INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์?

1243143431533163163

ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์?

วิเคราะห์เกมผลประโยชน์ทับซ้อน หากสหรัฐฯ ถล่มโครงสร้างพื้นฐานอิหร่าน และเตหะรานตอบโต้ด้วยการเผาพลังงานอ่าวเปอร์เซีย

เมื่อสมรภูมิพลังงานกลายเป็นเกมผลรวมติดลบ — และผู้ชนะตัวจริงมักไม่ใช่คู่สงคราม

ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล

 

บทนำ: จากคำขู่สู่ความเป็นไปได้จริง

ณ ต้นเดือนสิงหาคม 2569 สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาอยู่ในจุดที่คุ้นเคยแต่อันตรายยิ่งกว่าเดิม รายงานจากสื่อสหรัฐฯ ระบุตรงกันว่าวอชิงตันและอิสราเอลกำลังเตรียมปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา หลังข้อตกลงหยุดยิงที่ทำไว้เมื่อเดือนก่อนล่มลงจากข้อพิพาทเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ ฝ่ายอิหร่านตอบโต้ด้วยหลักการ “ตาต่อตา” ประกาศแผนโจมตีโครงสร้างพลังงานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย และเผยแพร่รายชื่อเป้าหมายที่ขีปนาวุธอิหร่านสามารถเข้าถึงได้ ครอบคลุมทั้งซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และยังมีจอร์แดนที่เป็นฐานทัพสำคัญของสหรัฐ

นี่ไม่ใช่สมมติฐานลอยๆ อีกต่อไป แต่เป็นสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงมาแล้วอย่างน้อยสองรอบในปีนี้ — ทั้งช่วงมีนาคมที่อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สและอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงถล่มโรงกลั่นและโรงแยกก๊าซในซาอุฯ กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และรอบปัจจุบันที่กำลังจะทับซ้อนขึ้นอีกครั้ง คำถามที่มีความหมายเชิงยุทธศาสตร์มากกว่า “ใครจะชนะ” คือ ใครกันแน่ที่จะได้ประโยชน์สุทธิจากวงจรการทำลายล้างนี้ — และคำตอบนั้นซับซ้อนกว่าที่วาทกรรมสงครามทั้งสองฝ่ายพยายามนำเสนอ

กรอบการวิเคราะห์: แยกผลประโยชน์เชิงยุทธวิธีออกจากเชิงโครงสร้าง

การตอบคำถาม “ใครได้ประโยชน์” ต้องแยกสามระดับออกจากกันอย่างชัดเจน หนึ่งคือผู้ที่ได้ประโยชน์ในสนามรบโดยตรง (tactical) สองคือผู้ที่ได้ประโยชน์เชิงโครงสร้างระยะยาวโดยไม่ต้องเสียต้นทุน (structural free-rider) และสามคือผู้ที่ “ดูเหมือนได้” แต่แท้จริงกำลังสะสมต้นทุนแฝงที่จะระเบิดในภายหลัง (Pyrrhic winner) กรอบนี้สำคัญเพราะสื่อและรัฐบาลทุกฝ่ายมักนำเสนอเฉพาะชัยชนะเชิงยุทธวิธีของตน ขณะที่ผู้ได้ประโยชน์ตัวจริงมักเป็นผู้เล่นที่ไม่ได้ปรากฏในหัวข้อข่าว

วิเคราะห์รายผู้เล่น

1. อิสราเอล — ชัยชนะทางทหารที่แลกด้วยภาระไม่มีที่สิ้นสุด

อิสราเอลคือผู้ที่ได้ประโยชน์เชิงยุทธวิธีชัดเจนที่สุดจากการโจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่าน เพราะทุกโรงไฟฟ้าและแหล่งก๊าซที่ถูกทำลายคือขีดความสามารถของรัฐอิหร่านในการสนับสนุนเครือข่ายตัวแทน (Hezbollah, Houthi, กองกำลังชีอะห์ในอิรัก) ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์นี้มีเพดาน เพราะยิ่งอิหร่านอ่อนแอลงในฐานะรัฐที่ทำหน้าที่ปกครองได้ ยิ่งเสี่ยงต่อภาวะสุญญากาศอำนาจที่อิสราเอลไม่มีศักยภาพหรือความต้องการเข้าไปบริหารจัดการ ซ้ำยังสร้างความชอบธรรมให้เครือข่ายตัวแทนของอิหร่านอ้างการโจมตีพลเรือนเพื่อระดมมวลชนในภูมิภาคที่ไม่เคยเป็นมิตรกับอิสราเอลอยู่แล้ว ทว่ายังมีมุมมองที่ย้อนแย้งนั่นคือยิ่งอิหร่านอ่อนแอ และกลุ่มอาหรับถูกทำลายความมั่งคั่ง จนอ่อนเปลี้ย นั่นจะเป็นโอกาสทองในการเร่งรัดขยายดินแดนตามแผนThe Greater Israel

2. รัฐอ่าวเปอร์เซีย — ตัวประกันที่อาจพลิกเป็นผู้ต่อรอง

ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อยู่ในสถานะที่ขัดแย้งในตัวเอง คือเป็นเหยื่อโดยไม่สมัครใจของสงครามที่ตนไม่ได้ก่อ แต่ในระยะกลางอาจใช้สถานะ “ตัวประกัน” นี้สร้างอำนาจต่อรองใหม่กับทั้งสองฝ่าย กาตาร์ได้แสดงบทบาทผู้ประณามการโจมตีอย่างเปิดเผยขณะยังคงรักษาช่องทางเจรจากับเตหะราน ส่วนซาอุดีอาระเบียอาจใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นข้ออ้างเรียกร้องหลักประกันความมั่นคงและอาวุธเพิ่มเติมจากวอชิงตัน แต่นี่คือผลประโยชน์ที่ต้องแลกด้วยความเสียหายทางกายภาพต่อโครงสร้างพลังงานที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของตนเอง จึงเป็นผลประโยชน์สุทธิติดลบที่แต่งแต้มด้วยโอกาสทางการทูตเพียงบางส่วน ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือการใช้โอกาสที่สหรัฐถอนกำลังจากฐานทัพในรัฐอ่าว ยกเลิกพันธะที่จะให้สหรัฐกลับมาตั้งฐานทัพอีก

3. รัสเซีย — ผู้ได้ประโยชน์เงียบที่ใหญ่ที่สุด

รัสเซียอยู่ในตำแหน่งที่ได้ประโยชน์มากที่สุดโดยแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่ม ทุกครั้งที่ราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นจากความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซ รัสเซียในฐานะผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ได้รับรายได้เพิ่มโดยตรง ขณะเดียวกันความสนใจและทรัพยากรทางทหาร-การทูตของสหรัฐฯ ที่ถูกดึงไปที่ตะวันออกกลางคือการลดแรงกดดันต่อสงครามในยูเครนโดยปริยาย นอกจากนี้ วิกฤตครั้งนี้ยังผลักให้อิหร่านพึ่งพารัสเซียและจีนมากขึ้นทั้งด้านอาวุธ เทคโนโลยี และช่องทางหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งกระชับแกน มอสโก-เตหะราน-ปักกิ่ง ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นโดยที่รัสเซียไม่ต้องเสี่ยงทหารแม้แต่นายเดียว

4. จีน — สมดุลระหว่างต้นทุนพลังงานกับกำไรทางยุทธศาสตร์

จีนอยู่ในสถานะก้ำกึ่งที่ซับซ้อนที่สุด ในแง่หนึ่งจีนพึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียในสัดส่วนสูงมาก ความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซกระทบต้นทุนพลังงานและเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในโดยตรง แต่ในอีกแง่หนึ่ง การที่สหรัฐฯ ต้องทุ่มทรัพยากรทางทหารและการเมืองกลับเข้าสู่ตะวันออกกลางอีกครั้งคือกรณีศึกษาคลาสสิกของ “overextension” ที่ลดทอนความสามารถของวอชิงตันในการโฟกัสยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิกและไต้หวัน จีนจึงอาจมองวิกฤตนี้เป็นทั้งความเสี่ยงและหน้าต่างโอกาสไปพร้อมกัน โดยเลือกใช้บทบาท “ผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นกลาง” เพื่อสะสมทุนทางการทูตในโลกใต้ (Global South) ควบคู่ไปกับการกว้านซื้อน้ำมันอิหร่านราคาถูกที่ยังหาทางออกสู่ตลาดได้อยู่ และปัญหาเฉพาะหน้าคือความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอารเบียกับฮูธี/เยเมน ที่จีนมีสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองฝ่าย จึงน่าจะเป็นตัวกลางเพื่อไกล่เกลี่ยได้ โดยจีนได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

5. สหรัฐฯ เอง — ความขัดแย้งระหว่างตรรกะยุทธศาสตร์กับตรรกะการเมืองในประเทศ

รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้เล่นเอกภาพเดียว ฝ่ายความมั่นคงอาจมองว่าการทำลายศักยภาพพลังงานของอิหร่านคือหนทางบีบให้เตหะรานกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาด้วยเงื่อนไขที่อ่อนแอลง แต่ฝ่ายเศรษฐกิจต้องเผชิญความเสี่ยงราคาน้ำมันพุ่งที่กระทบเงินเฟ้อในประเทศและตลาดการเงินโลกโดยตรง ซึ่งเป็นเหตุผลที่มีรายงานว่าฝ่ายบริหารพยายามกำหนดกรอบเวลาปฏิบัติการให้เสร็จสิ้นก่อนตลาดการเงินเปิดทำการ ความย้อนแย้งนี้สะท้อนว่าแม้สหรัฐฯ จะมีอำนาจทางทหารเหนือกว่าอย่างชัดเจน แต่ต้นทุนทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในทำให้ “ชัยชนะ” ทางทหารไม่แปลงเป็นผลประโยชน์สุทธิที่ชัดเจนเสมอไป ที่สำคัญยุทธศาสตร์ทางทหารของสหรัฐกลับเอื้อประโยชน์ให้อิสราเอลโดยสหรัฐเป็นผู้จ่าย

6. ระบอบอิหร่าน — แพ้เชิงโครงสร้าง แต่อาจ “ได้” เชิงการเมืองภายในและการเมืองระหว่างประเทศ

นี่คือประเด็นที่มักถูกมองข้าม แม้อิหร่านจะเป็นฝ่ายเสียหายทางวัตถุและยุทธศาสตร์ทางทหารอย่างชัดเจนที่สุด แต่กลุ่มการเมืองแข็งกร้าวในโครงสร้างอำนาจ โดยเฉพาะสาย IRGC อาจได้ประโยชน์เชิงการเมืองภายในจากปรากฏการณ์ “รวมชาติต่อต้านศัตรูภายนอก” (rally-round-the-flag) ซึ่งช่วยกลบเกลื่อนวิกฤตเศรษฐกิจและความไม่พอใจภายในประเทศ รายงานที่ว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองกำลังคุดส์ใช้ช่วงหยุดยิงประสานงานกับฮิซบุลลอฮ์ ฮูตี และกองกำลังติดอาวุธในอิรักเพื่อขยายแนวรบ สะท้อนตรรกะว่าฝ่ายแข็งกร้าวมองสงครามยืดเยื้อเป็นเครื่องมือในการทำสงครามอสมมาตร และผลักดันแนวรบไปนอกประเทศ แม้ต้นทุนที่รัฐและประชาชนอิหร่านต้องแบกรับจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม แต่มันก็ดูจะไม่มีทางเลือก หากไม่ยอมศิโรราบต่อมหาอำนาจทางทหารอย่างสหรัฐ ทางออกที่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีหลังจากนี้ คือการเร่งระดมโจมตีอิสราเอลคู่ปรับสำคัญให้ขุมกำลังอ่อนแอแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน แทนการโจมตีรัฐอ่าวที่น่าจะได้บทเรียนพอควรแล้ว หรือถ้ายังคงทำตัวเป็นเครื่องมือให้สหรัฐก็ใช้ตัวแทนในอิรัคและเยเมนทำการโจมตีผลประโยชน์ของรัฐอาหรับบางรัฐซึ่งจะเป็นทางเลือกทางยุทธวิธีก็ได้

7. ผู้ผลิตพลังงานนอกภูมิภาคและอุตสาหกรรมความมั่นคง

กลุ่มที่ได้ประโยชน์ตรงไปตรงมาที่สุดโดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงทางทหารเลยคือผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซนอกภูมิภาคอ่าว โดยเฉพาะผู้ผลิต shale oil ของสหรัฐฯ หรือนอร์เวย์ และประเทศผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกที่ได้อานิสงส์จากราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงทุกครั้งที่มีข่าวโจมตี เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอาวุธและความมั่นคงที่ได้รับคำสั่งซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธจากรัฐอ่าวที่ตื่นตระหนกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กลุ่มเหล่านี้คือตัวอย่างชัดเจนของผู้ได้ประโยชน์แบบ free-rider ที่ไม่ปรากฏชื่อในการเจรจาสันติภาพใดๆ

บทสรุป: เกมผลรวมติดลบที่ไม่มีผู้ชนะแท้จริงในสนามรบ

เมื่อประมวลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ข้อสรุปที่แม่นยำที่สุดคือ นี่เป็นเกมผลรวมติดลบ (negative-sum game) สำหรับรัฐในภูมิภาคทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นอิหร่าน อิสราเอล หรือรัฐอ่าว เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลายคือทุนสะสมทางเศรษฐกิจที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟู ขณะที่ผู้ได้ประโยชน์สุทธิตัวจริงคือผู้เล่นที่อยู่นอกสนามรบโดยสิ้นเชิง ทั้งรัสเซียที่ได้ทั้งรายได้พลังงานและพื้นที่หายใจในสมรภูมิยูเครน จีนที่ได้ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์จากการที่สหรัฐฯ overextend ตัวเองอีกครั้ง และกลุ่มทุนพลังงาน-อาวุธที่ทำกำไรจากความปั่นป่วนโดยไม่ต้องรับความเสี่ยงใดๆ

ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับกรอบคิดที่ใช้วิเคราะห์ยุทธศาสตร์การวางตัวของไทยในภูมิภาค — ในระบบที่มหาอำนาจใหญ่แข่งขันกันจนเกิดความปั่นป่วนซ้ำซาก รัฐขนาดกลางและเล็กที่อยู่นอกวงความขัดแย้งโดยตรงมักมีทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์มากกว่ารัฐที่ติดอยู่ในศูนย์กลางความขัดแย้งเสียอีก คำถามที่ควรถามต่อจากบทความนี้จึงไม่ใช่แค่ “ใครได้ประโยชน์จากสงครามพลังงานตะวันออกกลาง” แต่คือ “ประเทศใดบ้างในเอเชียที่มีสถานะไม่ต่างจากรัสเซียหรือจีนในสมการนี้ คือสามารถอยู่นอกวงไฟแต่กอบโกยผลประโยชน์จากความปั่นป่วนของผู้อื่นได้” ซึ่งเป็นคำถามที่ควรค้างไว้ต่อยอดในบทความชิ้นต่อไป

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *