ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (54)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (53)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
ต่อ….
ยังไม่ต้องคำนึงถึงผลกระทบอื่นๆ ทั้งปวง ในทำนองเดียวกัน ผู้หนึ่งที่เขาหลงรักโลก ย่อมไม่สามารถปกป้องเขาให้พ้นจากบาปกรรมต่างๆ ได้
ฉันขอบอกความจริงกับพวกเจ้าว่า ช่างเป็นความโชคดีของผู้ที่เขาไม่ได้หลับอย่างลึกๆ บนเตียงนอนของพวกเขาในยามกลางคืน เพื่อการเคารพสักการะต่อพระผู้อภิบาลของเขา จะมีแสงสว่างอันเป็นนิจนิรันดร์ได้ถูกเก็บรักษาไว้ให้กับพวกเขา ณ โลกปรภพ เพราะพวกเขาได้ยืนขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของรัตติกาลบนเท้าทั้งสองข้างของพวกเขาในมัสยิด และเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ และร่ำไห้เพื่อหวังจะได้รับความปลอดภัยจากความยากลำบากและความเจ็บปวดรวดร้าวของวันตัดสินพิพากษา
ฉันขอบอกความจริงกับพวกเจ้าว่า โลกนี้เป็นทุ่งนาที่ซึ่งผู้คนหว่านทั้งที่ดีและเลว เช่นเดียวกันกับทั้งที่หวานและที่ขม ในปรโลกนั้นผลลัพธ์ของความดีจะไม่มีอะไรเลยนอกจากความดี และผลลัพธ์ของความชั่วร้ายนั้นจะไม่มีอะไรเลยนอกจากความเจ็บปวดและความทนทุกข์ทรมาน
ฉันขอบอกความจริงกับพวกเจ้าว่า ผู้คนที่เฉลียวฉลาดนั้นย่อมได้รับการชี้นำตักเตือนจากสถานะของความโง่เขลาเบาปัญญา และผู้ที่ไม่ฉลาดนั้นจะมาสำนึกได้ก็เพียงเมื่อ การเข้าใจไม่มีประโยชน์อะไรกับพวกเขาแล้ว
ฉันขอบอกความจริงกับพวกเจ้าว่า โอ้ บรรดาผู้เป็นข้าทาสของโลกนี้ เมื่อมีการนำเอาข้อบกพร่องต่างๆ ของพวกเจ้ามาเปิดเผยให้เจ้าได้เห็นกัน พวกเจ้าก็จะรู้สึกไม่สบายใจและถึงกับล้มป่วย และพวกเจ้าจะรู้สึกยินดีปรีดา เมื่อมีสิ่งดีๆ บางอย่างพูดถึงเกี่ยวกับเจ้า ซึ่งจริงๆ แล้วก็มิได้มีอยู่ในตัวของพวกเจ้า จงจดจำไว้ให้ดีว่า ซาตานมิได้สร้างบ้านสักหลังหนึ่งให้กับตัวของมัน ณ ที่ใดๆ ดังที่มันได้สร้างขึ้นดังเช่นในหัวใจของพวกเจ้า จงระวังให้ดีว่า อัลลอฮ์ทรงมอบโลกนี้ให้กับพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้ดิ้นรนบนโลกนี้ เพื่อปรภพของพวกเจ้า มิใช่ทำให้พวกเจ้าอยู่อย่างมิต้องกังวลอะไรกับโลกหน้า พระองค์โปรยปรายความไพศาลต่างๆ ของพระองค์ให้ในโลกนี้ เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ตระหนักว่า อัลลอฮ์ทรงช่วยเหลือพวกเจ้าในการเคารพสักการะพระองค์ด้วยเพราะเหตุนั้น มิใช่ไปช่วยเหลือพวกเจ้าให้กระทำบาปต่างๆ พระองค์ทรงมีบัญชามาให้พวกเจ้าเชื่อฟังปฏิบัติตามพระองค์ในโลกนี้ มิใช่ให้ฝ่าฝืนละเมิดพระองค์ และหันห่างไปจากพระองค์ พระองค์ทรงขอพวกเจ้าอย่างเน้นย้ำให้ดิ้นรนเพื่อการหารายได้เลี้ยงชีพอย่างถูกทำนองคลองธรรมและจงอย่าหารายได้มาอย่างผิดๆ ในทางที่มิชอบ พระองค์ทรงขยายปัจจัยยังชีพของพระองค์ออกไปอย่างกว้างขวาง เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้กระทำการดีต่อกันและกัน มิใช่เพื่อเป็นการสร้างศัตรูและประสงค์ร้ายต่อกัน
ฉันขอบอกกับพวกเจ้าอย่างจริงๆ ว่า พวกเจ้าทุกคนหวังที่จะได้รับรางวัลและความไพศาลของโลกหน้า แต่ผู้ที่จะได้รับมันนั้นก็มีเพียงผู้ที่พยายามดิ้นรนเพื่อมันเท่านั้น ฉันขอบอกความจริงกับพวกเจ้าว่า ต้นไม้จะเกิดความสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมันให้ผลที่ดี ในทำนองเดียวกัน ศาสนาก็จะสมบูรณ์ได้ ก็ด้วยการโยนสิ่งที่ไม่ชอบธรรมทิ้งไป ฉันขอบอกความจริงกับพวกเจ้าว่าเมล็ดพันธุ์จะไม่เจริญเติบโต นอกเสียจากว่าจะมีน้ำและดินร่วมกัน ในทำนองเดียวกันศรัทธาก็จะไม่ดำรงอยู่อย่างมั่นคงได้เลย นอกเสียจากว่าจะต้องมีความเข้าใจและการประพฤติปฏิบัติเท่านั้น
ฉันขอบอกความจริงกับพวกเจ้าว่า ดังที่น้ำจะดับเพลิงได้นั้น ความอดทนและอดกลั้นจึงจะดับความพิโรธของพระเจ้าได้ ฉันขอบอกกับพวกเจ้าอย่างจริงๆ ว่า เพลิงและน้ำย่อมไม่สามารถรวมอยู่ด้วยกันได้ในภาชนะหนึ่ง ในทำนองเดียวกันวิทยาปัญญากับวาจาที่ต่ำทราม ย่อมไม่สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้ในวิญญาณดวงเดียวกัน ฉันขอบอกความจริงกับพวกเจ้าว่า ฝนตกไม่ได้ดอกหากไม่มีเมฆ ฉันใดก็ฉันนั้น กิจกรรมหนึ่งที่เป็นที่พึงพอพระทัยของอัลลอฮ์ย่อมไม่สามารถออกมาจากหัวใจดวงหนึ่งที่ไม่สะอาดและไร้คุณธรรมได้
ฉันขอบอกความจริงกับพวกเจ้าว่า ดังที่ดวงอาทิตย์ทำให้ทุกสิ่งสว่างไสว เช่นเดียวกัน และคุณธรรมและความยำเกรงในอัลลอฮ์เป็นรากของวิทยาปัญญา และสัจธรรมและความเที่ยงธรรม คือจุดผ่านเข้าไปสู่ทุกสิ่ง ความเมตตาปรานีของอัลลอฮ์ ก็คือการก้าวไปสู่ความสัตย์จริง และความตรงไปตรงมาและกุญแจของความเมตตาปรานีของอัลลอฮ์ก็คือบรรดากุศลกรรมและการร่ำไห้ต่อพระพักตร์ของพระองค์ ประตูบานหนึ่งจะเปิดออกมาได้อย่างไรเล่าหากไม่มีกุญแจของมัน
ฉันขอบอกความจริงกับเจ้าว่า คนที่ชาญฉลาดนั้นย่อมปลูกต้นไม้ที่เขาชอบและขี่ม้าตัวที่เขาโปรดเท่านั้น ฉันใดก็ฉันนั้นผู้ศรัทธาที่มีสติปัญญา ย่อมกระทำเพียงกิจกรรมเหล่านั้นที่เขาชอบเพื่อพระผู้อภิบาลของเขาเท่านั้น
ฉันขอบอกความจริงกับเจ้าว่า ดาบเล่มหนึ่งจะทำหน้าที่ของมันได้อย่างดี ถ้าหากมันถูกกลับให้คมกริบ ในทำนองเดียวกัน วาจาที่แหลมคมทำให้วิญญาณคมกริบ และทำให้มันส่องประกายอีกด้วย วาจาที่หลักแหลมทำให้หัวใจของผู้เป็นปราชญ์มีชีวิตชีวา เฉกเช่นเดียวกันกับน้ำทำให้แผ่นดินที่ตายแล้วกลับคืนชีวิต วิทยาปัญญาเป็นเหมือนแสงสว่างสำหรับวิญญาณอันชาญฉลาด ด้วยสิ่งนี้เขาสามารถเดินไปได้ในหมู่ผู้คนท่ามกลางความมืดมิด
ฉันขอบอกความจริงกับพวกเจ้าว่า ถือเป็นความยากลำบากที่จะทำให้ผู้หนึ่งเข้าใจในสัจธรรม ในขณะที่เขาไม่ต้องการจะเข้าใจ มากกว่าการย้ายภูเขาสักลูกหนึ่งให้ไปอยู่ในอีกที่หนึ่ง การพยายามจะทำให้บุคคลดังกล่าวนี้มีความประทับใจด้วยกับสัจธรรม เสมือนหนึ่งเป็นการสับก้อนหินในน้ำเพื่อให้มันนิ่ม เป็นประดุจดังการยกอาหารไปยังสุสานแห่งหนึ่งเพื่อไปเลี้ยงอาหารให้กับคนตาย โชคดีสำหรับพวกที่เขากริ่งเกรงที่จะพูดในเรื่องไร้ประโยชน์เพราะมันทำให้อัลลอฮ์พิโรธ เขาไม่เคยหวังที่จะได้ยินคำพูดที่ดีๆ ของผู้อื่น จนกว่าเขาจะเข้าใจในกุศลกรรมที่ดีของพวกเขา นับเป็นความโชคดีสักขนาดไหนของผู้หนึ่งที่เขามีความเคารพต่อบรรดาผู้รู้ เพราะเล็งเห็นถึงความรู้ของพวกเขา และรังเกียจความโง่เขลาของพวกเขาอันเนื่องมาจากความโง่เขลาของพวกเขา และไม่ชอบที่จะอยู่ร่วมกับพวกเขา แต่กระนั้นก็ให้พวกเขาเปิดใจนั่งใกล้ๆ ตัวเขาเพื่อให้สอนวิชาความรู้ให้กับพวกเขา
ฉันขอบอกความจริงกับพวกเจ้าว่า โอ้ผู้เป็นสาวกของฉัน ในวันนี้พวกเจ้าเป็นประดุจดังผู้มีชีวิตอยู่ในหมู่คนตาย(และกระนั้น)แต่พวกเจ้ากำลังจะตายอยู่ในความตายของบรรดาผู้มีชีวิตอยู่เหล่านั้น ผู้ยังคงหันห่างจากอัลลอฮ์อันเนื่องจากกิเลสตัณหาของพวกเขา
อีซากล่าวว่า “พระองค์ผู้ทรงเกรียงไกรตรัสว่า ข้าทาสผู้ซื่อสัตย์ของข้าต่างตกอยู่ในความเศร้าสร้อย อันเนื่องมาจากความจริงที่ว่า ข้าได้เคลื่อนโลก(ทรัพย์สินของโลก)ออกไปจากเขา ถึงแม้สภาพการณ์เช่นนี้ของเขาจะเป็นที่รักที่สุดของข้าและในสถานะเช่นนี้เขาก็จะได้อยู่ใกล้ชิดกับข้าที่สุดก็ตาม และเขารู้สึกมีความสุขเมื่อข้าเปิดโลกนี้ให้กับเขา ถึงแม้ข้าจะรังเกียจสถานภาพเช่นนี้ก็ตาม และผู้คนดังกล่าวนี้ จึงอยู่ห่างไกลไปจากข้าอย่างมากมาย”
ตามรายงานจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ อิมาม อัศศอดิกกล่าวว่า อีซาได้กล่าวคำเทศนาไว้ครั้งหนึ่งต่อหน้าชาวอิสราเอล โดยกล่าวว่า “โอ้ ผู้คนชาวอิสราเอลเอ๋ย จงอย่าได้กล่าวคำพูดที่เป็นวิทยาญาณต่อหน้าผู้ที่โง่เขลา เพราะมันจะถือเป็นการกระทำทารุณกรรมต่อพวกเขา จงอย่าได้ช่วยเหลือสนับสนุนผู้กดขี่ในการกระทำการกดขี่ของเขา หาไม่แล้ว ความยิ่งใหญ่และความจำเริญของเจ้าจะหายลับไป”
ในวาระที่น่าเชื่อถือได้อีกบทหนึ่งรายงานว่า อิมาม อัศศอดิกกล่าวไว้ ครั้งหนึ่ง ฮะวารีส กล่าวกับอีซาว่า “โอ้ พระอาจารย์ผู้ทรงคุณธรรม! จงบอกกับพวกเราเถิดว่า สิ่งใดที่เป็นสิ่งที่มีความร้ายแรงอย่างที่สุด ท่านกล่าวตอบว่า “สิ่งที่รุนแรงที่สุดในมวลหมู่สิ่งที่รุนแรงทั้งหลายก็คือ ความพิโรธของอัลลอฮ์”
พวกเขาจึงถามต่อไปว่า “ผู้หนึ่งจะปกป้องตนเองจากความพิโรธของอัลลอฮ์ได้อย่างไร
“จงอย่าได้ทำหน้าบึ้งตึงกับบรรดาข้าทาสของพระองค์”
“การทำหน้าบึ้งตึงนั้นมีอะไรเป็นต้นเหตุ นั่นคือ มันเริ่มต้นขึ้นมาได้อย่างไร ?”
“ก็โดยการบังเกิดความหยิ่งทนงและยะโสโอหัง และพิจารณาเห็นว่าผู้อื่นนั้นต่ำต้อยน้อยค่า”
ในวาระอีกบทหนึ่งที่น่าเชื่อถือได้ ซึ่งบันทึกมาจากแหล่งเดียวกันดังว่า อีซามักจะบอกกล่าวกับบรรดาสาวกของเขาว่า “โอ้ ผู้เป็นบุตรหลานของอาดัมเอ๋ย จงวิ่งหนีไปจากโลกนี้และจงทำให้บรรดาหัวใจของพวกเจ้าว่างเว้นจากความรักโลก เพราะมันไม่เหมาะสมกับพวกเจ้าเลย และพวกเจ้าจะไม่เหมาะสมกับมันเช่นกัน โลกนี้เป็นความหลอกลวงและเป็นสาเหตุของความหายนะอย่างใหญ่หลวงนานัปประการ คนที่ถูกโกงคือคนที่ถูกโลกนี้หลอกลวงคนที่ขาดทุนคือ คนที่เขาพึงพอใจเอากับโลกนี้ คนที่ถูกทำลายล้างก็คือคนที่รักโลก และพึงปรารถนาที่จะได้จากมัน ดังนั้นจงขออภัยโทษต่อพระพักตร์ของพระผู้ทรงสร้างของพวกเจ้าเถิด และจงหันห่างจากความพิโรธของผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพของพวกเจ้า และจงยำเกรงในวันนั้นซึ่งทั้งบิดาก็ไม่สามารถจะไถ่แทนให้กับบุตรชายของเขา และบุตรชายของเขาก็ไม่สามารถจะไถ่แทนให้บิดาของเขาได้เช่นกัน
บรรพบุรุษของพวกเจ้าอยู่ ณ หนใด มารดาของพวกเจ้าอยู่ ณ หนใด พี่น้องชายหญิงของพวกเจ้าอยู่ ณ หนใด ลูกๆ ของพวกเจ้าอยู่ที่ไหนกัน บรรดาผู้รับสนองโองการแห่งพระราชอำนาจ ได้เรียกพวกเขามาสู่ปรภพ พวกเจ้าต่างยอมรับในคำเชิญนั้นและจึงเสียชีวิตลง ผู้คนต่างมอบพวกเขาให้ผืนดินและพวกเขาทั้งหมด



