INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (59)

1751271562779 edit 472228438216681 207x300 1

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (59)

โดย อดุลย์ มานะจิตต์

ต่อ….

อิบนิ บะบาวัย ได้เล่าเรื่องไว้ว่า มีอยู่ด้วยกันหลายโอกาสที่ อีซาต้องอยู่ในสภาพเร้นกายไปจากชุมชนของพวกเขา เขาคงการเดินทางท่องเที่ยวและเข้าเยี่ยมเมืองสองสามเมือง แต่หลังจากนั้น ผู้คนในชุมชนของเขา ไม่ทราบว่าเขาไปอยู่ ณ ที่ใด ภายหลังจากนั้น เขาจึงปรากฏกายและจัดการให้ฮามูน บิน ฮามูน เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของเขา เมื่อฮามูนเสียชีวิตแล้ว ฮูญะฮ์(สัญญาณต่างๆ) ของอัลลอฮ์ จึงดำรงอยู่อย่างลับๆ บรรดาผู้ศรัทธากับศัตรูถูกกดขี่ ออกตามหาพวกเขามักและจับกุมบรรดาผู้ศรัทธาไปเพื่อทำการทรมาน และทำให้ยากลำบาก ศาสนาของอัลลอฮ์จึงกลายเป็นเรื่องลับสมัย และถูกโยนทิ้งไป สิทธิต่างๆ เริ่มถูกเหยียบย่ำทำลาย ผู้คนเลิกจากการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ของพวกเขา พวกเขาต่างแตกกระจัดกระจาย การปฏิบัติหน้าที่ของศาสนาและทุกคนต่างก็ตกอยู่ในแนวทางของตนเอง ศาสนาจึงกลายเป็นกิจกรรมที่บังเกิดความน่าสงสัยแก่ผู้คนโดยทั่วไป มีช่วงระยะเวลาอยู่ 250 ปี ในระหว่างการเร้นกายนี้

มีบันทึกอยู่ ณ แหล่งที่น่าเชื่อถือได้ว่า อิมาม ยะอ์ฟัร อัศศอดิก กล่าวว่า จนถึง 250 ปี ภายหลังจากอีซา ผู้คนต่างมีชีวิตอยู่โดยปราศจากอิมาม หรือฮุจญะฮ์ที่ปรากฏกาย ผู้นำทาง และข้อพิสูจน์ของพวกเขาต้องอยู่อย่างซ่อนเร้น ในฮะดีษที่จริงแท้อีกบทหนึ่งซึ่งกล่าวไว้โดยอิมามท่านเดียวกันนั้นว่า มีช่วงเวลาอยู่ 500 ปี ระหว่างยุคสมัยของอีซากับมุฮัมมัด ศาสนทูตของอัลลอฮ์ ผู้เล่าเรื่องฉบับนี้ ถามว่า ผู้คนที่อยู่ในยุคนั้นเขาปฏิบัติตนอย่างไร อิมาม ยะอ์ฟัร อัศศอดิก จึงกล่าวตอบว่า “พวกเขาต่างศรัทธาในอีซาและปฏิบัติตามชะรีอะฮ์(หลักแห่งการดำเนินชีวิต)ของเขา” เขากล่าวเสริมว่า แผ่นดินจะไม่ว่างเว้นไปจากศาสดาองค์หนึ่งหรืออิมามท่านหนึ่ง แต่บางครั้งพวกเขาต้องมีชีวิตอยู่อย่างเปิดเผยบ้างและบางครั้งก็ต้องอยู่อย่างเร้นกายบ้าง (มอยบัตหรือการซ่อนเร้น)’

มีกล่าวไว้ในเรื่องเล่าที่เชื่อถือได้เรื่องหนึ่งว่า อิมาม อัลบากิร

“ผู้คนคนที่ทั้งมีชื่อเสียงและบุคคลธรรมดาได้เล่าเรื่องไว้ว่า อีซาจะลงมาจากสวรรค์ชั้นฟ้าในช่วงเวลาของอิมาม มะฮ์ดี ผู้เป็นครอบครัวของศาสนทูตมุฮัมมัดสู่แผ่นดินและจะมาสะมาตตามหลังอิมามมะฮ์ดี และจะเป็นผู้หนึ่งที่จะช่วยเหลือของอิมาม มะฮ์ดี ซึ่งมีความหมายว่า “และไม่มีผู้ที่ตามแนวทางคัมภีร์คนใด นอกจากจะต้องเป็นบรรดาผู้ศรัทธาอย่างแน่นอนในเรื่องนี้ก่อนการตายของเขา…”(4:159)

นักอรรถาธิบายหลายท่าน(ของคัมภีร์ อัลกุรอาน)กล่าวไว้ว่าโองการนี้หมายถึงไม่มีผู้ใดในหมู่ชาวอะฮ์ลิกิตาบ นั้นคือ ชาวยิวกับชาวคริสเตียนจะตายก่อนการเชื่อศรัทธาในอีซา เมื่อเขาจะลงมาจากสวรรค์ในยุคสมัยของอิมามในยุคสุดท้ายบางคนกล่าวว่าคำยืนยันนี้หมายถึงผู้คนเฉพาะกลุ่มหนึ่ง ผู้ซึ่งจะมีชีวิตอยู่ในยุคนั้นบางทีมันอาจหมายถึงผู้คนทั้งหมด เพราะคำที่ใช้นั้นเป็นลักษณะทั่วไป และในช่วงเวลาของการรอจอะฮ์ (การกลับคืนมาหรือการฟื้นคืนชีพ)ผู้คนทั้งหมดจะถูกทำให้ฟื้นคืนชีพ พวกเขาจะเห็นว่าอิสราเอลในศาสนาของศาสดามุฮัมมัดและตาม ศอฮิบ อัมร์ (อิมาม มะฮ์ดีย์) ถึงแม้การศรัทธาในขณะนั้นจะไม่เป็นผลกับเขาก็ตาม มีบันทึกจากรายงานที่น่าเชื่อถือได้ว่า สูญะย์ เรียก ชะฮ์รฺ บิน เฮาชับ มาสอบถาม เพื่อให้เขาอธิบายถึงโองการนี้ และกล่าวเตือนว่าเขาฆ่าสังหารชาวยิวและชาวคริสต์ เป็นจำนวนมาก และได้สังเกตเห็นว่าพวกเขาตายไปโดยไม่ได้เคลื่อนไหวลิ้นของพวกเขาเลย”ดังนั้นพวกเขา จะเป็นผู้ศรัทธาได้อย่างไรกัน” ฉันไม่สามารถจะเข้าใจถึงอายะฮ์นี้ได้” ชัร กล่าวตอบว่า “โอ้ ผู้ปกครอง ความหมายตามโองการนี้ มิได้เป็นไปอย่างที่ ท่านคิดไว้ออก แต่มันมีความหมายว่า ก่อนที่จะถึงวันสุดท้ายของการฟื้นคืนชีพ อีซาจะถูกส่งลงมาสู่โลกและทุกๆ คน ที่เขาปฏิบัติตามหลักศรัทธาในแบบใดก็ตามจะต้องหันมาศรัทธาในตัวเขา และจะมาละมาดตามหลังอิมาม มะฮ์ดีย์” สูญะย์ จึงสอบถามว่า “ท่านไปเอาการอธิบายเช่นนี้มาจากที่ใดกัน” เขากล่าวตอบว่าไปเอามาจากอิมาม มุฮัมมัด อัล-บาเกร สูญะย์ กล่าวว่า ” ท่านได้ทำให้ความรู้ บังเกิดความสว่างไสวขึ้นจากแหล่งน้ำอันบริสุทธิ์”

มีกล่าวไว้ในแหล่งที่จริงแท้ว่า ตามการกล่าวขานของอิมาม ฮะซัน มุจตะบา ภายหลังจากนี้จะไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเขา(อะฮ์ลุลบัยต์)จะมีชีวิตรอดมาจากผู้กดขี่ในยุคสมัยของเขาได้ ยกเว้น อิมาม อัลมะฮ์ดีย์ ผู้ซึ่งเป็นอิมามที่สิบสองและยกเว้นอีซา อิบนิมัรยัม ผู้เป็นวิญญาณของอัลลอฮ์ ผู้ซึ่งจะมาละมาดตามหลังเขา ทั้งนี้เพราะ สุภาพบุรุษทั้งสองท่านนี้จะไม่มีวันให้หัตถยาบัน(บัยอะฮ์)กับผู้กดขี่

กล่าวว่า จะมีมาซึ่งช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อผู้คนจะไม่รู้เลยว่า อัลลอฮ์ คืออะไร และความเป็นหนึ่งเดียวของอัลลอฮ์(เตาฮีด)นั้นคืออะไร สัญญาณจะออกมาในช่วงเวลานั้นและอีซาจะลงมาจากสวรรค์สู่โลกพิภพ และเขาจะสังหารดัจญาล และจะละมาดโดยมี อัล กออิม เป็นผู้นำละมาด และหากพวกเรา อะฮ์ลุลบัยต์ ไม่อยู่ในบรรดาศาสนทูตที่มาก่อนหน้าแล้ว อีซาก็จะไม่ละมาดตามหลังเรา

ตามรายงานฮะดีษที่จริงแท้อีกบทหนึ่งกล่าวว่า ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์กล่าวว่า อัล มะฮ์ดี เป็นบุตรชายคนหนึ่งของฉัน ซึ่งเมื่อเขาจะมาปรากฏ อีซาจะลงมาจากสวรรค์เพื่อมาช่วยเหลือเขา และจะมาละมาดตามหลังเขา

สรุป

เนื่องจากประวัติศาสตร์ของบรรดาศาสดาแห่งชาวอิสราเอล ที่สืบทอดสายธารต่อเนื่องมาจากศาสดาสุไลมานนั้น ได้ปรากฏตน อยู่ ณ ดินแดน ซีเรีย-ปาเลสไตน์ เป็นเวลานานยาวนาน จนถึงการล่มสลายของราชอาณาจักรอิสราเอล และราชอาณาจักรยูดา ตลอดจนการตกอยู่ภายใต้การยึดครองของชาวอัสซีเรียน และชาวโฟนีเชีย ชาวกรีก ชาวโรมัน และชาวเปอร์เชีย ดังนั้นในลำดับต่อไปจึงจะเป็นการกล่าวถึงประวัติศาสตร์สากลที่ได้บันทึกเรื่องราวของราชอาณาจักรต่างๆ เหล่านี้ จนถึงวาระของการประสูติของพระเยซูหรือนบีอีซา ณ ดินแดนปาเลสไตน์ หรือการเริ่มต้นของ ค.ศ.1 โดยมีรายละเอียดดังจะกล่าวถึงในบทต่างๆ ต่อไปนี้

ในปี 922 ก่อน ค.ศ. เกิดความยุ่งเหยิงวุ่นวายขึ้นในราชอาณาจักร มีการก่อกบฏขึ้นในทันทีที่กษัตริย์สุไลมานสิ้นพระชนม์ และการขึ้นสู่การครองราชย์ของ รีโฮโบอาม ราชโอรสของพระองค์ มีการฝ่าฝืนกฎหมายที่เป็นแบบฉบับยะฮูดีของสุไลมาน และการใช้เหล็กกล้าต่างๆ ในการกดขี่ของกษัตริย์และชนชั้นสูงรุ่นใหม่ อันเป็นที่(หมายถึงผู้รวบรวมด้วยคือโรโบแอม คือ ยูฮูอะ จัดส์ สาเมออด และคิงจ์) มาทับ ราชโอรสของโรโบแอม (901-900) อูบาประเร็อ มาเดกรวม

900–876 ราชวงศ์ บาอาชา บาอาชา เอลฮพพยายามที่จะก่อไฟสงครามกลางเมืองขึ้นอีกกับยูดะฮ์ อย่างไรก็ตาม อซานเคจูคะอีร์(913-873)ขอความช่วยเหลือยุคเเบน อะดาดที่หนึ่ง กษัตริย์แห่งดามัสกัส(880-842) พระองค์จึงจัดการคมนาคมกบินดามัสกัสทางตะวันออกเฉียงเหนือของกาลิลี และจัดการดินแดนดามัสกัสทางตะวันออกเฉียงเหนือของแม่น้ำยอร์ดัน(878) อัลเซ่ ราชโอรสของบาอาชา(877-876) ถูกยึด(876) ชอบโดยพระชนม์ ผู้ซึ่งต่อมาถูก ซิมรี อัมรี ดำเนินด้วยการรับตัวไปมาหาทั้งยังอยู่ในพระราชวังของพระองค์ ณ ติรซะฮ์

876–842 ราชวงศ์ ออมไร ออมรี ทรงสถาปนาราชวงศ์ที่มีอายุยืนนาน พระองค์ทรงสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ขึ้น ณ เมืองสะมาเรีย และรับกับไปเสริมสร้างพันธมิตรกับไทร์โฮยกายโดยการอภิเษกสมรสกับ เจซาเบล ราชธิดาของเอทบาอัล แห่งไทร์ออล แห่งเมืองไทร์(887-856)ให้กับอะฮับแห่ง อิสราเอล แบน ฮาดาด แห่งดามัสกัสสับสนและเอ็จกูคืน แห่งอะซีเรีย เป็นกองทัพร่วมซึ่งสามารถหยุดยั้งขยับขยายปกครองของทัพของชาลมาเนเซอร์ได้ อะฮับต้องพบกับยุคตกต่ำในการสู้รบกับเบนฮาดาดอีกครั้งหนึ่ง ณ ทรานส์ยอร์ดัน มุพบุคคลผู้หนึ่งคือ ศาสดา เอลียะฮ์ ท่านต่อต้านกับความอิสราเอลต่อคนคนหนึ่งคือ ศาสดา เอลียะฮ์ ท่านต่อต้านกับความเชื่อในเทวรูปอันฉ้อฉลของชาติต่างๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากเจซาเบลและจึงเริ่มทำการปฏิบัติในทางการศาสนาเพื่อต่อต้านกับความอยุติธรรมในทางเศรษฐกิจ ซึ่งในที่สุดสามารถลบล้างราชสำนักแห่งออมรีลงได้

ขุ่นเคืองใจเหลือแสน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบรรดาคนเผ่าต่างๆ ที่อยู่ในทางตอนเหนือ (อิสราเอล) โรโบแอม เป็นกษัตริย์ที่เป็นหัตถ์ของทางกาแลเหนือ(อิสราเอล)

922–722 ก่อน ค.ศ. ราชอาณาจักรอิสราเอล (ภาคเหนือ)

922–900 ราชวงศ์ เยโรโบอัมที่หนึ่ง สงครามกลางเมืองระหว่างรีโฮโบอาม(ราว 922-915) กับเยโรโบอมที่หนึ่ง(ราว 923-901) เนื่องจากจากอาบียา (ชีสเลจอร์ดห์นึ่ง 935-914) เข้าโจมตีเมื่อปี 918 เขาได้ส่งผลทำให้ยูดะฮ์ครอบครองยูดะฮ์ และส่วนใหญ่ทางภาคเหนือของอิสราเอล เจโรโบาม ได้จัดตั้งซิคเมเป็นระชาติชั้นใหม่ วิหารมหาเหมืองเมเลด ที่เป็นเมืองท่าโบราณ โดยเจตนาที่จะตัดสัมพันธ์ทางชาวอวิสุทธิ์กับบรรดาเผ่าทางภาคเหนือที่ให้ซิฮาร์ ณ นครเยรูซาเล็ม การเกิดความยุ่งเหยิงวุ่นวายในทางการความเป็นเอกภาพทางศาสนาของชาวอิสราเอลนี้ จึงถูกมองว่าเป็นมาในใหญ่ ในทางของการเจดารัตนิยมในแนว ซีเรีย และชาวยูดาด้วยเช่นกัน รวมทั้งยออด (ราว 750) และบรรดากับนักประวัติศาสตร์ในคัมภีร์ดัรทารีใหม่

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *