นิคฺคณเห นิคฺคหารหํ ปคฺคณเห ปัคฺคหารหํ : ชาตกาล 100 ปี อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์
คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
วันนี้ขออนุญาตเอาคำขวัญประจำหนังสือพิมพ์สยามรัฐมาเป็นหัวเรื่อง ซึ่งเป็นคำบาลี แปลว่า ข่มคนที่ควรข่ม ชมคนที่ควรชม ที่ต้องยกเอาคำขวัญนี้ขึ้นมาก็เพื่อเตือนสติสังคมไทยว่า ทุกวันนี้มันเลอะเทอะไปหมดแล้ว เห็นเที่ยวมานั่งชื่นชมเยินยอ สรรเสริญ หรือปกป้องใครต่อใครที่ไม่สมควรจะชมกัน เช่น พวกนักฉวยโอกาสทางการเมืองแต่มีอำนาจ พอสื่อต่างชาติเขาโจมตีและมีคนเอามาเผยแพร่ก็ออกมาปกป้องกันใหญ่ ทั้งๆที่การเป็นนักการเมืองนั้นมันต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์กันได้ ส่วนเรื่องที่ไทยจะได้เป็นประธานในการประชุมอาเซียนปลายปีนี้ไม่ใช่ปัญหาเลยใครเป็นนายกฯก็ต้องเป็นประธานในการประชุมวันยังค่ำ ขนาดพม่าในยุคทหารครองเมืองถึงวงรอบเขาก็เป็นประธาน เพราะมันเป็นกฎระเบียบของอาเซียน ไม่ได้เปลี่ยนไปมาตามระบอบการปกครองหรือบุคคล ไม่รู้ว่าจะหลงผิดแบบเห็นกงจักรเป็นดอกบัว หรือแบบสำนวนจีนกำลังภายในที่ว่า “มีเงินก็ใช้ ผีโม่แป้งได้” แล้วอย่ามาแถว่าเขาไม่ใช่นักการเมือง เพราะโดยตำแหน่งและพฤติกรรมมันคือนักการเมืองอย่างชัดเจน

Credit Photo by : kapook.com
กลับมาพูดถึงปูชนียบุคคลที่สมควรชมเชยยกย่องกันดีกว่า ท่านผู้นั้นคือท่านศาสตราจารย์ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ หรือ ที่พวกลูกศิษย์ลูกหา ผู้ที่เคารพนับถือมักเรียกท่านว่าอาจารย์ป๋วย เพราะท่านเป็นครูที่เป็นแบบอย่างที่ประเสริฐอย่างยิ่ง ด้วยท่านเพรียบพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกประการ
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2518 ที่ผ่านมาบรรดาศิษย์เก่าเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่น 16 ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นแรกๆที่มีโอกาสได้ท่านอาจารย์ป๋วยมาเป็นคณบดี ได้รวมตัวกันจัดทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่านอาจารย์ที่วัดปทุมคงคา ซึ่งกิจกรรมนี้เราทำติดต่อกันมาหลายปีแล้ว เพราะพวกเราสำนึกในพระคุณและคุณูประการที่ท่านมอบให้พวกเราทั้งส่วนตัว และส่วนรวมคือประเทศชาติ ผู้เขียนเองก็คุ้นเคยกับท่านในฐานะผู้แทนนักศึกษาและได้รับความเมตตาจากท่านเสมอมา
อาจารย์ป๋วยได้รับการประกาศเกียรติคุณในฐานะผู้ประกอบคุณธรรม ความดี ให้แก่ประเทศชาติและชาวโลก เพราะมีวีรกรรมในการต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่น เมื่อครั้งเป็นเสรีไทย นอกจากนี้จะเป็นผู้ที่ให้แนวทางและแนวคิดอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยิ่งยวด อนึ่งท่านยังเป็นบุคคลที่ตั้งมั่นอยู่ในความสุจริต รักความเป็นธรรม และเคารพในสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนเชื่อมั่นในหลักมนุษยธรรม เมตตาธรรมความเสอมภาคเป็นที่ยิ่ง
ในปี 2015 อาจารย์ป๋วยได้รับการสดุดีครบรอบ 100 ปี ชาตกาลของท่าน (1916-1999) ในฐานะผู้มีคุณูปการต่อโลกโดยหน่วยงาน UNESCO ขององค์การสหประชาชาติ โดยมีเนื้อหาในการสดุดีเป็นสังเขปดังนี้
ดร.ป๋วยเป็นที่ยอมรับโดยกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในบิดาของการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทย ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนี้ท่านยังนับได้ว่าเป็นผู้นำด้านการศึกษาและการบริการสาธารณะที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม อันมีผลกระทบอย่างสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ การสร้างความเข้มแข็งแก่ระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษา
อนึ่งท่านมีความสามารถที่จะผสมผสานระหว่างวัตถุประสงค์ของชาติกับความเป็นไปได้ที่จะดำรงไว้ซึ่งศีลธรรมอันดีงาม อันทำให้ท่านเป็นแบบอย่างอันดีงามแก่อนุชนรุ่นต่อมา
นอกจากนี้อาจารย์ป๋วยยังมีคุณูประการต่อประเทศอื่นๆในภูมิภาค เช่น การผลักดันให้มีการก่อตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือการช่วยเหลือเพื่อนบ้านในด้านการดำเนินการของธนาคารชาติของสิงคโปรและมาเลเซีย จนในที่สุดท่านได้รับรางวัลแมคไซไซในด้านรัฐบริการ ซึ่งรางวัลนี้แม้จะมีขอบเขตในภูมิภาคเอเชีย แต่ก็มีความสำคัญใกล้เคียงกับรางวัลโนเบลทีเดียว
วิถีทางของอาจารย์ป๋วยทำให้เป็นที่ประจักษ์ว่าเพียงลำพัง บุคคลที่มีความมุ่งมั่นประกอบด้วยองค์ความรู้ อุดมการณ์ ตลอดจนคุณธรรม และความซื่อสัตย์สุจริตก็สามารถเกื้อกูลต่อความก้าวหน้าของชาติได้อย่างมีนัยสำคัญ
ความจริงคุณงามความดีของท่านอาจารย์ป๋วยนั้นมีมากมายจนมิอาจบรรยายได้หมดในเนื้อที่จำกัด แค่เพียงประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนก็มากมีล้นเหลือจนเกินบรรยาย ดังนั้นเพื่อสะท้อนถึงแนวคิดของท่านอันเป็นทิศทางที่ควรจะเป็นสำหรับประเทศไทยเพื่อชาติและประชาชน ผู้เขียนขอนำเสนอบทความสั้นๆของท่านดังต่อไปนี้
“คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวังจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”
“เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากอย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก
พ่อกับแม่จะแต่งงานกันถูกกฎหมายหรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญแต่สำคัญที่พ่อกับแม่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง
ในระหว่าง 2-3 ขวบแรกของผม ซึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโตในระยะที่สำคัญ ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผมได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์
ผมต้องการไปโรงเรียนพี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมสติปัญญาเรียนชั้นสูงๆขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวยหรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น
เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจว่า ตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม
บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่จะต้องมีขื่อมีแป ไม่มีการข่มขู่กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรม และเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิดและวิชาของมนุษย์ทั้งโลก และประเทศของผมจะได้มีโอกาสรับเงินทุนจากต่างประเทศมาใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ผมต้องการให้ชาติของผมได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศด้วยราคาอันเป็นธรรม ในฐานะที่ผมเป็นชาวไร่ชาวนา ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควร สำหรับทำมาหากิน มีช่องทางได้กู้ยืมเงินมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีการทำกินแบบใหม่ๆ มีตลาดดีและขายสินค้าได้ราคายุติธรรม
ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นมีส่วนในโรงงาน บริษัทห้างร้านที่ผมทำอยู่
ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์และหนังสืออื่นๆที่ไม่แพงนัก จะฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ก็ได้โดยไม่ต้องทนรบกวนจากการโฆษณามากนัก
ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมฟรี กับบริการการแพทย์รักษาพยาบาลอย่างถูก อย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใดหาหมอพยาบาลได้สะดวก
ผมจำเป็นต้องมีเวลาว่างสำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัวมีสวนสาธารณะที่เขียวชอุ่ม สามารถมีบทบาทและชมศิลปะวรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่างๆ เที่ยวงานวันลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์งานกุศลอะไรก็ได้พอสมควร
ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำดื่มบริสุทธิ์สำหรับดื่มเรื่องอะไรที่ผมทำเองไม่ได้หรือได้แต่ไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปสหกรณ์หรือสโมสรหรือสหภาพจะได้ช่วยซึ่งกันและกัน
เรื่องที่ผมจะเรียกร้องข้างต้นนี้ผมไม่เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ
ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนร่วมในสังคมรอบตัวผม ต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของชาติ
เมียผมก็ต้องการโอกาสต่างๆ เช่นเดียวกับผม และเราสองคนควรจะได้รับความรู้และวิธีการวางแผนครอบครัว
เมื่อแก่ ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา
เมื่อจะตายก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆอย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ
เมื่อตายแล้ว ยังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมก็จะพอใจในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้ให้เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่นๆบ้าง
คงไม่ยากเกินไปที่จะต้องรอ 20 ปีนะครับ







