค์การจะเป็นชุมชนหนึ่ง ผู้บริหาร
และคนงาน ควรจะทำงานด้วยความสามัคคี โดยไม่มีการครอบงำระหว่างกัน บุคคลแต่ละคนต้องมีความเป็นอิสระที่จะอภิปราย และยุติความแตกต่างและความขัดแย้ง เธอได้แนะนำว่า “อย่าเอาแต่กอดพิมพ์เขียว” ผู้บริหารควรจะวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของการเกี่ยวพันระหว่างกันของการบริหาและองค์การ
Cr : รศ สมยศ นาวีการ


