INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

นิทานในประวัติศาสตร์และพงศาวดารจีน : ขงเบ้ง ตอนที่ 3

Zhuge Liang Strategy Amidst the Mist 1

นิทานในประวัติศาสตร์และพงศาวดารจีน :ขงเบ้ง ตอนที่ 3

โดย​ รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย​

การยกทัพขึ้นทางเหนือของขงเบ้ง

    ศึก “บุกเหนือ” (北伐 ) หรือที่เรียกกันว่า “ยกทัพออกทางภูเขาฉีซานหกครั้ง” (六出祁山) ของขงเบ้งระหว่างปีค.ศ.228-234  เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในช่วงสามก๊ก ระหว่างจ๊กก๊กกับวุยก๊กในเวลานั้น แม้ในพงศาวดารเรียกว่า“ออกทางฉีซาน 6 ครั้ง”  แต่บันทึกประวัติศาสตร์ เช่นในจดหมายเหตุสามก๊ก(三国志) ขงเบ้งมีการยกทัพขึ้นเหนือรวม 5 ครั้ง และไม่ได้ยกทัพออกทางฉีซานทุกครั้ง

สาเหตุที่ออกศึก

    ขงเบ้งมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่น ภายใต้การนำของตระกูลเล่า(刘)  เวลานั้น ลูกหลานของโจโฉได้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แล้ว ขงเบ้งคิดว่านั่นเป็นการกบฎล้มล้างราชวงศ์ฮั่น จำเป็นต้องโค่นล้ม แล้วให้เล่าปี่ซึ่งมีเชื้อสายกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่นขึ้นเป็นกษัตริย์  ขงเบ้งเชื่อว่า ด้วยยุทธศาสตร์การรบที่เหนือกว่า จะเอาชนะวุยก๊กได้ แม้จ๊กก๊กจะมีกำลังน้อยกว่าก็ตาม ในช่วงแรกของการทำศึก สภาพการณ์ก็เป็นเช่นนั้น  แต่หลังจากทื่วุยก๊กเปลี่ยนตัวแม่ทัพใหญ่เป็นซือหม่าอี้(司马㦤) แล้ว สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป ผลของการรบก็ไม่เป็นอย่างที่คิด

สาเหตุสำคัญที่ขงเบ้งไม่ประสบผลสำเร็จ

  แม้ขงเบ้งจะเป็นอัจฉริยะทางยุทธศาสตร์และการเมือง แต่การบุกเหนือกลับไม่สำเร็จ  ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นได้  ด้วยเหตุผลดังนี้:

ก. ความเสียเปรียบทางด้านดุลกำลังและทรัพยากร

   วุยก๊กครอบครองพื้นที่กว้างใหญ่ มีประชากร และทรัพยากร มากกว่าจ๊กก๊กหลายเท่า การที่รัฐเล็กกว่าจะบุกรัฐใหญ่ที่มีการตั้งรับอย่างมั่นคง เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก

ข. ไม่สามารถยกทัพโจมตีวุยก๊กได้โดยสะดวก

   ข้อเสียเปรียบของจ๊กก๊กที่สำคัญที่สุด คือ ฝ่ายจ๊กก๊กไม่ได้ครอบครองเก็งจิ๋ว เนื่องจากกวนอูเสียเกงจิ๋วให้แก่ง่อก๊กไปแล้ว  ทำให้ยุทธศาสตร์หลงจง ที่ขงเบ้งเสนอต่อเล่าปี่ ตอนที่ทั้งสองคนพบกันครั้งแรก นำมาใช้ไม่ได้  เพราะเก็งจิ๋วเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ  ถ้าจ๊กก๊กยังครอบครองเก็งจิ๋วอยู่ การยกทัพโจมตีวุยก๊กจะทำได้สองทาง คือยกทัพออกทางเก็งจิ๋ว  หรือยกทัพออกมาทางอิ๊กจิ๋วหรือเสฉวน ทำการตีขนาบวุยก๊กทั้งสองด้าน ทำให้วุยก๊กต้องรับศึกสองด้าน และที่สำคัญ คือถ้ายกทัพออกทาง อิ๊กจิ๋ว จะต้องเดินทัพผ่านเขตภูเขา การเดินทัพ และการลำเลียงเสบียงอาหาร ทำได้ยากลำบากมาก อีกทั้งฝ่ายวุยก๊ก ยังตั้งรับป้องกันเมืองได้ง่ายกว่า การเสียเก็งจิ๋ว ทำให้จ๊กก๊กต้องสูญเสียจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยให้เอาชนะวุยก๊กได้ และการยกทัพขึ้นบุกขึ้นเหนือต้องประสบกับอุปสรรคมากมาย การที่ขงเบ้งทำตามยุทธศาสตร์หลงจงที่กำหนดไว้แต่เดิมไม่ได้ จึงมีผลต่อความล้มเหลวของการบุกวุยก๊ก

ค. อุปสรรคทางภูมิศาสตร์และการขนส่งเสบียง

    ทั้งอิ๊กจิ๋ว(เสฉวน) และฮั่นจง (汉中:ฮันต๋ง) เขตปกครองของจ๊กก๊ก ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่โอบล้อมด้วยภูเขาสูง การรบต้องใช้กำลังคนจำนวนมาก การลำเลียงเสบียงอาหารให้ทัพหน้า ก็ทำได้ลำบาก ระหว่างการสู้รบ ขงเบ้งจำต้องถอยทัพกลับทุกครั้งเมื่อเสบียงอาหารหมด แม้ว่าขณะนั้นกำลังได้เปรียบในการสู้รบก็ตาม

ง. ยุทธวิธี “ตั้งรับ ไม่ยอมรบ” ของสุมาอี้

   สุมาอี้วิเคราะห์ว่า จุดอ่อนของจ๊กก๊กคือ “เสบียง” และ”เวลา”  จึงไม่ส่งกองทัพออกมาสู้รบ  ทำเพียงรักษาฐานที่มั่น  ถ่วงเวลาให้เสบียงอาหารของกองทัพจ๊กก๊กหมดลง เป็นยุทธศาสตร์บีบให้จ๊กก๊กต้องถอยทัพกลับเอง เพราะขาดเสบียงอาหาร

จ. การขาดแคลนบุคลากร

   เมื่อแม่ทัพที่เก่งกล้าสามารถ อย่าง กวนอู (关羽)  เตียวหุย (张非)  จูล่ง (赵子龙)ฮวงตง (黄忠) และ ม้าเฉียว(马超)เสียชีวิตลง จ๊กกก๊กไม่สามารถหาแม่ทัพมีความสามารถทัดเทียมหรือใกล้เคียงกัน มาทดแทนได้  จึงขาดแม่ทัพที่มีความสามารถและประสบการณ์สูงมานำทัพในการสู้รบ

ฉ. การตัดสินใจผิดพลาดในการรบที่เจือยถิง(街亭)

   ขงเบ้ง เลือกใช้นายทหารหม่าซู่ (马谡: ม้าเจ๊ก) มารับศึกเจือยถิง (街亭: เกเต๋ง)  การเสียเกเต๋งในศึกบุกเหนือครั้งแรก ทำให้จ๊กก๊กรุกต่อไปอีกไม่ได้ จึงต้องถอยทัพกลับ

ช. การเมืองภายในรัฐจ๊กก๊กๅ

  李严 หลี่เหยียน ลิยี่ ผู้คุมการส่งเสบียงไปแนวหน้า  บิดเบือนข่าวเรื่องการส่งเสบียง เพราะกลัวความผิด ทำให้ขงเบ้งต้องถอยทัพในศึกครั้งที่สี่ ทั้งที่กำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบในสนามรบ

เหตุการณ์การรบแต่ละครั้ง

  ต่อไปนี้คือเหตุการณ์ การวางแผน ยุทธวิธี และผลของการรบในแต่ละครั้งโดยสังเขป แต่ศึกครั้งแรก ซึ่งเป็นครั้งสำคัญ จะมีรายละเอียดมากสักหน่อย

ศึกครั้งที่ 1: ยุทธการเมืองเจีอยถิง(街亭) เกเต๋ง ค.ศ. 228

   หลังจากเล่าปี่ ผู้นำจ๊กก๊กเสียชีวิต ขงเบ้งใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และปราบปรามชนกลุ่มน้อย เพื่อให้ จ๊กก๊กมีความมั่นคงตามแนวหลังในทางใต้ ยุทธศาสตร์ของขงเบ้งในการบุกครั้งนี้ ไม่ใช่การบุกตรงเข้าสู่ฉางอาน (长安)เชียงอันโดยตรง เนื่องจากตระหนักดีว่า วุยก๊กเตรียมการรับมือที่ฉางอานอย่างแน่นหนา แต่ขงเบ้งเลือกใช้วิธี “ตัดปีกตะวันตก” คือการเข้ายึดมณฑลเหลียงโจว(涼州) และภูมิภาคทางด้านตะวันตกของแม่น้ำฮวงโห เพื่อดึงเอาทรัพยากร ม้าศึกและตัดกำลังของวุยก๊กก่อน

รายละเอียดการรบ

   ขงเบ้งส่ง จ้าวหวิน(赵云: จูล่ง) และเติ้งจือ(邓芝: เต้เอ๋ง) นำทัพสายหนึ่งตรึงกำลังไว้ที่หุบเขาเสียกู่ (斜谷: ชีโคก) ทำทีว่าจะบุกไปฉางอาน ทำให้เฉาเจิน(曹真:โจจิ๋น) แม่ทัพของวุยก๊กหลงกลนำทัพหลักมาดักตั้งรับทางด้านฉางอาน  แต่ขงเบ้งกลับนำทัพหลบสายตาไปทางฉีซาน(祈山) และบุกเข้ามณฑลเหลียงโจว(涼州)อย่างรวดเร็ว ยึด 3 เมืองสำคัญ คือ เทียนสุ่ย(天水)และเมืองที่อยู่ข้างเคียง  ศึกครั้งนี้ ขงเบ้งยังได้เจียงเหวย (姜维:เกียงอุย) ยอดนายทหารหนุ่มแห่งเทียนสุ่ยมาร่วมทัพด้วย

3. ศึกตัดสินที่เจือยถิง (街亭: เกเต๋ง)

  เมื่อฝ่ายวุยก๊กเห็นว่า โจจิ๋นไม่สามารถต่อสู้กับขงเบ้งได้ จึงรีบแต่งตั้งให้ซือหม่าอี้(司马㦤) ที่เก่งในการสู้รบ แต่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ไปแล้ว มาเป็นแม่ทัพใหญ่ และนำทัพทหารเร่งเดินทัพมาสกัดขงเบ้ง

  จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดใขณะนั้น คือเมืองเจือยถิง(街亭: เกเต๋ง) ซึ่งเป็นช่องเขาคอขวด  และเป็นทางเดียวที่กองทัพวุยก๊ก

จะขัดขวางการยึดภาคตะวันตกของขงเบ้งได้

  ขงเบ้งเลือกหม่าซู่(马谡:ม้าเจ๊ก)ให้ไปรักษาเกเต๋ง โดยมีหวังผิง(王平:อองเป๋ง) เป็นรองแม่ทัพ ขงเบ้งกำชับหนักหนาให้ม้าเจ๊ก  ” ต้องคุมทางสี่แยกที่เข้ามา ให้มีค่ายที่ตั้งรับขวางทางไว้ อย่าให้ฝ่ายวุยก๊ก ผ่านเข้ามาได้ และอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด”

  แต่เมื่อไปถึง ม้าเจ๊กกลับละเลยคำสั่งของขงเบ้ง และหลักการทหารพื้นฐาน ม้าเจ๊ก เชื่อในตำราพิชัยสงครามมากเกินไป นำกำลังขึ้นไปตั้งค่ายบนยอดเขา หวังจะใช้ความสูงทำลายกองทัพวุยก๊กให้แตกพ่ายไป  แม้ อองเป๋งจะคัดค้านอย่างหนัก ชี้ให้เห็นว่าบนยอดเขา ที่ไม่มีแหล่งน้ำ ถ้าหากโดนล้อม กองทัพจะวิกฤตเพราะขาดน้ำ แต่ ม้าเจ๊กไม่ฟัง

   เมื่อแม่ทัพวุยก๊ก จางเหอ(张郃: เตียเหอ)เดินทัพมาถึง เห็นทหารฝายจ๊กก๊กตั้งค่ายอยู่บนยอดเขา จึงสั่งล้อมเนินเขา  และตัดทางน้ำทันที  ในเวลาไม่นาน ทหารจ๊กก๊กที่อยู่บน เขาไม่มีน้ำกิน เกิดความระส่ำระสาย เตียเหอได้โอกาส จึงจุดไฟเผา และเข้าโจมตีทัพของม้าเจ๊กแตกพ่ายแพ้ยับเยิน แต่อองเป๋งที่นำกำลังหน่วยเล็กๆ ได้ตีกรวดน้ำ และตีกลอง  ทำเสมือนว่ามีกองทัพซุ่มอยู่ เตียเหอจึงไม่กล้าไล่ตาม ช่วยชีวิตทหารจ๊กก๊กไว้ได้ส่วนหนึ่ง

ผลลัพธ์และผลกระทบ

   การเสียเกเต๋ง ทำให้แนวป้องกันทางยุทธศาสตร์ของขงเบ้งพังทลายลงทันที ทัพวุยก๊ก สามารถบุกเข้าตัดหลังกองทัพของขงเบ้งได้  ขงเบ้งไม่มีทางเลือก นอกจากถอยทัพกลับ แต่ก็ได้กวาดต้อนเสบียงจากสามเมืองที่ยึดได้กลับไปด้วย

 หลั่งน้ำตาประหารม้าเจ๊ก

   เพื่อทำตามกฎระเบียบ และรักษาวินัยทหารอย่างเคร่งครัด  ขงเบ้งจำใจต้องสั่งประหารชีวิตม้าเจ๊ก แม้จะรักเหมือนลูก  และขงเบ้งยังทำเรื่อง ขอลดตำแหน่งตัวเองลงสามขั้น เพื่อรับผิดชอบต่อความผิดพลาดครั้งนี้

กลอุบายเมืองร้าง(空城计)

   เมื่อม้าเจ๊กเสียทีให้ฝ่ายวุยก๊กจากวิธีการตั้งรับที่ผิดพลาดจนเสียเมืองเกเต๋ง สุมาอี้ จึงสามารถนำกำลังกว่าแสนคน  บุกมาถึงค่ายของขงเบ้งได้  ก่อนหน้านั้น ขงเบ้งได้ส่งทหารเกือบทั้งหมด ออกไปสกัดกั้นกองทัพของสุมาอี้ตามจุดต่างๆ  เหลือเพียงทหารที่เฝ้าค่ายอยู่ประมาณไม่กี่พันนายเท่านั้น  เมื่อหน่วยข่าวกรองแนวหน้า ของขงเบ้ง มาแจ้งว่า ขณะนี้  สุมาอี้ นำทัพบุกเข้ามาใกล้ฐานที่มั่นของจ๊กก๊กแล้ว  ข่าวนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกให้เหล่าทหารมาก  ต่างคิดว่า คราวนี้ ต้องถูกกองทัพของสุมาอี้ บดขยี้ราบคาบอย่างแน่นอน  ถึงจะหนีก็หนีไม่ได้ไกล  ขงเบ้ง จึงสั่งให้ทหารรื้อธงที่ปักไว้บนกำแพงออกหมด  แล้วเปิดประตูเมืองทั้งสี่ด้าน  แต่ละประตูมีทหารเพียงไม่กี่คน  แต่งตัวคล้ายประชาชน เดินกวาดถนนอยู่โดยไม่แสดงความวิตกกังวลหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด ส่วนทหารที่เหลือให้ไปหลบซ่อนในที่กำบังและ กำชับว่าอย่าส่งเสียงดัง  ตัวขงเบ้ง เองแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบสบายๆ  ไม่แสดงอาการทุกข์ร้อนหรือกังวลใจใดๆ ขึ้นไปนั่งบนกำแพงเมือง มีเด็กน้อยถือกระบี่และแซ่ยืนอยู่ข้างๆ ตั้งกระถางธูปอยู่ข้างหน้า ดีดขิมอย่างอารมณ์ดี หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส

  ทหารกองหน้าของสุมาอี้ เมื่อเห็นสภาพเช่นนี้ รีบกลับไปรายงาน สุมาอี้ พร้อมด้วยทหาร จึงมาดูด้วยตาของตนเอง เพราะมีความระแวงสงสัย คิดว่า เมื่อกองทัพใหญ่ของฝ่ายวุยก๊ก บุกเข้ามาประชิดถึงเพียงนี้แล้ว เหตุใดขงเบ้งจึงยังใจเย็น ไม่เตรียมตั้งรับใดๆทั้งสิ้น หรือเป็นกลลวงให้ยกทัพเข้าไป  แล้วให้ทหารที่ซุ่มอยู่ในตัวเมือง ออกมาตีตลบหลัง สุมาอี้เกรงจะหลงกล จึงรีบถอนทหารกลับไป ขณะที่ซือหม่าเจา (司马昭:สุมาเจียว) ลูกชายสุมาอี้กลับมีความเห็นว่า ที่ขงเบ้งทำเช่นนี้ อาจเป็นเพราะเขาไม่มีทหารที่จะต่อสู้ จึงเสนอให้ยกกองทัพบุกเข้าไปในเมือง แต่สุมาอี้ เห็นว่า ขงเบ้งเป็นคนรอบคอบ ไม่ชอบเสี่ยง ถ้าไม่มีการเตรียมไพร่พลไว้ในเมือง เขาคงไม่กล้าทำเช่นนี้ เมื่อคิดได้เช่นนั้น สุมาอี้จึงสั่งให้ทหารถอยทัพกลับไป

    ขงเบ้ง เมื่อเห็นทหารสุมาอี้ ถอยทัพออกไปไกลแล้ว ก็ตบมือหัวเราะชอบใจ เหล่าทหารถามว่าสุมาอี้มีทหารจำนวนมาก ทำไมไม่กล้าบุกเข้ามา ขงเบ้งตอบว่า สุมาอี้คิดว่าขงเบ้งเป็นคนรอบคอบ ไม่กล้าเสี่ยงภัย ที่ทำเช่นนี้  คิดว่า คงมีการเตรียมกองกำลังอยู่ในเมือง คอยซุ่มโจมตี จึงเปิดประตูเมือง เพื่อหลอกล่อให้สุมาอี้เข้ามาโจมตี เกรงว่าจะหลงกล จึงถอยทัพกลับ ขงเบ้งก็รู้ว่าการทำเช่นนี้ อันตรายมาก แต่ก็ไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องทำ เพราะถ้าหนี จะถูกไล่ตีแตกยับเยินแน่นอน

   ส่วนสุมาอี้ ในระหว่างที่ยกทัพกลับ ได้พบกับทหารฝ่ายจ๊กก๊ก ที่ขงเบ้งส่งมาสกัดกั้น จึงรีบยกทัพหนี ไม่กล้าปะทะกับทหารฝ่ายจ๊กก๊ก  ในเวลาต่อมา จึงรู้ว่า ตนหลงกลเมืองร้างของขงเบ้งแล้ว  แต่ ณ เวลานั้น ขงเบ้งก็ได้ถอยทัพกลับไปแล้ว

   กลอุบายเมืองร้างนี้ ใช้ได้เมื่อถึงคราวจำเป็น เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ฝ่ายตนหมดทางต่อสู้  จึงใช้วิธีการทางจิตวิทยา ทำเป็นไม่มีการป้องกัน และไม่สนใจการโจมตีใดๆ ทำให้ฝ่ายที่เข้ามาโจมตีเกิดความระแวงว่า การทำเช่นนี้เป็นเพราะมีการเตรียมกำลังสำหรับซุ่มโจมตีอยู่ในเมือง รหบอกให้ข้าศึกเข้าโจมตี การใช้กลอุบายนี้ มีความเสี่ยงอยู่มาก ถ้าคู่ต่อสู้ไม่หลงกล  แล้วเข้าโจมตี ฝ่ายที่ใช้กลอุบาย จะต้องถูกบดขยี้พ่ายแพ้ยับเยิน จึงไม่ควรใช้ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ

   เรื่องกลอุบายเมืองร้างนี้ มีอยู่ในพงศาวดาร  แต่ไม่มีการบันทึกไว้ ในประวัติศาสตร์สามก๊ก  นักวิชาการบางคน จึงคิดว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากเสียเมืองเกเต๋งแล้ว  ขงเบ้งก็ไม่สามารถนำทหารบุกเข้าวุยก๊กได้ จึงต้องถอยทัพกลับ

ศึกครั้งที่ 2: การปิดล้อมด่านเฉินชัง(陈仓) ปลายปี ค.ศ. 228–229

 ในฤดูหนาวปีค.ศ. 228 เกิดสงครามที่ สือถิง (石亭)  ระหว่างง่อก๊ก กับวุยก๊ก  กองทัพวุยก๊กพ่ายแพ้และสูญเสียอย่างหนัก  ต้องถอนกำลังทางตะวันตกลงไปช่วยทางใต้ ขงเบ้งมองเห็นเป็นโอกาสทอง  จึงตัดสินใจเคลื่อนทัพบุกขึ้นไปทางเหนือเป็นครั้งที่สองอย่างรวดเร็ว โดยไม่รอถึงฤดูใบไม้ผลิ

   คราวนี้ ขงเบ้งเปลี่ยนเส้นทางบุก โดยใช้เส้นทางสายซ่านกวน (散關) มุ่งตรงไปยังด่านเฉินชัง(陳倉) ซึ่งเป็นปราการสำคัญที่เฝ้าประตูทางเข้าสู่ที่ราบกวนจง(关中) กวนต๋ง และเมืองฉางอาน

รายละเอียดการรบมีดังนี้

การเตรียมการของวุยก๊ก

    แม้ทัพหลักของวุยก๊กจะยุ่งอยู่กับการทำศึกทางใต้ แต่แม่ทัพเฉาเจิน (曹真:โจจิ๋น) ก็คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ขงเบ้งอาจจะบุกเข้ามาทางด่านเฉินชัง  จึงได้ส่งเฮ่าเจา(郝昭: เฮาเจียว) นายทหารผู้เชี่ยวชาญการตั้งรับ พร้อมด้วยทหารหลายพันนาย ไปปรับปรุงซ่อมแซม และเฝ้าด่านเฉินชังไว้ล่วงหน้าแล้ว

    เมื่อขงเบ้งนำทัพเกือบแสนคน มาถึงด่านเฉินชัง ก็ส่งจิ้นเสียง ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของเฮาเจียวไปเกลี้ยกล่อมให้เขายอมจำนน แต่เฮาเจียวตอบกลับว่า “กฎหมายของวุยก๊กมีความเด็ดขาดมาก  ข้าได้รับบัญชาให้มาเฝ้าด่าน  มีแต่ตายในหน้าที่เท่านั้น ไม่ยอมแพ้ ไม่ต้องพูดมาก”

   ขงเบ้งเห็นว่าเจรจาไม่ได้ จึงใช้บันไดพาดกำแพง(雲梯)และรถใหฟญ่ชนประตู (衝車)เข้าโจมตี  เฮาเจียวสั่งยิงธนูเพลิงเผาบันไดจนพังพินาศและใช้หินผูกเชือกทิ้งลงมาทุบหอคอยชนประตูจนแหลกละเอียด

   ขงเบ้งจึงสั่งให้สร้างหอคอยสูง ยิงธนูเข้าไปในเมือง และขนดินมาถมคูเมือง เฮาเจียวสร้างกำแพงซ้อนข้างในขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งทันที ขงเบ้งสั่งให้ขุดอุโมงค์ใต้ดินเข้าไปในตัวเมือง เฮาเจียว ก็สั่งขุดคูสนามซ้อนด้านใน เพื่อตัดรอยอุโมงค์และใช้ไฟ/ควันอุดรูอุโมงค์ไว้

   ศึกครั้งนี้ยืดเยื้อออกไป เฮาเจียวใช้ทหารจำนวนน้อยนิดต้านทานการบุกทุกรูปแบบของกองทัพขงเบ้งได้นานถึงกว่ายี่สิบวัน จนกระทั่งเสบียงของกองทัพจ๊กก๊กเริ่มหมดลง และกองทัพสนับสนุนของวุยก๊ก ได้เคลื่อนพลมาถึง ขงเบ้งจึงไม่สามารถตีด่านเฉินชังได้สำเร็จ เมื่อเสบียงหมด จึงต้องสั่งถอยทัพ ในระหว่างการถอยทัพ แม่ทัพวุยก๊กหวังซวง(王双: อองซอง)นำทัพม้าไล่ติดตาม ขงเบ้งจึงวางกลอุบายซุ่มโจมตีและฆ่าอองซองได้ ทำให้ทัพของวุยก๊กไม่กล้าติดตามต่อ

ศึกครั้งที่ 3 ยุทธการยึดเมืองอู่ตู(武都) และอินผิง(阴平)ค.ศ. 229

   หลังจากผิดหวังที่ด่านเฉินชัง ขงเบ้งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่  ออกศึกในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ. 229  คราวนี้ ขงเบ้งไม่มุ่งเป้าบุกรุกแดนฉางอานโดยตรง  แต่มุ่งที่จะขยายดินแดนทางจุดยุทธศาสตร์ ด้านตะวันตกเฉียงใต้ เพื่อสร้างแนวป้องกันฮั่นจงให้แข็งแกร่ง และผนวกชนเผ่าน้อยเข้ามาเป็นพวก เป้าหมายคือเมือง อู่ตู(武都) และอินผิง (陰平) ซึ่งเป็นดินแดนภูเขา เขตเชื่อมต่อระหว่างจ๊กก๊กและวุยก๊ก

  ในศึกครั้งนี้ ขงเบ้งมอบหมายให้แม่ทัพ เฉินสื้อ (陈式 : ตันสิ)นำกำลังพลบุกเข้าโจมตีเมืองอู่ตูและอินผิง  ฝ่ายวุยก๊ก แม่ทัพกั๊วอฮ๋วย(郭淮:กุยฮวย)  นำกำลังทหารเข้าช่วยสองเมืองนี้ ขงเบ้งเกรงว่าเฉินสื้อจะพ่ายแพ้  จึงนำทัพหลวง เคลื่อนพลจากฮั่นจงด้วยตนเอง ไปตั้งค่ายอยู่ที่ เจี้ยนเวย (建威) เพื่อตัดเส้นทางลำเลียง และคุมเชิงทัพวุยก๊ก  เมื่อกุยฮวยเห็นว่าขงเบ้งนำทัพมาด้วยตนเองและวางกำลังอย่างรัดกุม ประเมินว่า การปะทะตรงๆจะเสียเปรียบ จึงสั่งถอนกำลังกลับไปตั้งรับในเขตที่ปลอดภัย ปล่อยให้สองเมืองนี้ขาดการช่วยเหลือ ศึกครั้งนี้ เฉินสื้อจึงยึดเมืองอู่ตูและอินผิงได้โดยสมบูรณ์

   ศึกครั้งนี้เป็นชัยชนะในการบุกเหนือ ที่จ๊กก๊กสามารถยึดครองดินแดน ของวุยก๊กได้เป็นการถาวร  แต่ขงเบ้ง ก็ยังไม่สามารถบุกเข้าไปถึงเมืองฉางอานได้

ศึกครั้งที่ 4: การตั้งรับการบุกของวุยก๊ก (ค.ศ. 230)

   ในประวัติศาสตร์จีน ศึกครั้งนี้ฝ่ายวุยก๊กเป็นฝ่ายเปิดศึกบุกจ๊กก๊ก แต่ในพงศาวดาร ได้นับรวมอยู่ในอนุกรมการศึกด้วย

   ในปี ค.ศ. 230 ฝ่ายวุยก๊กเริ่มรู้สึกว่า  การปล่อยให้ขงเบ้งเป็นฝ่ายบุกฝ่ายเดียว จะทำให้วุยก๊กเสียเปรียบ โจจิ๋นจึงเสนอต่อกษัตริย์เฉายุ่ย(曹睿:โจยอย) ให้บุกจ๊กก๊กแบบสามทางพร้อมกัน  เพื่อบดขยี้จ๊กก๊ก ให้สิ้นซาก ก่อนที่ฝ่ายเขาจะบุกมาโจมตี

 แผนสามทางของวุยก๊ก คือ

   โจจิ๋น นำทัพหลักบุกทางหุบเขาจื่ออู่ (子午谷) สุมาอี้ (司馬懿)นำทัพจากเกงจิ๋ว ล่องเรือขึ้นมาทางแม่น้ำฮั่นสุ่ย(汉水) กุยฮวย บุกมาทางอู่ตู

   ขงเบ้งนำทัพมาตั้งรับอย่างแข็งแกร่งที่ฮั่นจง  แต่สิ่งที่ทำลายทัพวุยก๊กไม่ใช่ทหารจ๊กก๊ก หากเป็นมหาภัยธรรมชาติ มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 วัน น้ำป่าทะลักพัดทำลายสะพานไม้ไต่ผา กองทัพของวุยก๊ก ตกอยู่ในโคลนตม ไม่สามารถส่งเสบียงได้ ทหารและม้าศึก เจ็บป่วยเป็นอันมาก

   แต่พระเจ้าโจยอยต้องสั่งให้โจจิ๋นและสุมาอี้ถอนทัพกลับ ขงเบ้งจึงไม่เสียกำลังพล และสามารถใช้ช่วงเวลานี้เตรียมการบุกเหนือครั้งใหญ่ในปีถัดไป

ศึกครั้งที่ 5: การปะทะกับสุมาอี้ และอวสานของเตียเหอ (ค.ศ. 231)

   ในต้นปี ค.ศ. 231 โจจิ๋นเสียชีวิตลง พระเจ้าโจยอยจึงส่งสุมาอี้มาเป็นผู้บัญชาการสูงสุดแทน

   ขงเบ้งยกทัพบุกเหนืออีกครั้ง ครั้งนี้ กลับไปใช้เส้นทางเขาฉีซาน  ในศึกครั้งนี้ ขงเบ้งได้ประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ คือ “โคยนต์ ม้ากล” (木牛流馬) เป็นรถเข็นล้อเดียวและสองล้อ เพื่อช่วยในการขนส่งเสบียงผ่านทางเส้นทางภูเขาอันคดเคี้ยว

การดวลเชิงระหว่างขงเบ้งและสุมาอี้:

   สุมาอี้รู้ว่า จุดอ่อนของจ๊กก๊ก คือเรื่องเสบียง  จึงตั้งค่ายป้องกัน คุมจุดยุทธศาสตร์ และเน้นย้ำกับแม่ทัพนายกองว่า “เน้นตั้งรับ ไม่รบปะทะ”

   ขงเบ้งพยายามยั่วให้สุมาอี้ออกมารบ แต่สุมาอี้ กบดานอยู่แต่ในค่าย ทว่าเหล่าแม่ทัพวุยก๊กที่นำโดยเตียเหอไม่พอใจ และดูถูกสุมาอี้ว่า “กลัวจ๊กก๊กเหมือนกลัวเสือ”  จนสุมาอี้ ต้องจำใจยอมปล่อยให้ทัพวุยก๊ก ออกมารบปะทะครั้งหนึ่ง

  ในการรบครั้งนี้ ขงเบ้งวางแผนล่อให้ทัพวุยก๊ก เข้ามาในพื้นที่สังหาร และสามารถเอาชนะทัพวุยก๊กได้  ฆ่าทหารหลายพันนาย ยึดเสื้อเกราะและชุดเกราะชั้นดีได้จำนวนมาก  เมื่อเสบียงของจ๊กก๊กเริ่มหมด ขงเบ้งก็แกล้งทำเป็นถอยทัพ เตียเหอนำทัพไล่ตาม   แม้เขารู้ว่า ตามตำราพิชัยสงคราม ไม่ควรไล่ตามกองทัพที่ถอยอย่างมีระเบียบ แต่เขาก็นำทัพเข้าสู่ช่องเขาซึ่งเป็นเหวลึก ที่ซึ่งขงเบ้งวางกำลังซุ่มยิงไว้บนหน้าผา เมื่อทัพของเตียเหอเดินทางเข้ามาถึง จึงถูกธนูพฤกษายิงเข้าใส่ราวกับสายฝน  เตียเหอถูกยิงที่เข่า/อกและเสียชีวิตในสนามรบ การเสียชีวิตของเตียเหอ ทำให้นายทหารระดับตำนานในยุคสามก๊ก สิ้นไปอีกคน

  แม้ชนะศึกและสังหารเตียเหอได้ แต่ในแนวหลัง หลี่เหยียน(李严: ลี่ยี่) ผู้มีหน้าที่ส่งเสบียงเกิดปัญหาขนส่งเสบียงไม่ทัน เพราะฝนตกกลัวความผิด จึงปลอมราชโองการของพระเจ้าเล่าเสี้ยน สั่งให้ขงเบ้งถอยทัพ เมื่อขงเบ้งกลับมาถึง  จึงพบว่าเป็นกลอุบายของลิยี่ ขงเบ้งเสียใจมากที่ต้องถอยทัพทั้งที่กำลังได้เปรียบ ลิยี่จึงถูกปลดออกจากตำแหน่ง

ศึกครั้งที่ 6: ยุทธการทุ่งอู่จ้าง(五丈原) และการเสียชีวิตของขงเบ้ง

   ขงเบ้งใช้เวลาพักฟื้นและเตรียมการถึง 3 ปี ปี ค.ศ. 234  ขงเบ้งเปิดฉากการบุกเหนือครั้งสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นำทัพกว่าแสนนาย เดินทัพผ่านทางหุบเขาเป่าเสือยกู่ (褒斜谷: เป้าเอียง) มาตั้งค่ายที่ทุ่งอู่จ้าง (五丈原) ทางใต้ของแม่น้ำเว่ยสุ่ย (渭水)

   ครั้งนี้ ขงเบ้งได้วางแผนแก้ปัญหาเสบียงอาหารอย่างถาวร โดยการใช้ระบบ “ถุนเถียน” (屯田) คือให้ทหารจ๊กก๊ก ทำการเกษตรปลูกข้าว ร่วมกับชาวบ้านในท้องถิ่นที่วุยก๊กยึดมาได้ เพื่อผลิตเสบียงในพื้นที่ราบและประสานงานกับฝ่ายง่อก๊ก ให้บุกเข้าโจมตีทางใต้ของวุยก๊พร้อมกัน

ยุทธวิธี “กำแพงเหล็ก” ของสุมาอี้:

  สุมาอี้ตั้งค่ายตรึงกำลังอยู่ทางเหนือแม่น้ำเว่ยสุ่ย สั่งเด็ดขาดว่า  ไม่ว่าอย่างไร ก็จะไม่ข้ามแม่น้ำมารบกับขงเบ้ง

  สุมาอี้วิเคราะห์ว่า “ขงเบ้งมาไกล หากเขาต้องการรบเร็ว ก็ต้องหาทางแก้ แต่หากเขาทำการเกษตร แสดงว่าเขาคิดจะทำศึกยืดเยื้อ ฝ่ายเราจึงควรทำการป้องกันให้นานที่สุด ทว่าสุขภาพของขงเบ้งคงไม่อยู่รอจนถึงวันที่เขาได้รับชัยชนะ

การยั่วโมโหด้วย “กล่องเสื้อผ้าสตรี”:

  ขงเบ้งส่งกล่องใส่ชุดสตรีและเครื่องแต่งหน้าไปให้สุมาอี้  พร้อมกับจดหมายเย้ยหยันว่า “ท่านเป็นมหาแม่ทัพ คุมกำลังมหาศาล แต่กลับซ่อนตัวอยู่ในค่าย ไม่กล้าออกมารบ เหมือนสตรีเพศ”

  สุมาอี้รับกล่องด้วยความสงบ แกล้งสวมชุดสตรีต้อนรับทูตจ๊กก๊ก และถามทูตว่า”อัครมหาเสนาบดีขงเบ้งเป็นอย่างไรบ้าง  ตื่นนอนเวลาใด  ทานอาหารได้มากน้อยแค่ไหน”

   ทูตตอบตามความจริงว่า “ท่านอัครมหาเสนาบดีตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ นอนดึกมาก งานเล็กงานใหญ่ตรวจสอบด้วยตนเองทั้งหมด ทานอาหารน้อยมาก เพียงวันละไม่กี่ชาม”

  เมื่อทูตกลับไป สุมาอี้หัวเราะและกล่าวกับนายทหารว่า “ขงเบ้งกินน้อย แต่ทำงานหนักเช่นนี้ จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว”

ดาวตกที่ทุ่งอู่จ้าง

   สุมาอี้ส่งเรื่องขออนุญาตพระเจ้าโจยอยออกรบ เพื่อเอาใจเหล่าแม่ทัพที่โกรธแค้นเรื่องชุดสตรี แต่โจยอยก็ส่งขุนนาง ถือพระราชโองการห้ามรบมา สุมาอี้จึงใช้เป็นข้ออ้างในการตั้งรับต่อไป

  ในที่สุด ร่างกายของขงเบ้งที่โหมงานหนักมาตลอดหลายปีก็ทรุดหนัก ล้มป่วยลงและเสียชีวิต ณ ค่ายพักทุ่งอู่จ้าง ในฤดูใบไม้ร่วง ปี ค.ศ. 234 มีอายุเพียง 54 ปี

  ก่อนเสียชีวิต ขงเบ้งวางแผนถอยทัพอย่างแยบยล โดยสั่งให้ เกียงอุย และหยางอี๋(杨仪:เอี๋ยนซี) ปิดข่าวการตาย และทำหุ่นไม้รูปขงเบ้งนั่งอยู่บนรถสไลด์

    เมื่อสุมาอี้รู้ข่าวว่าทัพจ๊กก๊กเริ่มถอย จึงนำทัพออกไล่ติดตาม เกียงอุยสั่งให้ทหารหันหลังกลับ ตีกลองสงคราม และเข็นหุ่นไม้ขงเบ้งออกมา สุมาอี้เห็นแล้วตกใจมาก คิดว่าตกหลุมพรางขงเบ้งแล้ว จึงรีบถอยทัพหนีอย่างอลหม่าน

  เหตุการณ์นี้ เกิดเป็นการเล่าขานในประวัติศาสตร์ว่า “ขงเบ้งที่ตาย ยังหลอกสุมาอี้ตัวเป็นๆ หนีได้“ (สื่อจูเก๋อเซี่ยโจ่วหัวซือหม่า – 死諸葛嚇走活司馬)

    ทัพของจ๊กก๊กถอยกลับฮั่นจงได้อย่างปลอดภัย  ศึกการบุกเหนือของขงเบ้งก็ยุติลง

ฃ    ศึกการบุกทางเหนือของขงเบ้ง เป็นมหากาพย์การยุทธทางทหาร ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างสองรัฐ คือจ๊กก๊กที่พยายามฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นกับวุยก๊กที่ครอบครองแผ่นดินภาคเหนือและเป็นมหาอำนาจในเวลาน้ัน  แม้การบุกเหนือของขงเบังจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ความพยายาม และความมุ่งมั่นที่จะรวมประเทศเป็นปึกแผ่นของขงเบ้ง  ก็เป็นที่ยกย่องของคนจีน ในเวลาต่อมา

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *