INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ไปทอดผ้าป่าข้าวที่ภูโค้ง

images 32 edit 714599000080890

ไปทอดผ้าป่าข้าวที่ภูโค้ง
โดย พระไพศาล​ วิสาโล

นานทีจะมีโอกาสหยุดติดต่อกันหลายวันเหมือนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ใครต่อใครที่ชอบท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกชมรมฉิ่งฉับทัวร์ ขบวนคาราวานซำเหมา นักจาริกแสวงบุญ ไปจนถึงนักประวัติศาสตร์สัญจร และนักท่องเที่ยวระดับจัมโบ้เดอลุกซ์ ต่างเตรียมขึ้นเหนือลงใต้กันให้ขวักไขว่ไปหมด

จุดหมายปลายทางเป็นได้ทั้ง น้ำตก เกาะแก่ง แควน้อยใหญ่

แต่ผมกับเพื่อนๆ เลือกที่จะปีนขึ้นภู คราวนี้ไปกับขบวนผ้าป่า แต่ไม่ใช่ผ้าป่าที่เข้าใจกันโดยทั่วไป หากเป็น “ผ้าป่าข้าว” ซึ่งจัดโดยหน่วยงานยาวเป็นขบวนคือ คณะกรรมการนิสิตมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย คณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา โครงการแด่น้องผู้หิวโหย ชุมนุมพุทธศาสตร์และประเพณีธรรมศาสตร์ และชุมนุมพุทธธรรมศิริราช

ผ้าป่าข้าวเพื่อชาวบ้าน

ที่เรียกว่า “ผ้าป่าข้าว” เพราะวัตถุประสงค์และรูปแบบต่างจากผ้าป่าส่วนใหญ่ ซึ่งมักทอดเอาเงินไปสร้างโบสถ์ วิหาร ถาวรวัตถุ สร้างความโอฬารแก่วัด แต่ผ้าป่าคราวนี้ เน้นบอกบุญเอาข้าว ตลอดจนเงิน ไปช่วยเป็นทุน ทำสหกรณ์ข้าวที่ชาวบ้านร่วมกันตั้งขึ้น

วัดที่จะไปทอดนี้ อยู่ที่บ้านท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ตั้งอยู่บนเทือกเขาขนาดใหญ่ เรียกกันติดปากคนที่นั่นว่า ภูโค้ง บนภูมีถนนติดต่อกับตัวจังหวัด แต่ทางเลวมาก คดเคี้ยวและอันตราย ยิ่งฤดูฝนแล้ว ทางขาดหายไปเลย ทางเดียวที่จะติดต่อกับคนข้างล่างได้คือ ปีนลงเขา ชาวบ้านท่ามะไฟหวาน เคยมีอาชีพทำนา ปลูกข้าวไร่มาก่อน ภายหลังไม่ได้ผล ๒-๓ ปีมานี้จึงหันมาปลูกมันสำปะหลังแทน ข้าวที่เคยปลูกไว้กินก็เลยไม่มี ต้องไปหาซื้อจากหมู่บ้านเชิงเขา เดิมทีต่างคนก็ต่างซื้อ แบกข้าวสารปีนขึ้นเขากันคนละทีสองที ลำบากยิ่งนัก มาปีนี้ หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดท่ามะไฟหวาน ได้สนับสนุนชาวบ้านให้รวมตัวตั้งกองทุนซื้อข้าวทีละมากๆ โดยเช่ารถไปซื้อข้าวจากตัวจังหวัดในช่วงหน้าแล้ง แล้วมาแบ่งขายชาวบ้านในราคาพอควร ราคาข้าวก็ถูกลง ดีกว่าซื้อจากร้านในหมู่บ้าน ซึ่งราคาแพงมาก กระสอบละ ๗๐๐-๘๐๐ บาท

ช่วงหลังชาวบ้านมีโครงการขยายทุนและจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ข้าว แต่ทุนที่จะซื้อข้าวไว้กินตลอดปีจนเก็บเกี่ยวนั้น ยังมีไม่พอ ความคิดเรื่องผ้าป่าข้าว เพื่อหาข้าว หาเงินจากนอกหมู่บ้านมาสนับสนุนชาวบ้านจึงเกิดขึ้นมา

ผ้าป่าวิบาก

ฤกษ์ทอดผ้าป่าที่เหมาะที่สุดคือต้นเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นวัดหยุดทั้ง ๓ วัน ผิดไปจากนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะการคมนาคมที่นั่นค่อนข้างลำบาก นอกจากจะต้องต่อรถไม่ต่ำกว่า ๒ ช่วงแล้ว ยังต้องปีนขึ้นเขาชัน ถึงยอดแล้วยังต้องฝ่าดงมันสำปะหลังเข้าไปอีก คิดสะระตะแล้วถ้าจะไม่ให้เหนื่อยอย่างน้อยต้องใช้ ๓ วัน

แต่ทั้งๆ ที่เส้นทางทุลักทุเลอย่างนี้ คนก็ยังอาสาร่วมขบวนกันคับคั่ง รถก็มีอยู่คันเดียว ต้องขู่แล้วขู่อีกว่าปีนเขานั้นลำบากลำบนยิ่งนัก ใกล้ๆ วันเดินทาง ขนาดสำทับไปอีกว่าบนภูหนาวยะเยียบถึง ๑๑ องศาทีเดียว คนก็ยังติดต่อจองที่นั่งไม่หยุด

แต่คำขู่คงได้ผลอยู่บ้าง คนที่ไปจึงมีแต่หนุ่มสาววัยฉกรรจ์ มีคนสูงอายุเพียง ๓-๔ คนเท่านั้น

ตั้งต้นขบวนที่หน้าคณะวิทยาศาสตร์ มหิดล ตรงข้ามกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะสะดวกด้วยประการทั้งปวง ขืนไปชุมนุมพลกันที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ คงหาที่จอดไม่ได้ เพราะเสือ สิงห์ กระทิง แรด ที่รักการท่องเที่ยวทั้งหลาย แห่กันไปยึดที่นั่นเป็นที่จอดรถวุ่นวายไปหมด ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

กำหนดออก ๖.๓๐ น. แต่กว่าจะเดินทางกันได้ก็ค่อนชั่วโมงให้หลัง ต้องตามธรรมเนียมนิยมแบบไทยๆ โดยแท้ คณะจาริกแสวงบุญมีกันไม่น้อยกว่า ๕๐ ชีวิต มีทั้งพระ ข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา แม่บ้านที่แฟนธรรมศาสตร์รู้จักกันดี เช่น แม่กานดา แม่เล็ก เจ๊ขาว ก็มากับเขาด้วย

ที่ขาดไม่ได้คือกลุ่มนักศึกษาแพทย์ พยาบาล จากมหิดล และคณะละครหุ่น จากบ้านทานตะวัน มูลนิธิเด็ก เพราะมีรายการที่จะต้องไปทำที่วัด เนื่องจากคิดกันว่า ไหนๆ จะไปทั้งทีแล้ว น่าจะมีกิจกรรมที่เป็นสาธารณประโยชน์ไปร่วมกับชาวบ้าน เช่น บริการสาธารณสุข และรายการสำหรับเด็ก ที่แทรกความบันเทิงคู่ไปกับความรู้ด้านสาธารณสุขด้วย

จุดหมายอยู่บนโน้น

กว่าจะถึงชัยภูมิ ก็เกือบบ่ายโมง มองจากชานเมืองแลเห็นทิวเขาตระหง่านทาบกับเส้นขอบฟ้าอยู่ข้างหน้าแต่ไกล เราถ่ายของที่ชัยภูมิลงในรถบรรทุกของชาวบ้านที่อยู่บนภู เพราะมีรายการปีนป่ายรออยู่ข้างหน้า ของที่ไม่จำเป็นต้องนำติดตัวขึ้นเขา ก็เอาขึ้นรถหมด จากนั้นก็บ่ายหน้าไปอีก ๔๐ กม. เศษ ก็ถึงแก้งคร้อ พักกินข้าวเที่ยงที่นั่น ล้างหน้าล้างตาพอสดชื่นเสร็จก็เปลี่ยนพาหนะเป็นรถสองแถว เพราะข้างหน้าเป็นทางลูกรัง หลุมบ่อขนาดยักษ์เรียงรายไปตลอดทาง รถใหญ่เข้าไม่ได้ ต้องใช้รถเล็ก

ระยะทางจากแก้งคร้อถึงเชิงเขาเพียง ๑๐ กม. แต่กว่าจะถึงจุดหมายก็ใช้เวลาร่วมชั่วโมง อากาศอบอ้าว แดดร้อนเปรี้ยงปานหัวจะแตกและฝุ่นที่ฟุ้งกระจายทำเอาเนือยกันไปทั้งรถทีเดียว แต่พอถึงตีนเขา เห็นทางอยู่ข้างหน้าก็เกิดนึกสนุก ตื่นเต้นที่จะได้ปีนขึ้นมา

แรกๆ ก็เป็นทางลาด ไม่สู้ลำบาก เดินกันเป็นขบวน เป็นระเบียบเรียบร้อยดีนัก แต่ไม่นานทางก็แคบลงๆ และชันขึ้นเรื่อยๆ ถึงตอนนี้แถวก็เริ่มแตก ขาดตอน ป่ายปีนชนิดตัวใครตัวมันกันทีเดียว ท้ายขบวนกลายเป็นหัวขบวนอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เหนื่อยเมื่อไรก็หย่อนก้นลงข้างทาง หอบแฮ่กๆ หายเหนื่อยจึงแบกสังขารขึ้นต่อ

ดีที่แม่กานดาและแม่เล็กกับเพื่อนไปกับรถบรรทุกของที่ชัยภูมิก่อน คงเหลือแต่เจ๊ขาวที่ใจยังสู้ แต่ทั้งๆ ที่เหนื่อย ก็ยังมีอารมณ์หยอกเอินกับชาวบ้านและเพื่อนๆ ไปได้เรื่อยๆ ชาวบ้านที่นี่ขึ้นลงเป็นประจำ อาทิตย์หนึ่งหลายครั้ง จึงไม่สู้ลำบากเท่าไร บางคนแบกข้าวร่วมสิบกิโลขึ้นภูหน้าตาเฉย

กว่าจะถึงยอดภูก็เกือบเย็น มองจากช่องผาลงมาแลเห็นท้องทุ่งกว้างอยู่ในแอ่งล้อมรอบด้วยทิวเขา หน้าฝน ยามต้นข้าวแตกใบอ่อนเขียวขจี ทิวทัศน์จะงดงามและสดชื่นกว่านี้มาก ทุ่งนายามหนาวอย่างนี้จะมีให้เห็นก็แต่ซังข้าวแห้งกรอบปููลาดเป็นพื้นเหลืองไปทั่ว

ทิวทัศน์ยามเย็น

ตอนที่ขึ้นถึงยอดก็เกือบเย็นแล้ว เดิมทีกะจะลัดทุ่งตรงไปวัดเลย แต่ชาวบ้านขอให้ไปที่สถานีอนามัยก่อน เพราะจัดขบวนกลองยาวและขบวนฟ้อนรอต้อนรับตั้งแต่บ่ายแล้ว

ความที่เรามาสายนี้เอง ทำให้มีโชคได้เห็นทิวทัศน์ยามเย็นบนภูโค้งซึ่งเยือกเย็นสงบยิ่งนัก สีเขียวสดปกคลุมเนินเขาสลับท้องทุ่งเป็นช่วงๆ แลละลิ่ว มีไม้ยืนต้นปักหลั่นแซมตลอด ไกลออกไปเป็นทิวเขา เรียงเป็นฉากเข้มติดกับเขียวอ่อนของไร่มัน มีเสียงนกร้องบินกลับรังดังเป็นระยะ

เย็นย่ำกว่านั้นอีกหน่อย อาทิตย์กำลังลับทิวเขา เริ่มทอแสงทองแต้มสีให้กับเมฆเบื้องบน พอเดินผ่านเกือบจะพ้นหนองน้ำแล้ว แสงทองก็ทาบทำมุมกับดอกอ้อข้างทางเป็นรัศมีประกายอ่อนระเรื่อ

“พี่นิ พี่นิ” เสียงนุช หัวหน้าคณะละครหุ่น ดังขึ้นมา ร้องเรียกให้ช่างภาพประจำคณะชักภาพทิวทัศน์ยามเย็นตลอดทาง

พี่นิก็ดีใจหาย ถ่ายเอาๆ จนจับภาพสุดท้ายที่อาทิตย์แดงเพลิงดวงเบ้อเริ่มกำลังลับเหลี่ยมเขาไป ปล่อยให้ความหนาวเย็นย่างกรายเข้ามาแทนที่

พอถึงสถานีอนามัย สาวชาวบ้านในชุดพื้นเมืองกว่า ๒๐ คน ก็เซิ้งต้อนรับ เสียงกลองให้จังหวะชวนรำ หนุ่มต้อมกับสาวต๊ะเลยตรงเข้าไปรำกับชาวบ้าน พวกเราก็ได้แต่ปรบมือให้จังหวะ จนถึงหมู่บ้านและวัดแล้วจึงแห่กองผ้าป่ารอบศาลาวัด ๓ รอบตามพิธี

มหรสพ ประโยชน์สูง ประหยัดสุด

นี่เป็นครั้งแรกที่มีคณะผ้าป่าจากกรุงเทพฯ ขึ้นมาทอดบนภู ชาวบ้านจึงตื่นเต้น อยากต้อนรับให้สมเกียรติ อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ให้ “เสียหน้า” คนหมู่บ้านอื่นที่มาร่วมพิธีด้วย ทีแรกตั้งใจจะจัดงานให้ยิ่งใหญ่ มีมหรสพ การบันเทิง ทั้งหมอลำ ภาพยนตร์ ฟุตบอล แถมจะล้มวัวล้มควายฉลองผ้าป่ากันทีเดียว

ก่อนวันงาน พวกเราต้องขึ้นไปเจรจาหลายครั้ง ภายหลังจึงตกลงให้มีแต่รายการแสดงพื้นบ้านของชาวบ้านที่นั่นเท่านั้น ส่วนด้านอาหาร ชาวบ้านยืนยันจะล้มสัตว์ใหญ่ให้ได้ ครั้นฝ่ายเราจะขอรับผิดชอบเรื่องอาหารเองก็เกรงว่าชาวบ้านจะเข้าใจว่าเรารังเกียจอาหารของเขา

เจรจากันหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายจึงบอกกับชาวบ้านว่า ขึ้นไปคราวนี้คณะผ้าป่าขอกินมังสวิรัติ ให้เหตุผลกับชาวบ้านไปว่า ไหนๆ จะขึ้นมาทำบุญทำกุศลทั้งที ขออย่าได้เป็นเหตุให้ต้องเบียดเบียนสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เลย หาไม่แล้วจะกลายเป็นได้บาปมากกว่าได้บุญ

อธิบายอย่างนี้นั่นแหละ ชาวบ้านจึงยอมตาม จัดอาหารมังสวิรัติให้เป็นส่วนใหญ่ มีไข่เป็นหลักแต่ก็ยังใส่ปลาเข้าไปในแกงพอเป็นกระสายให้มีรสชาติกับเขาบ้าง

ความสนุกสนานบันเทิงเป็นของคู่กับประเพณีไทยมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นงานมงคล ไปจนถึงงานอวมงคล ตั้งแต่งานเกิดไปจนงานตาย ยิ่งงานกฐินผ้าป่าด้วยแล้ว ขึ้นชื่อนักในเรื่องความบันเทิง ทอดที่ไหน ชาวบ้านแทบจะสิ้นเนื้อประดาตัวกันไปทีเดียว

สมคิด อดีตมหาเปรียญ ซึ่งร่วมรายการมาแต่เริ่มจัดบอกว่า สมัยที่เป็นพระ เคยตามไปทอดกฐินที่อุบลก่อนวันงาน คณะกรรมการประกาศโฆษณาเป็นการใหญ่ คนแห่กันไปคับคั่ง ต้องขนกันถึง ๖-๗ คันรถ ข้างชาวบ้าน ความที่เห็นเป็นกฐินจากกรุงเทพฯ เกรงจะเสียหน้าก็ต้อนรับอย่างมโหฬาร เตรียมรายการฟุตบอล ดนตรี และภาพยนตร์ตามสูตร ทั้งยังมีอาหารพิเศษไว้คอยท่า พอรถมาถึงก็บริการด้วยผ้าเย็นให้ทุกคนทันที ทั้งหมดนี้ชาวบ้านออกเงินไปก่อน หมายจะเรียกเก็บเงินจากคณะกฐิน

แต่ปรากฏว่าเงินที่ได้จากการทอดกฐินมีไม่มากเท่าไร หักค่ารถ มหรสพ อาหารแล้ว มีเงินเหลือทอดให้วัดไม่กี่บาท ชาวบ้านไม่พอใจมาก เกิดปะทะคารมกับคณะกรรมการจัดกฐินเป็นการใหญ่

ผลลงเอยอย่างไร มหาสมคิดไม่ได้ว่าให้ฟัง แต่ก็เป็นอุทาหรณ์ว่า ประเพณีที่ทำกันเป็นแฟชั่นอยู่เวลานี้ นำความหายนะมากกว่าความวัฒนะ

เมื่อกลองยาวประชันกับสไลด์ธรรมะ

มหรสพที่เตรียมไว้ เริ่มหลังจากสวดพระพุทธมนต์ ด้านเหนือของศาลาวัดเป็นรำกลองยาว ด้านตะวันตกเป็นรายการฉายสไลด์สอนธรรมะโดยคณะภิกษุสงฆ์ที่หลวงพ่อนิมนต์จากจังหวัดใกล้เคียง ชาวคณะผ้าป่าแห่ไปมุงดู หนักเข้าก็ออกไปรำวง โค้งชาวบ้านคนแล้วคนเล่า ไม่มีใครออกมาสักคนก็เลยรำวงกันเองให้เป็นที่ครื้นเครง

ฆราวาสรำกันไป พระก็ประกาศธรรมะของท่านไป สไลด์ที่ฉายมีทั้งที่เป็นสารคดีธรรมะ และนิทานสอนใจ ดูท่านสนุกกับการพากย์ “หนังนิ่ง” มาก แถมยังอึดอีกด้วย เริ่มรายการก่อนกลองยาวตั้งนาน รำกลองยาวจบแล้ว ท่านยังพากย์ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๑๐ เรื่องโดยไม่พัก ชาวบ้าน เด็กเล็กเด็กน้อยก็ดูสนุกไปกับท่านด้วย นั่งสลอนประชิดจอ ใจจดใจจ่อแทบไม่ไหวติงเลยก็ว่าได้

คืนนั้น กว่ารายการธรรมหรรษาจะเลิกก็เกือบ ๒ ยาม ใครที่ยังไม่ง่วงก็คุยกันต่อหรือไม่ก็นั่งดูดาวทอแสงระยิบระยับในเดือนมืด สำหรับคนกรุงที่ไม่มีโอกาสได้ชื่นชมสีศิลป์ของธรรมชาติมากนัก เมื่อเห็นดาวพราวแพรวอย่างนี้แล้วก็เหมือนกับว่าได้อยู่ในท้องฟ้าจำลองขนาดยักษ์ดีๆ นี่เอง

ถวายองค์ผ้าป่า

เช้าวันต่อมา เป็นช่วงกำหนดถวายองค์ผ้าป่า แต่กว่าจะผ่านมาถึงตอนเช้าตรู่ได้ก็ต้องผจญกับความหนาวเหน็บมาทั้งคืน ใครที่ไม่ได้เตรียมเสื้อหนาวมาออกจะน่าสงสาร แม้กระทั่งมีเสื้อพอกตัว ๔-๕ ชั้น ก็ใช่ว่าจะได้หลับสบายในคืนอย่างนั้น คนที่สบายกว่าเพื่อนเห็นจะเป็นสนธยา ทนายหนุ่ม ซึ่งพอกเอาไขมันติดตัวขึ้นมาด้วย

เจอความเย็นยะเยียบอย่างนี้แล้ว ให้คิดถึงชาวบ้านที่ไม่มีอะไรจะทานหนาว นอกจากกองไฟที่ต้องตื่นขึ้นมาก่อกลางดึกจนรุ่งเช้า พิธีเริ่มตอน ๙.๓๐ น. เดิมจะให้มีการสวดมนต์แปลทุกขั้นตอน เพื่อคนธรรมดาสามัญจะได้รู้เรื่องตลอด แต่ติดที่เริ่มกันสาย จึงต้องร่ายภาษามคธไปตลอด คนที่สนใจพิธีกรรม ถ่ายรูปทุกขั้นตอนตั้งแต่อาราธนาศีล ให้ศีล อนุโมทนา ไปจนชักผ้า เห็นจะเป็น มาโกโตะ หนุ่มญี่ปุ่นจากองค์การอาสาสมัครญี่ปุ่น ซึ่งตามมากับคณะด้วย แกเคยทำงานกับผู้ลี้ภัยมาแล้ว พูดเขมรคล่องกว่าภาษาไทยด้วยซ้ำ แต่ก็สนใจโครงการในชนบท ใครทำอะไรที่ไหน สนใจซักถามรายละเอียดพร้อมกับเส้นทางการเดินทางเสร็จสรรพ ใช่แต่เท่านั้น ยังถ่ายรูปเปรอะไปหมดตามแบบคนญี่ปุ่น แม้กระทั่งยาที่ถวายวัดก็ยังสนใจถ่าย ไม่ถึง ๒ วัน ชักภาพไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ภาพ

แต่ถึงแม้จะซอกแซก ถามคนโน้นคนนี้นัวเนีย พอถูกซักบ้าง กลับตอบไม่รู้ไม่เห็น เฉไฉออกนอกเรื่อง กระทั่งแรงจูงใจที่มาเมืองไทย กำหนดกลับญี่ปุ่น แกก็บอกว่าไม่รู้ ทำให้น่าคิดพอๆ กับที่รู้ว่า องค์การอาสาสมัครญี่ปุ่นส่งคนมาทำงานในทุกประเทศของอาเซี่ยน ตอนนี้ในเมืองไทย นอกจากค่ายผู้ลี้ภัยแล้ว ยังมีโครงการที่สลัม ต่อไปอาจลงหมู่บ้านในชนบท ที่มาคราวนี้คงหมายจะปูทางเอาไว้

น้ำใจท่วมท้น

พิธีกรรมดำเนินถึง ๑๐.๒๐ น. ก็ถึงกำหนดถวายองค์ผ้าป่า ก่อนพิธีมีการรวบรวมเงินเป็นครั้งสุดท้าย รวมยอดสุทธิทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ได้ ๘๗,๗๔๔ บาท เฉพาะยอดที่เอามาจากกรุงเทพฯ มีประมาณ ๘๕,๐๐๐ บาทเศษ นับว่ามากกว่าที่คิดไว้มาก เดิมทีตั้งใจว่าได้เงินสัก ๒ หมื่นก็พอใจแล้ว เพราะเวลาเตรียมการมีน้อย แต่ทำไป ก็ได้รับการสนับสนุนจากคนจำนวนมาก จากคนหลายฝ่าย ทั้งพระ ข้าราชการ แม้บ้าน พนักงานบริษัทร้านค้า ทั้งยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งที่เป็นหน่วยงานศาสนา มูลนิธิอาสาสมัคร องค์การนักศึกษา หน่วยงานราชการ บริษัทร้านค้า และโรงเรียน สื่อมวลชนยังให้ความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์ ทั้งทางวิทยุ และหนังสือพิมพ์

นอกจากเงิน ยังมีการบริจาคข้าวสาร ทีแรกผู้จัดทำได้เย็บถุงขนาดย่อมให้ผู้สนใจ สะสมข้าววันละกำ เพื่อให้สหกรณ์ แต่ภายหลังผู้มีจิตศรัทธาหลายคนเห็นว่าถุงเล็กไป จึงบริจาคกันมาเป็นถัง เป็นกระสอบ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า ๑๒ กระสอบ ซึ่งมากเกินกว่าจะบรรทุกไปกับขบวนผ้าป่าได้หมด จึงทิ้งไว้ที่กรุงเทพฯ เพื่อส่งตามไปทีหลัง หากนับมูลค่าข้าวสาร และเงินที่ยังทะยอยเข้ามาเรื่อยๆ แล้ว ยอดบริจาคทั้งหมดก็ถึงแสนทีเดียว

นี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงกำลังศรัทธาของประชาชนที่จะเป็นพลังสนับสนุนให้ได้มีการประยุกต์พิธีกรรม ที่จะเอื้ออำนวยประโยชน์แก่ประชาชนและศาสนา ตามสารัตถะที่แท้จริง

หุ่นน้อยกับหมอยา

ถึงบ่าย รายการที่เตรียมไว้ก็ได้ฤกษ์ บนศาลาวัด คณะละครหุ่นเล่นเรื่อง “แฝดน้อยผจญภัย” เป็นนิทานให้ความรู้เรื่องการกินที่ถูกต้อง ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ขึ้นมากันเต็มศาลาวัดไปหมด หุ่นออกมาแต่ละตัว เป็นต้องเรียกเสียงฮาเสียงหัวเราะจากผู้ชมทั้งศาลา

เสร็จจากละครหุ่น เป็นรายการประกวดภาพวาดเด็ก ภาพของเด็กที่นี่ส่วนใหญ่เป็นภาพท้องทุ่ง ภูเขา และที่ขาดไม่ได้ คือ อาทิตย์ดวงโต ธรรมชาติเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเด็กที่นี่ไปแล้ว แต่สิ่งใหม่จากภายนอกที่เริ่มมีอิทธิพลต่อชีวิตเด็กเหล่านี้ ก็คือ มดเอ็กซ์ เด็กหลายคนวาดรูปมดเอ็กซ์ และ มดแดงอย่างสนุกสนาน มีรายหนึ่งมาแหวกแนว วาดบ้องกัญชา มีเขียง มีด ครบ

ที่โรงอาหาร กลุ่มนักศึกษา แพทย์และพยาบาล มาให้บริการสาธารณสุขแก่ชาวบ้าน คนไข้ที่มิได้ป่วยกาย หากป่วยใจ วิตกกังวลต่างๆ นานา เช่นที่ทำกินและรายได้ มีจำนวนมากผิดปกติ คนไข้ไม่น้อยทีเดียวที่ไม่ได้เป็นอะไร นอกจากปวดเมื่อยธรรมดา แต่รู้สึกตลอดเวลาว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกาย ครั้นหมอบอกว่าไม่เป็นอะไร ไม่ได้ให้ยาแกก็รู้สึกไม่พอใจ ขอให้หมอตรวจจนทั่วยืนยันจะเอายาให้ได้

ปัญหาอย่างนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชนบท ในเมื่อชีวิตของเขาประสบพบพานกับความเจ็บไข้ได้ป่วยมาตลอด อีกทั้งระบบการศึกษา และการแพทย์การสาธารณสุขแผนใหม่ก็ดูจะตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับการดำเนินวิถีชีวิตของชาวบ้าน เขาย่อมรู้สึกด้อย รู้สึกว่าร่างกายของตนอมโรคตลอดเวลา ที่จะให้เชื่อว่าตัวเองสุขภาพดีนั้น แทบจะไม่ได้นึกเอาเลย

แต่ที่ป่วยจริงๆ ก็มีอยู่ และมีอยู่มากด้วย แต่ส่วนใหญ่เป็นโรคคนจนคือเจ็บป่วยเพราะทำงานมากเนื่องจากยากจน โรคอย่างนี้รักษายากมาก แม้จะแนะนำว่าให้พักผ่อนนานๆ ก็คงจะทำไม่ได้ ทั้งๆ ที่เป็นคำแนะนำที่ตรงกับอาการที่สุด เพราะคนยากจนอย่างเขา จะเอาเวลาที่ไหนมาพักผ่อนได้

ความตายบนภูโค้ง

ตกเย็นรายการทั้งหมดก็สิ้นสุดลง เพื่อนๆ พากันไปเที่ยวป่า ห่างออกไป ๔-๕ กม. กลับมาเพื่อนเล่าให้ฟังว่าพบคนถูกยิงกลางทาง เลยต้องช่วยกันแบกไปสถานีอนามัยกัน ได้ฟังเพียงเท่านี้คิดว่าคงไม่มีอะไร เพราะอาการไม่สาหัสนัก มาภายหลังจึงรู้ว่า สถานีอนามัยช่วยอะไรไม่ได้ เพราะเสียเลือดมาก ต้องส่งไปชัยภูมิผ่าตัด มีเพื่อนตามไปด้วย ๔ คน เลยไม่เฉลียวใจอะไร

ต่อรุ่งเช้า เจอเพื่อนที่ไปกับคนไข้ ตกใจที่รู้ว่าคนไข้ตายเสียแล้ว ได้ทราบรายละเอียดว่า กว่าจะหารถไปชัยภูมิได้ก็แทบจะ “กราบตีน” เจ้าของรถกันเลยทีเดียว เพราะคนที่นี่มีความเชื่อว่า ถ้ามีคนตายบนรถจะมีแต่ความวิบัติ จึงไม่มีใครยอมขับรถไปส่งโรงพยาบาล กว่าจะหาได้ก็มืดแล้ว แถมเส้นทางก็ทุรกันดาร กระแทกตลอดทาง คนไข้เลือดออกมาก ไม่ทันถึงโรงพยาบาลก็ตาย

ใครที่เห็นอาการคนไข้แต่แรกแปลกใจ ไม่คิดว่าจะตายได้ เพราะเมื่อแรกเห็น คนไข้ยังรู้สึกตัว พูดได้มีสัมปชัญญะ ไม่ทุรนทุราย แต่นี่เพราะความเชื่อของชาวบ้านที่ฝังหัว ทำให้เสียเวลาหารถนานเกินการ ยิ่งการคมนาคมลำบากอยู่แล้ว ห่างจากจังหวัดเพียง ๕๒ กม. แต่ต้องใช้เวลาถึง ๓ ชั่วโมงจึงคลำทางไปถึง หากเขาอยู่กรุงเทพฯ หรืออยู่ในตัวเมือง คงไม่จบชีวิตง่ายๆ อย่างนี้

ข้างเจ้าของรถพอรู้ว่าคนไข้ตายก็ซึมไปถนัด เกิดอุปาทานไปต่างๆ นานา ต่อรุ่งเช้าหลวงพ่อไปเยี่ยมที่บ้าน ชี้ให้เห็นว่า ช่วยคนเจ็บนั้น แม้จะตายก็ได้บุญ ไม่ได้บาป ลุงเจ้าของรถจึงมีสีหน้าดีขึ้นบ้าง

ความเชื่ออย่างนี้ มีอิทธิพลต่อชาวบ้านอีสาน กระทั่งอัฐิของพ่อแม่ก็ไม่ยอมให้เอาเข้าบ้าน ขนาดศพของผู้บังเกิดเกล้าก็ไม่กล้าบรรทุกขึ้นรถหรือเกวียนของตน ต้องแบกหามกัน ทั้งๆ ที่รถหรือเกวียนนั้นเคยเป็นของคนตายมาก่อนก็ตาม

ตราบใดที่ความเชื่อเช่นนี้ยังฝังหัวชาวบ้านอยู่ โดยที่การสาธารณสุขและการคมนาคมยังรวมศูนย์อยู่ในเมือง ก็เป็นอันเชื่อได้ว่า ใครที่ประสบเหตุทำนองเดียวกันนี้ ย่อมมีแต่จะตายสถานเดียว แม้คนที่ป่วยไข้ด้วยโรค ซึ่งไม่รุนแรงจนเกินการรักษาพยาบาลก็อาจตายได้ด้วยเหตุผลเดียวกัน

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *