INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สงครามการค้ากับการล่าอาณานิคมยุคใหม่

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

www.INEWHORIZON.NET

สงครามการค้ากับการล่าอาณานิคมยุคใหม่

 

 

สงครามการค้าสำหรับชาวโลกไม่ใช่เรื่องใหม่ ถ้าจะนับถอยหลังไปในยุคที่ไม่ไกลเกินไปนัก โดยเกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16-ศตวรรษที่ 18 ภายใต้แนวคิดของลัทธิพาณิชย์นิยม (MERCANTILISM) ในช่วงศตวรรษที่ 16 นั้นมันอุบัติขึ้นในลักษณะการล่าอาณานิคมเพื่อยึดครองดินแดนใหม่ๆและไปกอบโกยเอาทรัพยากรในประเทศเมืองขึ้นมาใช้ในการเสพสุขของคนในประเทศ

ประเทศมหาอำนาจในยุโรปจึงแข่งกันสร้างแสนยานุภาพ และออกล่าเมืองขึ้นทางทะเล เมื่อยึดครองได้ก็กอบโกยทรัพยากรกลับไปบ้านของตน อย่างสเปนมายึดครองเม็กซิโก และพบว่ามีทองคำมากก็กอบโกยกลับไป ครั้นคนพื้นเมืองคือเอสเทคต่อต้านก็ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และยังนำโรคระบาดมาเผยแพร่เสียอีก

พอเข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 17 ฝรั่งมังค่าก็เริ่มออกมาอาละวาดแถบเอเชีย โดยเข้ามารุกรานอินเดีย และยึดครองได้ในศตวรรษต่อมา ส่วนจีนก็ถูกรุกรานและเข้ายึดครองบางส่วน โดยอังกฤษ ตามด้วยฝรั่งเศส เยอรมัน และชาติยุโรปอื่นๆ อเมริกากลัวน้อยหน้าก็ติดตามมากดดันให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศค้าขาย ซึ่งในยุคนั้นก็เน้นการค้าขายอาวุธคือปืนให้ญี่ปุ่น ซึ่งมันเป็นช่วงต่อเนื่องจากศตวรรษที่ 17-18 โดยเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นในอังกฤษ ก่อนทำให้ตะวันตกต้องการวัตถุดิบ แรงงานราคาถูก และที่ระบายสินค้า จนเกิดการแก่งแย่งและยึดครองดินแดนในเอเชียกันครั้งใหญ่ ขนาดสหรัฐฯยังขัดแย้งกับสเปนที่เป็นเจ้าทางทะเล ในการนำสงครามแย่งชิงฟิลิปปินส์จากสเปนมาได้

ในขณะเดียวกับประเทศตะวันตกก็มีการแข่งขันทางการค้าที่เข้มแข็งรุนแรงขึ้น ถึงขนาดตั้งกำแพงภาษีกีดกันสินค้าจากประเทศอื่น ทั้งในดินแดนประเทศแม่ และดินแดนอนานิคม

การแข่งขันทางการค้าและการตั้งกำแพงภาษีกีดกันทางการค้า ตลอดจนการล่าเมืองขึ้นยังคงดำเนินต่อมาด้วยการแสวงหาดินแดนใหม่ๆ อย่างเช่น อาฟริกา และความตึงเครียดเหล่านี้ก็นำมาสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ในศตวรรษที่ 20

สุดท้ายเมื่อมีการตั้งองค์การสหประชาชาติเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ จึงได้นำไปสู่การตั้งธนาคารโลก และ IMF ซึ่งก็ควบคุมโดยสหรัฐฯและยุโรป แต่เมื่อมีการกดดันจากนานาประเทศในเรื่องนโยบาย PROTECTIONISM  นั่นคือการกีดกันการนำเข้าด้วยกำแพงภาษี และพยายามผลิตเองในประเทศแม้จะใช้ต้นทุนแพงกว่าก็ตาม ซึ่งขัดแย้งกับทฤษฎีการค้าเสรี และให้ผลิตตามความชำนาญของอดัม สมิธ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษสำนักคลาสสิค จึงทำให้มีการประชุมกันระหว่างประเทศ โดยการสนับสนุนของสหประชาชาติ จึงได้ข้อตกลง GATT หรือ GENERAL AGREEMENT ON TARIFF AND TRADE ซึ่งหลักสำคัญคือ MFN (MOST FAVOUR NATION) นั่นคือถ้าเราให้สิทธิพิเศษทางภาษีกับใครมากสุด ก็ต้องให้อัตราเดียวกันกับประเทศอื่นๆด้วย

อย่างไรก็ตามในมุมมองของประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศที่พัฒนาน้อยถือว่าการค้าที่เสรีที่ประเทศตะวันตกอ้างนั้นมันเกิดประโยชน์ส่วนใหญ่กับพวกเขาเท่านั้น จึงมีการเรียกร้องให้มีการค้าที่เป็นธรรมด้วยคือ FREE TRADE AND FAIR TRADE อันนำไปสู่การจัดตั้ง UNCTAD (UNITED NATIONS CONFERENCE ON TRADE AND DEVELOPMENT) และพัฒนาไปสู่การจัดตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) ในที่สุด

แต่ประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯไม่พอใจนัก เพราะเวลาประชุมต้องเป็นแบบพหุภาคี ทำให้ตนไม่สามารถบีบประเทศเล็กๆได้

จึงพยายามหลีกเลี่ยงไปประชุมแบบทวิภาคีคือ 2 ต่อ 2 ประเทศที่อ่อนด้อยกว่าจึงไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก สหรัฐฯก็เอาเรื่องสิทธิพเศทางภาษีศุลกากรมาล่อที่เรียกว่า GSP แต่สหรัฐฯก็ยังขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง

ครั้นสหรัฐฯในสมัยประธานาธิบดีนิกส์สันได้ประกาศยกเลิกไม่อิงเงินดอลลาร์กับทองคำอีกต่อไป และทำข้อตกลงกับกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน โดยเฉพาะซาอุดิอารเบียให้ผูกพันการซื้อขายน้ำมันกับดอลลาร์ จึงเป็นที่มาของเปโตดอลลาร์ และมีผลทำให้เงินดอลลาร์ได้รับความนิยมและต้องการในการค้าขายโดยเฉพาะการซื้อขายน้ำมัน

พอมาถึงศตวรรษที่ 21 สหรัฐฯก็ยิ่งได้ใจ เพราะมีคนต้องการดอลลาร์ในการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ จึงใช้นโยบาย QE (QUANTITATIVE EASING POLICY) นั่นคือพิมพ์ธนบัตรได้ตามใจ โดยไม่ต้องอิงหลักทรัพย์ระหว่างประเทศ แต่ออกพันธบัตร (TRESURY BILL) ของตนออกมา เพื่อเป็นหลักประกัน ซึ่งมีดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำมาก แล้วสหรัฐฯก็ใช้เงินดอลลาร์ไปซื้อสินค้าในประเทศต่างๆ มาใช้บริโภคในประเทศ ดุลการค้าก็ขาดดุล ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพราะเงินดอลลาร์กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการทำการค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้สหรัฐฯได้ประโยชน์จากการใช้กระดาษเปื้อนหมึกมาซื้อสินค้า

สุดท้ายจีนและญี่ปุ่นกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯเพราะถือครองพันธบัติสหรัฐฯเป็นจำนวนมาก แถมยังมีเงินสำรองดอลลาร์อีกเพียบ

ครั้นทรัมป์มาเป็นประธานาธิบดีก็เริ่มวิตกว่าจีนจะมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจมากไปแล้ว จำต้องเตะตัดขาด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน จีนก็ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ผลก็คือทั้ง 2 ประเทศต้องซื้อสินค้าแพงขึ้น ยอดขายน่าจะลดลง

ส่วนเรื่องพันธบัตรสหรัฐฯและเงินดอลลาร์ที่จีนมีตุนเป็นจำนวนมาก เพราะค้าขายเกินดุลมาตลอด จีนจะทำอย่างไร จะเทขายก็ตัวเองจะพลอยเจ็บตัวด้วย เพราะราคาจะตกฮวบ จีนจึงคิดแผนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (ONE BELT ONE ROAD) เพื่อเอาเงินเหล่านี้ไปลงทุนในภูมิภาคต่างๆ แต่จีนก็เขี้ยวคือต้องใช้บริษัทก่อสร้างของตน และวัสดุอุปกรณ์จากตนทำให้การขับเคลื่อนยังล่าช้าอยู่ ในอีกด้านจีนก็ตกลงกับหลายประเทศที่จะใช้เงินของตนซื้อขายแลกเปลี่ยนกับเงินของประเทศนั้น ซึ่งในกรณีนี้จีนก็มีโอกาสได้เปรียบเกินดุล

ที่สำคัญจีนต้องการระบายคนของตนไปอยู่นอกประเทศ ซึ่งจะทำให้หลายประเทศมีความรู้สึกว่าเป็นภัยคุกคาม ทำให้แผนต่างๆของจีนไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ครั้นจะปล่อยเป็นเงินกู้ก็คิดดอกเบี้ยสูงกว่าญี่ปุ่น และ ADB (ธนาคารพัฒนาเอเชีย)

อย่างไรก็ตามนายทรัมป์ไม่ได้หยุดแค่สงครามการค้ากับจีน แต่ยังขยายวงออกไปถึงรัสเซีย อิหร่าน และล่าสุดคือตุรกี โดยประกาศทั้งแซงซั่นในกรณีรัสเซีย และอิหร่าน และขึ้นภาษีสินค้าเข้าจากตุรกี ทำให้ค่าเงินในแต่ละประเทศตกต่ำอย่างมาก ล่าสุดตุรกีต้องบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากจีน การ์ต้า จึงพอพยุงตัวรอดไปได้ ไม่ต้องพึ่ง IMF เพราะตุรกีไปกู้เงินระยะสั้นมาลงทุนระยะยาวเหมือนไทยสมัยต้มยำกุ้ง

แล้วสหรัฐฯได้อะไรจากการเปิดสงครามการค้ากับหลายประเทศ เพราะดูแล้วมีแต่เสียหายเจ็บตัวทั้งคู่ แต่เป้าหมายของทรัมป์ไม่ใช่การค้า แต่ใช้การค้าเป็นเครื่องมือทางการเมือง กดดันประเทศต่างๆ เช่น กดดันอิหร่านให้เศรษฐกิจทรุด ประชาชนเสื่อมศรัทธาในรัฐบาล สหรัฐฯก็จะให้ขบวนการที่ตนจัดตั้งปลุกม็อบเพื่อล้มรัฐบาล หรือก่อจลาจลแล้วส่งกองกำลังเข้าไปเป็นสงครามกลางเมืองแบบซีเรีย ส่วนตุรกีนั้นสหรัฐฯต้องการกดดันให้ตุรกีหันกลับมาอยู่กับตน เพราะระยะหลังตุรกีเอนเอียงไปเข้ากับรัสเซียและตีตัวออกห่างจากนาโต้ ขนาดสั่งซื้อมิสไซด์ S 400 จากรัสเซีย ทั้งๆที่เป็นสมาชิกนาโต้

สำหรับประเทศไทยในฐานะที่จะเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนในสิ้นปีนี้ สหรัฐฯต้องการให้ไทยเป็นหัวหอกในการแซงซั่นอิหร่าน ทั้งนี้เป้าหมายหลักคือสิงคโปร์ เพราะสิงคโปร์ซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่าน แต่บีบสิงคโปร์ยากหน่อยเพราะสิงคโปร์กลายเป็นตัวแทนนายหน้าในการลงทุนและการเงินของจีนในภูมิภาคไปแล้ว

ไทยเองก็คงต้องลำบากใจมากหากสหรัฐฯบีบคั้นทางการค้า เพราะเราค้าขายเกินดุลสหรัฐฯมาโดยตลอด ส่วนการค้ากับจีนเราก็ขาดดุลกับจีนมาตลอดเช่นกัน

จะหวังว่าจีนจะมาชดเชยส่วนขาดดุล 2-3 แสนล้าน ที่จะขาดจากสหรัฐฯคงลำบาก แถมการขาดดุลการค้ากับจีนก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นมาโดยตลอดเป็น 3-4 แสนล้านแล้ว ในแง่การลงทุนโดยตรง FDI จีนก็มาลงทุนในไทยน้อยมาก เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และส่วนใหญ่ก็เป็นการมากว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งไม่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

แต่ถ้าเรายอมตามสหรัฐฯ คนอย่างนายทรัมป์ได้คืบเอาศอก เราก็จะถูกบีบไปเรื่อยๆ จนกลายสภาพเหมือนเมืองขึ้นสหรัฐฯโดยปริยาย และนี่ก็จะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการล่าเมืองขึ้นสมัยใหม่ ด้วยสงครามการค้า

อนึ่งสหรัฐฯยังต่อรองกดดันบริษัทในยุโรปให้สนับสนุนการแซงซั่นของตนด้วย ถ้าไม่ทำตามก็จะถูกแบนไม่ให้ค้าขายกับสหรัฐฯ ดูไปแล้วก็เหมือนหมาบ้าแต่บังเอิญมันตัวใหญ่เลยเดือดร้อนไปทั่ว

ส่วนทรัมป์จะได้คะแนนนิยมจากคนมะกันที่อยู่ภายในประเทศไม่ติดทะเลเพราะคนพวกนี้ไม่ค่อยรู้เรื่องภายนอกนัก แต่ต้องการให้เมกาใหญ่แสดงบทนักเลงที่คนต้องกลัว ทรัมป์ก็เลยเล่นบทให้ถูกใจเป็นมาโซ่แมนไปเลย  เลือกตั้งอีกครั้ง ถ้าไม่ถูกปลดด้วยไปทำผิดอะไรเสียก่อน ทรัมป์ต้องได้อีกแน่ เพราะนอกจากจะถูกใจคนมะกันจำนวนมากแล้ว ยังถูกใจรัฐบาลเงา (DEEP STATE)เป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ยิ่งก่อความวุ่นวายให้กับโลกมากเท่าใด อาวุธยิ่งขายได้มากขึ้น มันจึงเป็นของมันด้วยประการฉะนี้

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com