ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (62)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (62)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
ต่อ….
เป็นพิธีเมื่อปี 839 จักรวรรดิ์อัสซีเรียจึงหยุดแทรกแซงในภูมิภาคตะวันตกเป็นเวลามากกว่า 30 ปี ฮาซาเอลจึงถูกปล่อยไว้ให้เป็นอิสระเพื่อดำเนินตามความมุ่งหวังที่จะได้เป็นจักรพรรดิ์แห่งอะรัม พระองค์เข้าปราบปรามอิสราเอลและฟิลิสเทีย และจึงกำหนดการจ่ายบรรณาการอย่างหนักให้กับอาณาจักรยูดา และเมื่อราวๆปี806 พระองค์จึงสิ้นพระชนม์ไปก่อนการรุกรบของอดาดนิรารีที่สาม ที่กระทำต่อดามัสกัสในปีเดียวกันนี้เพียงเล็กน้อย
806–732 การล่มสลายของ อะรัม เบน ฮะดัดที่สอง(มารี ราวๆ806-750) ไม่สามารถจะผนึกเอาจักรวรรดิ์อาราเมียนของฮาซาเอลเอาไว้ด้วยกันทั้งหมดได้ ในช่วงต้นๆของการครองราชย์ของพระองค์ พระองค์ทรงนำกองทัพผสมของบรรดากษัตริย์ทางภาคเหนือของซีเรียกองทัพหนึ่งเพื่อการสู้รบกับซาคิร กษัตริย์แห่งฮามัธ แต่ไม่สามารถเอาชนะพระองค์ได้ โจฮัชแห่งอิสราเอลจึงสู้รบเพื่อให้หลุดพ้นจากการควบคุมของดามัสกัส และภายหลังการครองราชย์ของ เยโรโบอัมที่สอง(783-748) ดามัสกัสและเช่นเดียวกับฮามัธ จริงๆแล้ว กลับกลายเป็นเมืองขึ้นของอิสราเอล เนื่องจากทางการล่มสลายของดามัสกัส รัฐอาราเมียนทางภาคเหนือจึงยืนขึ้นเป็นแนวหน้า นั่นคือ อัรพัด หรือ บีท อะกูซีมาเทียล ผู้ซึ่งหลังจากต้องตกเป็นประเทศราชแต่ในนามของอัสสูร นีรารีที่5 เมื่อปี 755 จึงตระบัดสัตย์ โดยนำรัฐอาราเมียนไปทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับคูเมค ผู้ซึ่งเป็นพันธมิตรของอุรารตุ และเป็นศัตรูที่ทรงอำนาจมากที่สุดของอัสซีเรีย ทิกลัท-ปิเลเสอร์ที่สาม(745-727)กำชัยชนะไว้เหนือบรรดาพันธมิตรของอุราร์เทียน ณ อัรพาด เมื่อปี 743 ภายหลังจากการล้อมเมืองอยู่นานสามปี อัรพาดจึงยอมจำนน อะซาริอะฮ์แห่งยูดา ผู้ทรงเป็นกษัตริย์ที่แข็งแกร่งที่สุดที่หลงเหลืออยู่ในซีเรีย-ปาเลสไตน์
กลายมาเป็นผู้นำของกองทัพผสมนี้ พระองค์ต้องประสบกับความปราชัยไปเมื่อก่อนปี 738 เพียงเล็กน้อย ในปี 734 พีคะฮ์แห่งอิสราเอล และเรซินราชโอรสของเบน ฮะดัดที่สอง มีความพยายามที่จะเดินทัพไปยังรัฐต่างๆ ของอาราเมียนที่หลุดจากอำนาจของซีเรียอีกครั้งหนึ่ง อะฮัซผู้ซึ่งซื่อสัตย์ต่อการเป็นรัฐเอกราชเพียงในนามของอัสซีเรีย ได้ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเป็นกองทัพผสม และเมื่อต้องถูกกษัตริย์ทั้งสองพระองค์เข้าโจมตี จึงร้องขอไปยังอัสซีเรียให้มาช่วยเหลือ ทิกลัท-ปิเลเสอร์ จึงทำให้อิสราเอลและดามัสกัสต้องถูกทิ้งร้าง ราชอาณาจักรทั้งหมดของอะรัม-ดามัสกัส จึงถูกสับแบ่งไปเป็นจังหวัดต่างๆของอัสซีเรีย(732) วาระนี้จึงถือเป็นวาระสุดท้ายอันสมบูรณ์ของอะรัมในการมีอยู่จริงทางการเมือง
บทที่ 6
ชาวโฟนีเซียน 1100-332 ก่อน ค.ศ.
1100–888 การขึ้นสู่อำนาจของ สิโดเนียน ชาวโฟนีเซียนยังไม่ได้ทันฟื้นจากการถูกโจมตีได้อย่างเต็มที่นัก ซึ่งเป็นผลให้เมืองต่างๆของพวกเขาถูกล้างผลาญ และแผ่นดินเก้าในสิบของพวกเขาต้องถูกปล้นสะดมเอาไป จวบจนกระทั่งเริ่มต้นของศตวรรษที่10 พวกเขาต้องหันไปสู่ทะเลมากกว่าที่เคยมีมา ขยายเส้นทางการค้าของพวกตนและจัดตั้งอาณานิคมต่างๆทางการค้าขึ้น การขยายตัวของพวกเขาไปสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บางทีเกิดขึ้นหลังจากจากกษัตริย์เดวิดได้ทำลายอำนาจของจักรวรรดิ์ฟิลิสทีนลงแล้ว เมื่อตอนเริ่มต้นศตวรรษที่10 ก่อน ค.ศ. การจัดตั้งอาณานิคมก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วปรากฏขึ้นชัดบนเกาะไซปรัสเป็นแห่งแรก การกระจายไปยังซิซิลี ซาร์ดิเนีย ถึง ยูสิกา บนชายฝั่งแอฟริกาและไปจนถึงสเปนในที่สุด มีหลักฐานทางโบราณคดีว่าการขยายตัวไปถึงสเปนนั้นไม่ล้าไปกว่าศตวรรษที่ 9 และบางทีถูกทำให้เป็นอาณานิคมในช่วงต้นของปี 950 การพัฒนาเฉพาะพิเศษนี้ของชาวโฟนีเชียในฐานะเป็นชาวทะเลนั้น ต้องมอบให้กับกษัตริย์ฮิรามที่1 ของไทร์(969-936)และพระราชบิดาของพระองค์คือ อบีบาอัล ไทร์ ที่ถูกสร้างขึ้นบนเกาะหนึ่ง ถือเป็นท่าเรือที่มีการป้องกันอย่างเยี่ยมยอด ภายหลังจากที่ได้มีการค้นพบอีกครั้งหนึ่งโดยชาวมาสิโดเนียนในศตวรรษที่ 12 มันจึงกลายเป็นเมืองหลวงของรัฐ มาสิโดเนีย อย่างรวดเร็ว ฮิรามจึงปกครองมาสิโดเนียในยุคที่ถือว่าเจิดจรัสที่สุดของประวัติศาสตร์โฟนีเชีย พระองค์เป็นบุคคลร่วมสมัย รุ่นน้องของกษัตริย์เดวิด (1000-961) ผู้ซึ่งฮิรามเองได้เข้าร่วมเป็น
สันนิบาตด้วย พันธสัญญาของพระองค์ที่ทำกับอิสราเอลยังคงยืนยงอยู่จนถึงยุคสมัยของกษัตริย์โซโลมอน เมื่ออิทธิพลของโฟนีเชียที่มีต่ออิสราเอลมาถึงระดับสูงสุดของมัน ดังนั้นคนงานของฮิรามจึงออกแบบและก่อสร้างวิหารแห่งโซโลมอน ราชอาณาจักรของฮิรามและโซโลมอน ได้เข้าร่วมกันในกองเรือโดยแล่นผ่านเข้าไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และในมหาสมุทรอินเดีย ที่สำคัญโดยเฉพาะพิเศษก็ือกองเรือตรัชชิช มีเรือวิ่งเชื่อมต่อกับเหมืองแร่และศูนย์กลางการถลุงแร่กับท่าเรือต่างๆในดินแดนลีวานท์ การครองราชย์ของกษัตริย์ฮิรามแห่งรัฐมาสิโดเนียนขยายตัวออกไปทางทิศใต้สู่ภูเขาคาร์เมล ทิศเหนือสู่อัรวาด ทำให้โฟนีเชียเป็นปึกแผ่น อย่างไรก็ตามราชวงศ์ของ
บรรดาประเทศราช ยังคงเข้าปกครอง ณ บายบลอสและอัรวาดสืบต่อไป ในช่วงสมัยนี้จากบรรดากษัตริย์แห่งบายบลอส มีการจัดทำคำจารึกต่างๆ ลัสโคโฟกัสของฮิราม(ราวๆ1000)จัดเตรียมขึ้นโดยราชโอรสของพระองค์ นามว่า อิตโตบาอัล(ราว975) และคำจารึกต่างๆที่เป็นการอุทิศให้ของ ยิฮิมิลค์(ราว950) อบี บาอัล (ราว930) อีลิ บาอัล (ราว 920) และของชิปิท บาอัล(ราว900) เรารู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นถึงบรรดาผู้สืบทอดราชบัลลังก์ฮิราม นั่นคือ บาอัล เมซเซอร์ที่ 1 (935-919) อับดาซตาร์ท (918-910) อัซตาร์ท(909-898) อัสตารตรอม (897-889) และ พิลเลส(888)
887–856 อิตโตบาอัล เป็นพระประจำอยู่ที่เอสตรเต หากเมื่อว่าตามประเพณีที่เล่าขานกัน เขาเป็นผู้สังหารพิลเลส เพื่อเริ่มการจัดตั้งราชวงศ์ใหม่ ออมรี แห่งอิสราเอลทรงจัดการอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าหญิงเลเซเบลราชธิดาของอิตโต บาอัล กับเจ้าชายอะฮับราชโอรสของพระองค์ อาจเป็นไปได้ว่า อิตโต บาอัลมีความเกี่ยวข้องในทางการสมรสกับวงศานุวงศ์ของ เบน ฮะดาด ที่ 1 ศาสนาและวัฒนธรรมของชาวโฟนีเชีย จึงมีอำนาจอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อทั้งสะมาเรียและดามัสกัส
855–774 บาอัล อะซอร (855-850) ขึ้นสืบราชบัลลังก์แทนอิตโตบาอัล และต่อมาจึงติดตามมาด้วยกับบาอัล มัซเซอร์ที่2 (844-830) ผู้ซึ่งต้องจ่ายบรรณาการให้กับชัลมะนีเชิรที่3 เมื่อปี 842 กษัตริย์มินทิน(829-821) จึงขึ้นสืบราชบัลลังก์สืบต่อมา และจากนั้นจึงเป็นพุมยาตัน (พิกมาเลี่ยน 820-774) มีประเพณีเล่าขานไว้ว่า อีลิซชาพระขนษฐาของกษัตริย์พิกมาเลี่ยน หลบหนีออกไปจากเมืองไทร์ และจึงทรงสร้างนครคาร์เทจขึ้นในปีที่เจ็ดของการครองราชย์ของกษัตริย์พิกมาเลี่ยน(814) หากมิใช่เป็นเรื่องตำนานแล้ว ระยะเวลาของการสถาปนาก็ดูเหมือนจะดูแม่นยำดี
774–701 ฮิรามที่2 ส่งบรรณาการให้กับทิกลัท-ปิเลเสอร์เมื่อปี..


