นิทานในประวัติศาสตร์และพงศาวดารจีน : ขงเบ้ง ตอนที่ 1

ขงเบ้ง ตอนที่ 1
โดย รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
ความนำ
ขงเบ้ง(孔明) เป็นอัจฉริยะบุรุษ ที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์จีน มี่มีชีวิตในสมัยสามก๊ก(三国) ซึ่งเป็นตอนปลายราชวงศ์ฮั่น เขาเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน ทั้งด้านการปกครอง กลอุบายการต่อสู้ ยุทธศาสตร์สงคราม และวรรณคดี ทั้งยังเป็นคนที่มีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ขงเบ้งเป็นคนสำคัญที่ช่วยเล่าปี่(刘备) เปลี่ยนสภาพจากขุนศึกที่ไม่มีที่มั่น ขึ้นมาเป็นกษัตริย์องค์หนึ่งในสามรัฐ ในสมัยสามก๊กได้
ชื่อจริงขงเบ้ง คือ จูเก๋อเลี่ยง(诸葛亮) แซ่จูเก๋อ ชื่อเลี่ยง มีซื่อรองว่าข่งหมิง (孔明) บางคนจึงเรียกเขาว่า “จูเก๋อข่งหมิง”(诸葛孔明) แต่คนไทยรู้จักเขาในชื่อ “ขงเบ้ง” ตามพงศาวดารสามก๊ก ที่แปลจากภาษาจีนของเจ้าพระยาพระคลังหน บทความนี้ จึงจะเรียกเขาว่า “ขงเบ้ง” ตามที่เราคุ้นเคยกัน ชื่อของคนอื่นที่จะกล่าวถึง ก็จะใช้ชื่อภาษาไทยสะกดเป็นภาษาจีนกลางก่อน แล้วตามด้วยชื่อที่คนไทยคุ้นเคยกัน
บทความนี้ เล่าถึงผลงานและเรื่องราวของขงเบ้ง ทั้งจากประวัติศาสตร์ และพงศาวดาร แม้บางเรื่องในพงศาวดาร เป็นเรื่องที่มีการแต่งเติมขึ้น ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด ก็จะเล่าถึงด้วย แต่ชี้ให้เห็นว่า นักประวัติศาสตร์ ที่ศึกษาชีวประวัติของขงเบ้ง ส่วนมากเห็นว่า เรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
บทความชุดนี้แบ่งออกเป็นเจ็ดตอนดังนี้:
1. ประวัติศาสตร์สมัยสามก๊ก
2. ชีวประวัติของขงเบ้ง
3.การเชิญขงเบ้งมาช่วยทำงานของเล่าปี่
4. บทบาทของขงเบ้งในศึกผาแดง
5. การปกครองจ๊กก๊กของขงเบ้ง
6. ความพยายามในการรวมประเทศ
7. เหตุใดขงเบ้งจึงมีคนนับถือมาก
ประวัติศาสตร์สมัยสามก๊ก
กล่าวโดยเคร่งครัดแล้ว สมัยสามก๊กมีเวลารวมเพียง 45 ปี ตั้งแต่ค.ศ. 220 ถึง 265 ปีค.ศ. 220 เฉาพี (曹丕 : โจผี ) สถาปนาตนเป็นกษัตริย์รัฐเว่ย(魏) หรือวุยก๊ก ต่อมา หลิวเป้ย(刘备 : เล่าปี่) ก็ขึ้นเป็นกษัตริย์รัฐสู่ (蜀国)หรือจ๊กก๊ก ซุนเฉวียน (孙权: ซุ่นกวน) ขึ้นเป็นกษัตริย์รัฐหวู (吴国) หรือง่อก๊ก แผ่นดินจีนแยกออกเป็นสามรัฐ หรือสามก๊ก จนถึงปีค.ศ. 265 ประเทศจีนจึงรวมเป็นปึกแผ่นได้ แต่นักประวัติศาสตร์จีน ส่วนมากมีความเห็นว่า สมัยสามก๊กควรเริ่มนับตั้งแต่ปีที่กษัตริย์ฮั่นหลิงตี้ (汉灵帝) ขึ้นครองราชย์ในปีค.ศ.168 สิ้นสุดลงเมื่อมีการสถาปนาราชวงศ์จิ้น (晉) ในปี ค.ศ. 265 กินเวลาทั้งสิ้นประมาณ100 ปี ที่นับเช่นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากพงศาวดารเรื่องสามก๊ก แต่อีกเหตุหนึ่งเป็นเพราะทั้ง เฉาเชา(曹操) หรือโจโฉ เล่าปี่ และ ซุ่นกวน รวมทั้งผู้ติดตาม ต่างก่อร่างสร้างตัวตั้งแต่ก่อนการเป็นสามรัฐ ขงเบ้งก็พบเล่าปี ทำงานเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของเล่าปี ตั้งแต่ก่อนการมีสามรัฐ ถ้าเราจะรู้ประวัติศาสตร์สมัยสามก๊ก จำเป็นต้องรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าด้วย มิฉะนั้น จะปะติดปะต่อกันลำบาก
ในปลายราชวงศ์ฮั่น การเมืองการปกครองของประเทศจีนไม่มั่นคง พระมหากษัตริย์ถูกควบคุมโดยขุนนางที่เป็นญาติของกษัตริย์ ขันทีที่ใกล้ชิดกับกษัตริย์มีอำนาจมาก บ้านเมืองระสํ่าระสาย ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก อดอยากขาดแคลน
สมัยของฮั่นหลิงตี้(汉灵帝) เกิดกบฏโจรผ้าเหลือง(黄巾之乱) รัฐบาลประกาศรับสมัครทหารเพื่อไปปราบกบฎ เหตุการณ์นี้ ทำให้มีกองกำลังเกิดขึ้นหลายกลุ่ม เล่าปี่ ซึ่งมีเชื้อสายของราชวงศ์ แต่ยากจนมีอาชีพทอเสื่อ ก็เริ่มมีบทบาทขึ้นในช่วงเวลานี้ เล่าปี่ กวนหวี่(关羽 : กวนอู) และจางเฟย(張非: เตียวหุย) สาบานเป็นพี่น้องกัน นำกองกำลังปราบกบฏผ้าเหลือง ขุนศึกอื่นๆ เช่น เหวียนเซี่ยว(袁绍:อ้วนเสี้ยว) เฉาเชา(曹操:โจโฉ) ก็รับราชการในช่วงเวลานั้นเช่นกัน
มีประชาชนที่มีชีวิตยากลำบากมีแร้นแค้นมาก กบฏผ้าเหลือง จึงมีผู้เข้าร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก กบฎฯก่อการอยู่หลายปี ยึดพื้นที่ได้หลายแห่ง แต่เป็นกองกำลังที่ไม่มีกลยุทธในการรบและไม่มีวินัย จึงก่อการกบฎไม่สำเร็จ และถูกปราบปรามลงในที่สุด
แม้กบฎผ้าเหลืองจะถูกปราบปรามลงแล้ว แต่ในราชสำนัก ได้เกิดศึกแย่งชิงอำนาจระหว่างเหล่าขุนนางกับขันที ตั่งจว๋อ(董卓:ตั๋งโต๊ะ ) ที่เป็นเจ้าเมืองเหลียงโจว(涼州) ที่มีกำลังทหารมากฉวยโอกาสเข้ายึดอำนาจในเมืองหลวง ปลดกษัตริย์หรือฮ่องเต้องค์เดิม แล้วตั้งฮั่นเซี่ยนตี้(汉献帝 : เหี้ยนเต้ ) ขึ้นเป็นกษัตริย์แทน โดยมี หลวี่ปู้(吕布 : ลิโป้) นักรบที่เก่งกาจซึ่งเป็นลูกเลี้ยงคอยให้การสนับสนุน ตั๋งโต๊ะได้วางอำนาจบาตรใหญ่ ไม่เคารพกษัตริย์ ข่มเหงรังแกขุนนาง ข้าราชการ ต่อมา หวังหวิ่น (王允 :อ้องอุ้น) ขุนนางผู้จงรักภักดีต่อกษัตริย์ ใช้กลอุบายสาวงาม ส่ง เตียวเสี้ยน( 貂蝉) ไปยุยงให้ลิโป้ให้แปรพักตร์ และฆ่า ตั๋งโต๊ะได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้น อ้องอุ้นและลิโป้ก็ถูกโค่นลง แผ่นดินจีนจึงแตกแยกออกเป็นหลายฝ่าย เหล่าขุนศึกต่างแย่งชิงดินแดนกัน (เรื่องลิโป๊ เตียวเสี้ยน มีการเล่าขานกันในพงศาวดาร แต่นักประวัติศาสตร์มีความเห็นว่า เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง และเตียวเสี้ยนก็ไม่ได้เป็นคนในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้แต่อย่างใด)
ต่อมา เฉาเชา(曹操)โจโฉ นำกำลังปราบฝ่ายกบฏ ยึดเมืองหลวง ได้สำเร็จ แล้วย้ายเมืองหลวงจากฉางอาน(长安)ไปที่สวี่ตู(许都)โดยโจโฉเป็นอัครเสนาบดี มีอำนาจสั่งการแทนกษัตริย์ ทำการปราบปรามขุนศึกฝ่ายต่างๆ เช่น อ้วนเสี้ยว อ้วนสุด และลิโป้ ลงได้ สามารถรวบรวมพื้นที่ในตอนเหนือของแม่น้ำแยงซีได้เกือบทั้งหมด
เมื่อรวบรวมพื้นที่ทางเหนือได้เบ็ดเสร็จ โจโฉ ก็อยากรวบรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่น จึงยกทัพไปตีแคว้นจิงโจว(荆州) จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่อยู่ริมแม่น้ำแยงซี(长江)และเตรียมที่จะเข้ายึดพื้นที่ เขตตอนใต้ของแม่น้ำแยงซี คือ (江南) กังหนำ ซึ่งในเวลานั้นเป็นเขตการปกครองที่นำโดยซุนเฉวียน(孙权 : ซุ่นกวน) และเกิดศึกผาแดง(赤壁之战) ที่เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของการแยกประเทศจีนออกเป็นสามก๊กในเวลาต่อมา
หลังศึกผาแดง เล่าปี่ยึดครองเกงจิ๋วได้ส่วนหนึ่ง และเข้ายึดพื้นที่แคว้นอี้โจว(益州: อิ๊กจิ๋ว) มลฆลซื่อชวน(四川) ในปัจจุบัน ได้สำเร็จ ประเทศจีนจึงเกิดการคานอำนาจของสามฝ่าย คือ:
เว่ยกว๋อ (魏国: วุยก๊ก) ปกครองภาคเหนือโดยโจโฉเป็นผู้ปกครองในนามของกษัตริย์ราชวงค์ฮั่น
หวูกว๋อ (吴国 :ง่อก๊ก) ปกครองพื้นที่ตอนใต้ของแม่น้ำแยงซี มีซุ่นกวนเป็นผู้ครองรัฐ
สู่กว๋อ(蜀国: จ๊กก๊ก) ครองพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ในริเวณมลฑลเสฉวน (四川) มีเล่าปี่เป็นผู้ครองรัฐ
ต่อมา ความสัมพันธ์ระหว่างง่อก๊กและจ๊กก๊ก เริ่มร้าวฉานจากการแย่งชิงแคว้นเกงจิ๋ว ขงเบ้งมีนโยบายร่วมมือกับง่อก๊ก เพื่อต่อสู้กับวุยก๊ก แต่ กวนอูที่เฝ้าเกงจิ๋วอยู่ ถูกกองกำลังผสมของง่อก๊กและวุยก๊ก ลอบโจมตี จนเสียชีวิต ต่อมา เตียวหุยก็ถูกลูกน้องลอบสังหารเสียชีวิตอีกคน เล่าปี่โกรธแค้นมาก จึงยกทัพไปตีง่อก๊ก โดยไม่ฟังคำทัดทานของขงเบ้ง และต้องพ่ายแพ้ ในการโจมตีกังตั๋ง ขงเบ้งไม่เห็นด้วยและไม่ได้ตามไป แต่เล่าปี่เห็นว่า ฝ่ายจ๊กก๊กมีกำลังที่เหนือกว่า จึงยกทัพไปโจมตี ทีแรกซุ่นกวนขอเจรจาสงบศึก รับปากว่า จะจับกุมตัวนายทหารที่ฆ่ากวนอู ไปให้ลงโทษ แต่เล่าปี่ไม่ยอม นำกำลังทหารบุกเข้าไปในกันตั๋ง ฝ่ายง่อก๊ก มีแม่ทัพหนุ่มชื่อลู่ซวิ่น (陸逊:ลกซุน) ได้วางกำลังป้องกันโดย ไม่ออกรบ ขณะนั้น เป็นช่วงฤดูร้อน อากาศร้อนจัด ทหารฝ่ายจ๊กก๊กมีมาก ต้องดื่มน้ำมาก เล่าปี่จึงตั้งค่ายทหารไว้ใต้เขตภูเขาที่ชุ่มชื้น เตรียมพร้อม ที่จะบุกโจมตี เมื่อลกซุนได้เห็นเช่นนั้น จึงให้กองกำลังจุดไฟเผาป่า ทำให้ทหารฝ่ายเล่าปี่ต้องวิ่งหนีไฟกันจ้าระหว้่น ลกซุนได้ที รีบนำทัพบุกเข้าไป โดยฝ่ายเล่าปี่ไม่ทันได้ตั้งตัว กองทัพของเล่าปี่ต้องถอยร่นหนี เข้าไปในกับดักที่ลกซุนวางกองกำลังดักโจมตี กองทัพเล่าปี่จึงพ่ายแพ้ ศึกครั้งนี้จึงจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายจ๊กก๊ก เล่าปี่ซึ่งเสียใจจากการไปของน้องร่วมสาบานทั้งสองคน เมื่อมาพบกับการพ่ายแพ้อีก ก็ยิ่งเสียใจมากจนตรอมใจตาย
ต่อมา จ๊กก๊กกลับมาคืนดีกับง่อก๊กอีกครั้ง ขงเบ้งพยายามยกทัพบุกขึ้นไปทางเหนือ ทำศึกกับวุยก๊กถึงหกครั้ง แต่การรบกับวุยก๊ก ต้องผ่านเขตภูเขา การลำเลียงเสบียงอาหาร มีความยากลำบาก ขงเบ้งจึงประดิษฐ์รถม้าไม้ มาช่วยลำเลียงเสบียง
หลังจากที่เล่าปี่เสียชีวิตลง ลูกชายเล่าปี่ หลิวฉัน(刘禅:เล่าเสี้ยน) มีชื่อเล่นว่าอาโต่ว(阿斗: อาเต๊า)เป็นคนที่ไม่ฉลาดขึ้นเป็นกษัตริย์จ๊กก๊ก สนใจแต่การเสวยสุข เชื่อขันทีคนใกล้ชิด และไสยศาสตร์ คิดที่จะครองจ๊กก๊ก เสวยสุข โดยไม่คิดรวมประเทศ แต่เล่าเสี้ยนได้มอบอำนาจการปกครองแก่ขงเบ้งเต็มที่ แม้ไม่เห็นด้วย แต่ไม่ได้ยับยั้งการยกทัพไปตีวุยก๊กของขงเบ้ง
ขงเบ้งพยายามทำศึกกับวุยก๊กถึงหกครั้ง แต่ไม่สามารถเอาชนะได้ จนล้มป่วย และเสียชีวิตไปในวัยเพียง 54 ปี
ในปีค.ศ. 263 วุยก๊ก ยกทัพไปตีจ๊กก๊ก เล่าเสี้ยนยอมแพ้
ปีค.ศ. 265 ซือหม่าเอี๋ยน(司马炎:สุมาเอี๋ยน) หลานของซือหม่าอี้(司马懿 : สุมาอี้) แม่ทัพของวุยก๊กที่ต่อสู้กับขงเบ้งชิงบัลลังก์กษัตริย์วุยก๊ก จากหลานของโจโฉ แล้วสถาปนาราชวงศ์จิ้น(晉)
ค.ศ. 280 กองทัพราชวงศ์จิ้น ยกทัพปราบง่อก๊ก กษัตริย์ง่อก๊กซุนเฮ่า(孙皓) ยอมจำนน แผ่นดินจีนที่แบ่งแยกเป็นสามก๊ก เป็นเวลายาวนานเกือบศตวรรษ จึงกลับมารวมเป็นหนึ่งอีกครั้ง
สามก๊ก เป็นสมัยที่เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง วุ่นวาย ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบากมาก แต่ก็เป็นสมัยที่มีนักรบเก่งกาจ มีนักการเมืองการปกครองที่มีความรู้ความสามารถหลายคนที่มีการใช้กลอุบายที่แยบยลในการต่อสู้ ระยะเวลาของสามก๊กในประวัติศาสตร์ แม้มีเพียงไม่กี่สิบปี แต่เป็นที่รู้จัก และมีการเล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้
ชีวตและผลงานของขงเบ้ง
ในบรรดาผู้มีความรู้ความสามารถในสมัยสามก๊ก ขงเบ้ง เป็นคนหนึ่งที่มีผลงานโดดเด่นในการปกครองประเทศ มีกลอุบายที่ลํ้าเลิศ จนเป็นตัวอย่างของคนดี คนเก่ง ที่มีการกล่าวขวัญกันมากจนถึงทุกวันนี้
ขงเบ้งเกิดที่เมืองหยางตู(阳都) มณฑลซันตง(山东) เขาสูญเสียบิดามารดาตั้งแต่เด็ก จึงต้องย้ายไปอยู่แคว้นเกงจิ๋ว ที่อารับราชการอยู่ เมื่ออาเขาเสียชีวิตแล้ว ขงเบ้งก็ย้ายไปอยู่ที่หลงจง(隆中) ซึ่งเป็นเขตชนบทพร้อมกับน้องชาย มีอาชีพทำนา แต่เขาเป็นคนที่ได้รับการศึกษาอย่างดีตั้งแต่เด็ก นอกจากทำงานในไร่นาแล้ว ยังสนใจศึกษาวิชาความรู้สาขาต่างๆ ทั้งประวัติศาสตร์ วรรณคดี การเมือง การปกครอง ยุทธศาสตร์ การต่อสู้ ดาราศาสตร์ การก่อสร้าง และการทหาร
ในเวลานั้น เขตหลงจงมีนักวิชาการที่มีความรู้จำนวนมาก ขงเบ้งเป็นเพื่อนกับคนเหล่านี้ เพื่อนทุกคนต่างชื่นชมในรู้ทความสามารถที่ลํ้าเลิศของขงเบ้ง จนตั้งฉายาเขาว่า“มังกรหลับ”(卧龙) นัยยะว่า เหมือนมังกรที่ยังนอนหลับอยู่ ตื่นขึ้นมาเมื่อไร สามารถทำงานทที่มีผลต่อความเจริญของบ้านเมืองได้ ขงเบ้งก็รู้ว่า ตนเองมีความรู้ ความสามารถสูง เปรียบเทียบตนว่ามีคุณสมบัติคล้าย ก่วนจ้ง(管仲) และเวี่ยอี้(乐毅) ซึ่งทั้งสองคนนี้เป็นคนที่เก่งกาจลือชื่อในประวัติศาสตร์จีนสมัยเลียดก๊ก เมื่อหลายร้อยปีก่อน ก่วนจ้งมีความรู้ความสามารถในเรื่องการเมืองการปกครอง เวี่ยอี้เก่งด้านยุทธศาสตร์การรบ การที่เปรียบเช่นนี้แสดงว่า เขามีความรู้ความสามารถทั้งด้านการเมืองการปครองและการทหาร เพื่อนขงเบ้ง ก็ยกย่องว่าเขาเป็นคนเก่ง แนะนำเขาหาทางทำงาน รับใช้ประเทศชาติ ที่ประสบปัญหาหลายด้าน ขงเบ้ง ก็อยากเป็นเช่นนั้น แต่พิจารณาแล้ว คิดว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะเสนอตัวออกไปช่วยผู้มีอำนาจคนใดๆ เพราะผู้ที่มีอำนาจอยู่ในเวลานั้น ทั้งโจโฉ และซุ่นกวน คงไม่สามารถใช้ความรู้ความสามารถของเขาได้เต็มที่ โจโฉ มีเสนาธิการอยู่หลายคน แต่ไม่จงรักภักดีกับพระมหากษัตริย์ ส่วนซุ่นกวนครองพื้นที่เขตกันตั๋ง ที่กว้างใหญ่ แต่ก็มีลูกน้องผู้ใกล้ชิดอยู่หลายคน ถ้าเขาเป็นลูกน้องซุ่นกวน คงมีบทบาทไม่มาก เมื่อพิจารณาแล้ว จึงเล็งไปที่เล่าปี่ ซึ่งเป็นคนเก่ง แต่ในเวลานั้น ยังไม่มีฐานที่มั่นของตนเอง
ขงเบ้งนอกจากศึกษาหาความรู้แล้ว ยังสนใจในสถานการณ์ของบ้านเมือง ในเวลานั้น ไม่มีหนังสือพิมพ์ ไม่มีวิทยุ โทรทัศน์ แต่ขงเบ้ง มีช่องทางรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองจากการพูดคุยกับเพื่อนรวมทั้งคนรู้จักบางคนที่รับราชการอยู่ ขณะเดียวกัน เพื่อนของขงเบ้งก็พากันเผยแพร่ชื่อเสียงและความรู้ความสามารถของขงเบ้งผ่านช่องทางต่างๆ เล่าปี่ซึ่งขณะนั้น อาศัยอยู่กับหลิวเปี่ยว(刘表:เล่าเปียว) ผู้ปกครองแคว้นเกงจิ๋ว ก็ได้ยินชื่อเสียงของขงเบ้งอยู่เสมอ
เล่าปี่ แม้อยู่ในช่วงตกอับ แต่ก็มีความทะเยอทะยาน อยากขึ้นมาเป็นใหญ่ จึงสนใจมองหาคนที่มีความรู้ความสามารถ มาช่วยทำงาน เวลานั้น ในเขตเกงจิ๋วมีคนพูดว่า “ ถ้าได้มังกรหลับ หรือหงษ์น้อย คนใดคนหนี่ง จะครองแผ่นดินได้”(伏龙、凤雏,兩人得一,天下可定) มังกรหลับหมายถึงขงเบ้ง ส่วนหงษ์น้อย หมายถึง ผังถ่ง (庞统:บางทอง) ที่เป็นเพื่อนขงเบ้ง (สิ่งที่น่าสนใจคือ ต่อมา ทั้งขงเบ้ง และบางทอง ได้มาอยู่กับเล่าปี่ทั้งคู่ แต่บางทองเสียชีวิตไปก่อนที่เล่าปี่ยึดเสฉวนได้ ขงเบ้ง อยู่ได้นานหน่อย แต่ก็ไม่สามารถทำให้เล่าปี่ยึดครองแผ่นดินได้)
ขงเบ้งเป็นเสนาธิการ(กุนซือ)ของเล่าปี่อยู่ยี่สิบกว่าปี ก่อนที่เล่าปี่เสียชีวิต ได้ฝากฝังขงเบ้งให้ดูแลเล่าเสี้ยน แม้ขงเบ้งจะปฏิบัติหน้าที่ ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่สามารถรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่นได้
ปี ค.ศ. 234 ด้วยความตรากตรำ ทำงานหนัก ขงเบ้งได้ป่วยหนัก และเสียชีวิต ด้วยวัยเพียง 53 ปี
อย่างไรก็ตาม ขงเบ้ง ได้ทิ้งมรดกทางความคิด มีหนังสือ ตำรา และบทความที่มีคุณค่าอยู่หลายชิ้น และเป็นแบบอย่างของขุนนางที่ซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์
ผลงานของขงเบ้ง
กำหนดยุทธศาสตร์การต่อสู้ให้เล่าปี่
ในครั้งแรกที่ได้พบกับเล่าปี่ ขงเบ้งนำเสนอแผนยุทธศาสตร์ล้งตงตุ้ย (隆中对) แผนยุทธศาสตร์ล่งต๋ง ให้ยึดแคว้นเกงจิ๋วเป็นฐานที่มั่นก่อน แล้วจึงขยายไปเขตเสฉวน หรือแคว้นอี้โจว (เอ๊กจิ๋ว) ผูกมิตรกับซุ่นกวน เพื่อต่อต้านโจโฉ แล้วหาทางรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่น
บทบาทในศึกผาแดง
ร่วมกับฝ่ายง่อก๊ก วางกลอุบายการสู้รบร่วมกับโจวหวี(周瑜: จิวยี่) จนเอาชนะกองทัพขนาดใหญ่ของโจโฉ ได้สำเร็จ
ทำให้เล่าปี่ ขึ้นมาเป็นผู้นำหนึ่งในสามในสมัยสามก๊ก ช่วยใหัเล่าปี่ยึดครองแคว้นเสฉวน และขยายอาณาเขตไปทางเหนือและใต้ ทำให้เล่าปี่มีฐานที่มั่นที่มั่นคง
ปกครองจ๊กก๊กได้ดี
ทำให้จ๊กก๊กมีการปกครองที่ดี ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข เศรษฐกิจ แข็งแกร่ง ทั้งเกษตรกรรม หัตถกรรมมีการพัฒนาดี มีกฎหมาย กฎระเบียบที่ปฏิบัติได้
มีความรู้ความสามารถทางด้านเทคโนโลยี
ประดิษฐม้าไม้ โคไม้ ขนส่งลำเลียงเสบียงในเขตภูเขา โดย ไม่ต้องใช้คนหรือรถ
นำทัพบุกไปทางเหนือโจมตีวุยก๊ก หลายครั้ง แต่ต้องพบกับคู่ต่อสู้ที่เก่งกาจ อย่างซือหม่าอี้(司马㦤:สุมาอี้) แม้ไม่ชนะ แต่ก็มีกลยุทธ์การสู้รบที่เหนือกว่า เป็นที่เกรงกลัวของคู่ต่อสู้
เล่าปี่ไปเชิญขงเบ้งออกมาทำงาน
ในปีค.ศ.. 207 ขณะนั้น เป็นช่วงเวลาที่เล่าปี่ตกอับ อาศัย อยู่กับหลิวเปียว (刘表) ที่เมืองซินเอี่ย(新野)ในแคว้นเกงจิ๋วซึ่งรับการแนะนำ จากสวีซู่(徐庶: ซีซี) และซือหม่าฮุย(司马徽 ) หรือซือม่าเต๋อเชา(司马德操 : สุมาเต๊กโช) ให้ไปเชิญขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษา
เล่าปี่เดินทางไปถึงสามครั้ง กว่าจะพบขงเบ้งได้ โดยสองครั้งแรก ไม่ได้พบ เนื่องจากขงเบ้งไม่อยู่บ้าน แต่เล่าปี่ ก็ไม่ลดละความพยายาม แม้กวนอูและเตียวหุยจะแสดงความไม่พอใจ การเดินทางครั้งที่สาม เล่าปี่ไปถึงตอนกลางวัน ขณะที่ขงเบ้งกำลังนอนหลับ เล่าปี่ ก็รออย่างสงบ จนกระทั่งขงเบ้งตื่นขึ้นมาแล้วจึงเริ่มพูดคุยกัน ในพงศาวดารสามก๊ก กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า: การเยือนกระท่อมหญ้าสามครั้ง(三顾草庐) ยุทธศาสตร์หลงจง(隆中对)
ขงเบ้งได้กางแผนที่แล้ว เสนอแนะยุทธศาสตร์การกอบกู้ราชวงศ์ฮั่น ดังนี้:
โจโฉ(วุยก๊ก) มีอำนาจมาก ควบคุมกษัตริย์ สั่งการข้าราชการในนามของกษัตริย์ได้ มีกำลังทหารที่เข้มแข็ง จึงไม่ควรไปปะทะโดยตรงกับเขา
ซุ่นกวน(ง่อก๊ก) ยึดครองดินแดนเขตกันตั๋งเป็นเวลานาน มีภูมิประเทศ เหมาะแก่การป้องกันตนเอง ควรเป็นพันธมิตร ที่ร่วมกันต่อต้านโจโฉ
ยึดครองเกงจิ๋ว แคว้นเกงจิ๋วเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทหาร เชื่อมต่อแม่น้ำและพื้นที่ดินแดนหลายทิศ หลิวเปี่ยว(刘表:เล่าเปียว) ผู้ครองแคว้นปัจจุบัน ไม่อาจรักษาไว้ได้ ไม่นานจะต้องตกเป็นของคนอื่น เล่าปี่ จึงควรเข้ายึดเกงจิ๋ว ไว้เป็นฐานที่มั่นก่อน
เมื่อได้เกงจิ๋วแล้ว จึงเข้าไปยึดแคว้นอี้โจว(益州:เอ๊กจิ๋ว)ที่เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ มีภูมิประเทศที่สามารถเป็นป้อมปราการได้ หลิวจัง (刘璋 : เล่าเจียง) ผู้ครองแคว้น เป็นคนอ่อนแอ คงไม่สามารถรักษาแคว้นไว้ได้ เล่าปี่ควรยึดเป็นฐานที่มั่น
เมื่อได้เอ๊กจิ๋วแล้ว ก็ปรับปรุงการเมืองการปกครอง ผูกมิตรกับชนกลุ่มน้อยทางใต้ และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับง่อก๊ก เมื่อวุยก๊กทางเหนือ มีความวุ่นวาย จึงส่งกำลังแยกเป็นสองสาย สายหนึ่งจากเกงจิ๋ว อีกสายหนึ่งออกจากเอ๊กจิ๋ว เข้าโจมตีวุยก๊ก(โจโฉ) ฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นกลับคืนมา
เหตุที่เล่าปี่ต้องไปเชิญขงเบ้ง เพราะแม้เล่าปี่แม้มีนายทหารฝีมือเยี่ยม เช่น กวนอู เตียวหุย และเจ้าจื่อหลง(赵子龙: จูล่ง) แต่ขาดเสนาธิการ หรือกุนซือ ที่จะเสนอแนะยุทธศาสตร์ในภาพใหญ่ ต้องเร่ร่อนจนทุกวันนี้
คำแนะนำของนักวิชาการ เช่น ซือหม่าฮุย(司马徽) และซีซี ที่พูดตรงกันว่า ถ้าต้องการครอบครองแผ่นดิน ต้องได้“มังกรซุ่ม”(卧龙) ช่วยวางยุทธศาสตร์ เล่าปี่มีความตั้งใจที่จะขึ้นเป็นใหญ่ จำเป็นต้องมีผู้มีปัญญาเลิศ มาช่วยวางยุทธศาสตร์
ส่วนขงเบ้งซึ่งต้องการออกมาทำงานรับใช้บ้านเมืองอยู่แล้ว ก็เพ่งเล็งไปที่เล่าปี่ตั้งแต่แรก เล่าปี่มีศักยภาพเป็นใหญ่ในบ้านเมือง แต่ยังไม่มีผู้ช่วยวางยุทธศาสตร์ หากตอบรับยอมไปช่วยทำงาน ก็จะมีโอกาสแสดงฝีมือได้ เพราะเล่าปี่เปิดโอกาสให้ขงเบ้งได้ใช้วิทยายุทธ์ที่ตนมีอยู่อย่างเต็มที่ พร้อมที่จะทำตามคำแนะนำ
การได้ขงเบ้งมาช่วยทำงาน ทำให้เล่าปี่ เสมือนหนึ่งปลาได้น้ำ(如鱼得水)ชะตาชีวิตของเล่าปี่ก็เปลี่ยนแปลง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา







