INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ไอ้เดช

ไอ้เดช

images 3

เมื่อ พศ. ๒๕๐๗- ๒๕๑๑ นั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีนิสิตอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้น ช่วงเวลานั้น เป็นช่วงที่ผมและเพื่อนๆกำลังเรียน ซึ่ง มีทั้งหมด รวม ๖ คณะ รุ่นนี้ เป็นรุ่นที่ ๒๔ ทั้งหมดจะมีประมาณ ๔๐๐ กว่าคน ทุกคนที่เข้ามาปีหนึ่ง ต้องอยู่หอหมด เพราะมีกิจกรรมกลางคืน และชั่วโมงเรียนตอนเช้ามืด รวมทั้งลงแปลงปลูกผัก เช้าๆเย็นๆต้องทำงานในแปลงผักของตนเอง สำหรับการอยู่หอนั้น นิสิตปีหนึ่งชายจะถูกจัดให้อยู่กระจายกับรุ่นพี่ๆ และแต่ละหอจะมีทุกคณะกระจายๆกันไป การเรียนแยกตามคณะและสาขาวิชา แต่ กิจกรรมของนิสิต จะ แบ่งเป็นปี แม้จะไปทำงานกันแล้ว ถ้าพบพวก เกษตร คำถามแรก มักจะถามว่าอยู่ปีไหนหรือรุ่นไหน มักจะไม่ได้ถามว่า มาจากคณะอะไร ยกเว้นแต่ละคณะจะมีกิจกรรมของตนเองเล็กๆน้อยๆ สำหรับนิสิตหญิงนั้น ก็ต้องอยู่หอรวมกลุ่มกัน ทั้งนี้ หอพักนิสิตหญิงคือ ตึก ๑๐ และหอ ๑๐ ซึ่งมีหลายตึกและหอ เลยแบ่งเป็น ก. ข. ฯลฯ เช่นตึก ๑๐ ก. สำหรับหอ หมายถึงหอพักที่เป็นเรือนไม้ แต่ตึกหมายถึง อาคารที่เป็นตึก สำหรับคณะวิศวกรรมชลประทานที่สมัยนั้นมีแต่นิสิตชายแยกไปเรียน และอยู่หอที่ปากเกร็ด แต่ก็มาทำกิจกรรมร่วมกัน เช่นเล่นกีฬา เป็นต้น

สำหรับนิสิตชาย จะมีทั้งตึกและหอเหมือนกัน สำหรับหอที่รุ่นพี่ๆบุกเบิกกันมา คือ หอ ๑ ถึง หอ ๕ ก็ยังอยู่ในสมัยที่ผมกำลังเรียน แล้วก็มี หอ ๑๑ ถึง หอ ๑๕ ตึกพัก ก็มีตึก ๑ ถึงตึก ๕ แล้วก็มีตึก ๘-๙ ตอนหลังมีสร้างเพิ่มเติม คือ ตึก ๑๑ ผมก็ไม่เข้าใจเรื่องตัวเลขของหอและตึกที่เรียกกัน เข้าใจว่าหอเก่าๆที่รุ่นพี่ รุ่นแรกๆเคยพัก บางหอคงถูกรื้อไปแล้ว

ผมอยู่ ตึก ๓ ซึ่งช่วงหลังจากที่ผมออกมาแล้ว ตึก ๓ นี้ เป็นตึกทำการของบัณฑิตวิทยาลัย ผมอยู่ห้อง ๓๓ ซึ่งเป็นห้องที่ใกล้ทางเดินขึ้นลง เพื่อนรุ่นเดียวกัน ที่อยู่ด้วยกันที่หอนี้ มีร่วม ๒๐ กว่าคน เมื่อมาอยู่หอโดยถูกจัดให้นอนกับรุ่นพี่ๆ ห้องละ ๓ คนโดยมี ปีหนึ่ง ๑ คน รุ่นพี่ ๒ คน ไม่ว่าหอไหน รุ่นพี่จะไม่พูดคุย จะพูดเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น แม้จะรู้จักกันมาก่อน หรือเคยอยู่โรงเรียนเดียวกันมา จนเมื่อรับน้องใหม่เสร็จแล้ว ได้เป็นลูกสีเขียวโดยสมบูรณ์ รุ่นพี่จะเข้ามาพูดคุยยิ้มแย้มสนิทสนมด้วย มาทราบภายหลังว่า ที่รุ่นพี่ไม่พูดคุยในระยะแรกนั้นเป็นประเพณีปฏิบัติทุกปี เพื่อให้ ปีหนึ่งหันหน้าเข้าทำความรู้จักและพูดคุยกัน

อยู่หอไปไม่นานนัก ก็เกิดความสนิทสนมกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน เพราะไปไหนก็ไปด้วยกัน โดยเฉพาะ การออกกำลังกาย และกินข้าวตอนเย็น เพื่อนหอกลายเป็นเพื่อนสนิท แต่ไม่ได้สนิทแค่ที่หอเท่านั้น เพราะหออื่นๆรุ่นพี่ รุ่นน้อง เพื่อนๆก็สนิทกันไปหมด ตามแต่ความสนใจและนิสัยใจคอ บางคนเล่นกีฬาประเภทเดียวกัน แต่ยังไงก็ตาม เพื่อนที่หอคือเพื่อนที่ไปกินข้าว หรือเที่ยวเล่นด้วยกันทุกวัน และตลอดเวลาที่อยู่หอ ได้เสวนาจนกลายเป็นเพื่อนสนิทกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่ง

เพื่อนผมคนหนึ่ง ขอเรียกเขาว่า เดช เพื่อนคนนี้เป็นคนเก่งหลายด้าน มีมนุษย์สัมพันธ์ดี จิตใจเอื้ออารี ถ้าเพื่อนขอร้องอะไร ก็จะช่วยเหลือทันที และเต็มที่ด้วย ในระหว่างการเรียนที่ยากแสนยาก พวกเราก็มีกิจกรรมภายนอกแล้วแต่อุปนิสัย ซึ่งพอดี เพื่อนตึก ๓ หลายคนมีนิสัยที่เหมือนๆกัน ก็เลยคบกันสนิทสนมเป็นพิเศษ ไปไหน ก็ไปเป็นกลุ่มใหญ่ ที่เกษตรนี้ ทุกคนต้องขี่จักรยานไปเรียน โดยเฉพาะปีหนึ่ง เพราะวิชาเรียนจะอยู่คนละตึก เช่นตึกชีวฯ ตึกเคมี พอหมดชั่วโมงเรียน นิสิตก็ต้องขี่จักรยานย้ายตึกเรียน หรือบางคนมีชั่วโมงว่างก็ไปห้องสมุด กลับหอ หรือไปที่อื่น ตอนเปลี่ยนชั่วโมงเรียนในสมัยนั้น ถนนในเกษตรจะคับคั่งไปด้วยนิสิตขี่จักรยานสวนกันไปมา รถยนต์จะหมดสิทธิ์วิ่งในบางเขน อาจารย์ หรือนิสิตที่มีไม่กี่คนที่มีรถยนต์ ต้องจอดรถยนต์ไว้ในตอนมีชั่วโมงเรียน เพราะขี่จักรยานสะดวกกว่ามาก

เมื่อเปิดเรียนปีแรกใหม่ๆ ผมได้ซ้อนจักรยานนั่งที่ตัวถังข้างหน้าไปกับเดช ถนนออกจากหอ เป็นถนนแคบๆ พอที่จักรยานจะสวนกันได้ เมื่อ จวนจะออกถนนใหญ่ ตรงที่มีคูน้ำอยู่ข้างถนน เป็นเวลาเดียวกับที่เพื่อนอีกคน ซึ่งกำลังหัดขี่จักรยาน ยังไม่แข็ง ขี่จักรยานสวนมา เดชขี่จักรยาน รี่จะไปชนเขา บังคับให้เขาลงน้ำ แต่เขาไม่ลง เดชกับผม ต้องหักลงน้ำเอง เปียกปอนหมด ต้องกลับหออาบน้ำแต่งตัวใหม่ถึงจะไปเรียนได้

ที่ห้องเรียนวิชาพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์หลายวิชา มักจะเป็นห้องใหญ่ เพราะนิสิตเป็นร้อยๆ หรือหลายคณะเรียนด้วยกัน มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขณะที่คอยอาจารย์มาสอน เพื่อนผม คือ เดชนี่แหละ นั่งข้างๆเพื่อนผู้หญิง เกิดผายลมออกมาเสียงดัง ยกก้นด้วย เสียงยิ่งดังมากๆ แล้วก็หันขวับไปมองเพื่อนหญิงที่นั่งข้างๆ ถามเขาว่า “ปวดท้องขี้ หรือ” เพื่อนหน้าแดง อายแสนอาย คงจะจำ เดชเพื่อนผมไปตลอดชีวิต

ผมมีกิจกรรมร่วมกับเพื่อนคนนี้มากมาย แต่เดชก็สนิทกับเพื่อนคนอื่นๆ เป็นแก๊งใหญ่หลายคน ตอนที่หัดดื่มเหล้า ก็หัดด้วยกัน กินข้าวกัน เงินทองก็ ใช้จ่ายแบบไม่ต้องแชร์ ถ้ามีก็ควักหมด ถ้าไม่มีเงินกินข้าว ก็ไปโรงอาหารรอไถเพื่อนๆที่พอจะไถได้ แขก เป็นเพื่อนที่ถูกรบกวน บ่อยที่สุด เพราะเขาเป็นคนดี ไม่ค่อยใช้เงินฟุ่มเฟือยแบบคนอื่น เพราะฉะนั้น วันไหนไม่มีเงิน พวกเราก็หน้าสลอน อยู่แถวร้านอาหารมุสลิม รอ แขกมา เรื่องข้าวเย็นนี้ มีอยู่วันหนึ่ง ผม กับ เดช และเพื่อนอีกคนชื่อสม ไปกินข้าวด้วยกัน เดชกับสมมีปากเสียงกัน เดชบอกว่าต้องสั่งอาหารเผ็ดๆ เพราะพริกมีวิตามิน เอ สูง สม เขาก็สั่งแต่เผ็ดๆ ยั่วเดช ในที่สุด อาหารมื้อนั้น เดชยั๊วะมาก ในจานข้าวของตนเองเลือกกินแต่พริกอย่างเดียว

วันดีคืนดี เราก็พากันไปดูหนังที่สะพานควาย รู้สึกว่าโรงหนังชื่อเฉลิมสิน แถวหน้าสุด ค่าดูคนละ ๕ บาทเท่านั้น เข้าไปดูแล้ว คนอื่นก็นั่งกันเงียบๆ แต่ เดชก็พล่ามเสียงดังอยู่คนเดียว เพื่อนปรามก็ไม่เชื่อ เมื่อหนังถึงตอนที่เศร้าๆ คนดูพร้อมจะบีบน้ำตา ปรากฏว่า เดช พูดอะไรออกมาไม่รู้ แถวหลังเราที่นั่งอยู่ได้ยิน หัวเราะออกมาดังมาก แถวๆรอบตัวเราเลยหัวเราะกับหนังเศร้าเรื่องนั้นกันหมด

เดชมีความสามารถซ่อมรถ เพราะชอบมากๆ ความจริงไม่ได้ไปฝึกซ่อมที่ไหน แต่ได้ซื้อรถจักรยานยนต์มาถูกๆ พวกเราก็ขี่รถคันนี้แหละ ภายหลัง เดชได้ ยกเครื่องรถของตนเองที่หอพัก เป็นคันแรกในชีวิตเขา รู้สึกว่าเขามีพรสวรรค์ทางด้านเครื่องยนต์ ระยะหลังได้ ช่วยยกเครื่องรถเต่า โฟล์กสวาเก้นเก่าๆที่ผมซื้อมา แนวทางของเขาคือ พอถอดชิ้นส่วนออกมาแล้ว เขาจะวางเรียงกันเป็นระเบียบ เมื่อจะประกอบเครื่องยนต์เข้าด้วยกัน ก็สามารถนำชิ้นส่วนที่วางเรียงกัน เข้าประกอบย้อนกลับ ได้โดยง่าย

เพื่อนๆที่เดินด้วยกัน ไปไหนก็ไปด้วยกัน หลายๆคนได้จากไปแล้ว เดช เป็นคนแรกๆ ที่จบมาทำงานไม่กี่ปี ก็เสียชีวิตลง ชีวิตเขาคงทำบุญมาไม่มาก แต่เขาได้สอนให้ผมทำหลายๆอย่างในชีวิต ที่ผมลำพังคนเดียวคงไม่กล้าทำ มีทั้งดี และที่คึกคะนองตามประสาวัยรุ่น เขาทำให้ชีวิตการทำงานของผมราบรื่น เพราะกล้าคิด กล้าตัดสินใจ และกล้าเสี่ยง ความเป็นคนมีน้ำใจ ตั้งแต่สมัยอยู่หอมาด้วยกัน ผมคิดถึงเพื่อนทุกๆคนที่ได้จากไปแล้ว และได้คิดถึงเขาด้วย “ไอ้เดช” เพื่อนผม เรามีความหลังด้วยกันมา มากทีเดียว บู๊ คนเคยหนุ่ม

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *