INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

นิทานในประวัติศาสตร์และพงศาวดารจีน: ขงเบ้ง ตอนที 2

Zhuge Liang Amidst Three Kingdoms Strategy

ขงเบ้ง ตอนที่ 2

โดย​ รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย​

บทบาทของขงเบ้งในศึกผาแดง

   ศึกผาแดง 赤壁之战 ชื่อปี้จือจั้น ศึกเซ็กเป๊กในค.ศ. 208 เป็นหนึ่งในสงครามครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊กเป็นการต่อสู้กัน ระหว่างกองทัพฝ่ายเหนือของโจโฉกับพันธมิตรฝ่ายใต้(ซุนกวนและเล่าปี่)  ก่อนหน้านี้ในปีค.ศ. 200 เกิดศึกกวนตู้(官渡之战)ศึกกัวต๋อ  ที่ริมแม่น้ำหวงเหอ(黄河) ฮวงโห ซึ่งเป็นการสู้รบระหว่างโจโฉกับอ้วนเสี้ยว  โจโฉเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ แม้มีกำลังน้อยกว่า  ส่วนศึกผาแดง ฝ่ายโจโฉพ่ายแพ้ ทั้งที่มีกำลังมากกว่า

 สาเหตุของศึกผาแดง

  การรวมแผ่นดินของโจโฉ: ภายหลังครอบครองดินแดนทางภาคเหนือและปราบตระกูลอ้วนได้สำเร็จ โจโฉมุ่งยกทัพลงใต้เพื่อกำจัดกองกำลังที่เหลือและรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้การควบคุมของตน

  การยึดเกงจิ๋ว: โจโฉยึดแคว้นเกงจิ๋วได้สำเร็จ หลังการเสียชีวิตของเล่าเปียว ทำให้ได้ทั้งกำลังทหารเรือและเสบียงจำนวนมาก

  ภัยคุกคามต่อก๊กฝ่ายใต้: เล่าปี่ต้องถอยร่นหนีลงใต้ ขณะที่ซุนกวน (ผู้นำง่อก๊ก) ถูกกดดันอย่างหนักให้ยอมสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ  เล่าปี่ และซุ่น กวน จึงต้องร่วมมือกันต่อสู้กับโจโฉเพื่อความอยู่รอด

เรื่องราวและกลยุทธ์การรบ

  กองทัพโจโฉมีกำลังพลนับแสน (ในวรรณกรรมกล่าวอ้างว่ามีถึง 80 แสน)เดินทัพลงใต้มาทางแม่น้ำแยงซีเกียง แต่ทหารฝ่ายเหนือไม่ชินกับการรบทางน้ำ เรือที่ใช้โคลงเคลงจากคลื่นลม ทำให้ทหารป่วยและเกิดโรคระบาดขึ้น  โจโฉจึงแก้ปัญหาด้วยการสั่งให้ใช้ห่วงเหล็กและโซ่ ผูกเรือรบติดกันเป็นแพเพื่อลดการโคลงเคลงของเรือ

  ฝ่ายพันธมิตร มองเห็นโอกาสจากจุดที่ทัพโจโฉผูกเรือรบเข้าด้วยกันจึงวางกลยุทธ์การรบ “โจมตีด้วยไฟ”   แม่ทัพโจวหวี (周瑜 :จิวยี)  ใช้กลอุบายของหวงไก้(黄盖: อุยกาย) ที่ทำทีเป็นยอมสวามิภักดิ์  เมื่อถึงวันที่มีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดมา ก็สั่งให้ทหารนำเรือบรรทุกฟาง และน้ำมัน พุ่งเข้าใส่กองเรือของโจโฉ  ไฟที่ลุกโชนขึ้นได้ลามไป ตามเรือที่ผูกติดกันไว้  กองทัพเรือของโจโฉ จึงถูกไฟเผาเสียหายทั้งหมด จนต้องถอยทัพกลับขึ้นทางเหนือ

ผู้มีบทบาทสำคัญ

 โจโฉ: แม่ทัพใหญ่ฝ่ายเหนือ เป็นผู้กุมอำนาจและเปิดศึกก่อน

 จิวยี่: แม่ทัพใหญ่ของซุนกวน เป็นผู้บัญชาการการสู้รบหลัก ของฝ่ายพันธมิตร และเป็นผู้วางแผนการใช้ไฟเผาทัพเรือโจโฉ

 อุยกาย: ขุนพลของซุนกวน ผู้ยอมเจ็บตัว(กลอุบายทุกข์กาย:苦肉计)และเป็นผู้ขับเรือไฟพุ่งชนเรือรบของฝ่ายโจโฉ จนไฟลามเผาทัพเรือของโจโฉ เสียหายทั้งหมด

 ซุนกวน & เล่าปี่: สองผู้นำฝ่ายใต้ ที่ตัดสินใจจับมือกันสู้  แทนที่จะยอมจำนน

 บทบาทของขงเบ้งในศึกครั้งนี้

    ในประวัติศาสตร์และมนวรรณกรรม บทบาทของขงเบ้ง มีความโดดเด่นต่างกันเล็กน้อย:

   ในพงศาวดารสามก๊ก ขงเบ้งเป็นผู้ที่มีบทบาทมากในศึกครั้งนี้ คือ:

    ก. ด้านการฑูต: เขาเดินทางไปกันตั๋ง เพื่อโน้มน้าวให้ซุ่นกวน ร่วมมือกับเล่าปี่ต่อต้านการรุกรานของโจโฉโดยชี้ให้เห็นว่าถ้าไม่จับมือกันแล้ว ต่างฝ่ายจะต้องถูกโจโฉตีแตกทั้งคู่

    ข. การยืมลูกศร

    การรบทางเรือ ธนูเป็นอาวุธสำคัญ ขงเบ้งรับปากกับจิวยี่ว่า จะหาลูกศรแสนดอกได้ภายในเวลาสามวัน  จิวยี่จึงให้ขงเบ้งเซ็นสัญญาว่าจะหาลูกศร(ทัณฑ)แสนดอกภายในสามวัน มิฉะนั้น จะต้องถูกลงโทษ แต่การที่จะผลิตลูกศรแสนดอกภายในสามวัน เป็นไปได้ยากมาก  ขงเบ้งจึงใช้กลอุบายขอยืมธนูจากฝ่ายโจโฉ ในคืนที่มีหมอกลงจัด  เขาสั่งให้ทหารนำเรือที่มีหุ่นฟาง แล่นเข้าไปในเขตฐานทัพของโจโฉ ฝ่ายโจโฉเห็นเรือแล่นเข้ามา ก็สำคัญผิดว่า เป็นทหารจริงนำเรือเข้ามาโจมตี จึงสั่งทหารให้ระดมยิงธนูเข้าใส่เพื่อสกัดการโจมตี แทนการนำเรือออกสู้รบเผชิญหน้า เพราะเป็นเวลากลางคืนและหมอกลงจัด ทัศนวิสัยไม่ดี การรบต้องเผชิญหน้ามีความเสี่ยงที่จะถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีได้ง่าย  การยุทธครั้งนี้ ขงเบ้งจึงได้ลูกศรกว่าแสนดอก โดยไม่ต้องผลิตเอง  การกำหนดวันที่ ที่จะออกไปโจมตีข้าศึกในคืนที่หมอกลงจัดนั้น ฃต้องรู้วิชาการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศ มิฉะนั้น ไม่สามารถทำได้  ตามพงศาวดาร ขงเบ้งเป็นผู้ที่รู้วิชาดาราศาสตร์เป็นอย่างดี  รู้ว่า วันไหนจะมีหมอกจัด จึงกล้ารับปากกับจิวยี่ว่าจะจัดหาลูกศรแสนดอกภายในสามวัน

  ค. การเรียกลม

    โดยปกติ ในฤดูหนาว ลมจะพัดจากทางเหนือมาใต้ แต่ในการทำศึกครั้งนี้ ฝ่ายโจโฉอยู่ทางเหนือ ฝ่ายซุ่นกวนอยู่ทางใต้ ถ้าใช้ไฟเผา ฝ่ายที่อยู่ทางใต้ก็ต้องถูกเผาด้วย แต่ในศึกครั้งนี้ ฝ่ายที่ถูกเผาจนราบคาบคือฝ่ายโจโฉ ในพงศาวดารสามก๊ก  จึงมีตอนที่ขงเบ้งใช้ไสยศาสตร์ เรียกลมให้เปลี่ยนทิศพัดไปทางเหนือได้  กองเรือของฝ่ายโจโฉ จึงถูกเผาจนราบคาบ

  ในประวัติประวัติศาสตร์ การใช้กลอุบายได้ลูกศร และการเรียกลมให้เปลี่ยนทิศของขงเบ้ง ไม่มีการบันทึกไว้ แต่เรื่องกองทัพเรือของโจโฉถูกเผาราบคาบ จนต้องพ่ายแพ้ไปในศึกครั้งนี้เป็นเรื่องจริง  และที่โจโฉแก้ปัญหาทหาร ป่วย เมาเรือ ด้วยการใช้โซ่เหล็กผูกเรือติดกันเป็นแพ เพื่อป้องกันไม่ให้เรือโคลงเคลง โดยไม่เฉลียวใจว่า ถ้าเรือถูกโจมตีด้วยไฟลำหนึ่ง ไฟจะลามไปติดเรือลำอื่นอย่างรวดเร็วจนเรือเสียหาย ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง

  เรื่องทิศทางลมนี้ นักดาราศาสตร์กล่าวว่าแม้ในฤดูหนาวลมจะพัดจากทางเหนือมาใต้ แต่ก็มีบางวันที่ลมพัดเปลี่ยนทิศ พัดจากใต้ไปเหนือได้เช่นกัน

  ในประวัติศาสตร์  บทบาทสำคัญของขงเบ้งในศึกผาแดง คือใช้ความสามารถทางการฑูต ทำให้ง่อก๊กกับจ๊กก๊กร่วมมือกัน ต่อสู้กับโจโฉ และเป็นเสนาธิการร่วม กำหนดยุทธวิธีในการทำศึก ร่วมกับจิวยี่

  แต่เดิม ซุ่นกวนเกรงว่า ฝ่ายตนมีกำลังน้อยกว่ามาก เล่าปี่ ก็มีทหารไม่มาก แม้ร่วมมือกัน ก็สู้โจโฉไม่ได้ แต่จิวยี่และหลู่ซู่ (魯肃:โลซก)ซึ่งเป็นขุนนางคนสำคัญของซุ่นกวน เห็นว่า ง่อก๊กไม่ควรยอมแพ้ เพราะถ้ายอมแพ้แล้ว จะต้องสูญเสียแผ่นดินของง่อก๊กทั้งหมด และซุ่นกวนจะต้องโดนฆ่า ทั้งยังวิเคราะห์อีกว่า  ทหารของโจโฉ เป็นคนเหนือ ที่ไม่ถนัดการรบทางเรือ แม้จะมีทหารเรือเกงจิ๋วอยู่บ้าง แต่ก็มีไม่มาก และอาจไม่เชื่อฟังนายทหารของโจโฉอย่างสนิทใจ ส่วนทหารของง่อก๊กซึ่งมีครอบครัวอยู่เขตกังหนำ จะพร้อมใจกันปกป้องดินแดนของตน  ขงเบ้ง ต้องการเกลี้ยกล่อมให้ซุ่นกวนร่วมรบกับโจโฉอยู่แล้วก็วิเคราะห์เช่นเดียวกัน ซุ่นกวนจึงตัดสินใจร่วมมือกับเล่าปี่ในศึกครั้งนี้

 ผลกระทบหลังจากจบศึก

 ก. การแบ่งแยกเป็นสามก๊ก: ชัยชนะครั้งนี้ หยุดยั้งการรวมแผ่นดินของโจโฉ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการคานอำนาจกันระหว่าง 3 ฝ่าย คือ วุยก๊ก (โจโฉ), จ๊กก๊ก (เล่าปี่), และง่อก๊ก (ซุนกวน)

 ข. เล่าปี่มีฐานที่มั่น : เล่าปี่อาศัยจังหวะหลังศึกผาแดง เข้ายึดครองดินแดนเกงจิ๋วและเสฉวน และสร้างก๊กของตัวเองได้สำเร็จ

  ค. การคานอำนาจทางตอนใต้: โจโฉไม่สามารถยกทัพ บุกข้ามแม่น้ำแยงซีเกียงลงใต้ได้อีกเลย จนตลอดชีวิต

 การบริหารและการปกครองรัฐจ๊กก๊ก (蜀漢) ของขงเบ้ง

   วิธีการปกครองของขงเบ้ง เป็นบทเรียนด้านรัฐศาสตร์ การทหาร และเศรษฐศาสตร์ ที่โดดเด่นในประวัติศาสตร์จีน แม้จ๊กก๊กเต็มไปด้วยเทือกเขาสูง  มีทรัพยากรและประชากรน้อยที่สุดในสามก๊ก  แต่ขงเบ้ง ก็ฟื้นฟูแคว้นนี้ให้ มั่นคง มั่งคั่ง เข้มแข็งได้  ปกป้องแคว้นด้วยความเที่ยงธรรม ทำนุบำรุงราษฎร ปรับปรุงความสัมพันธ์กับชนกลุ่มน้อย จนทำให้จ๊กก๊กเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก

 การบริหารราชการแผ่นดินและการปฏิรูปกฎหมาย

   เมื่อเล่าปี่เสียชีวิต ขงเบ้งขึ้นรับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ งานแรกที่ทำ คือ การจัดระเบียบสังคม ยกร่างกฎหมาย การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม

   เสฉวนเดิมในยุคของหลิวจัง(劉璋:เล่าเอี้ยง)  เต็มไปด้วยสภาวะเกียร์ว่าง ตระกูลใหญ่ในท้องถิ่นมีอิทธิพลมาก  กฎหมายหละหลวม และไม่มีมาตรฐาน ขงเบ้ง ฝ่าเจิ้ง (法正) หลี่เอี๋ยน (李嚴) อีจี๋ (伊籍) และตั่งเหอ (董和)ร่วมกันตราประมวลกฎหมาย “ซู่เคอ”(蜀科)ที่มีทั้งความเด็ดขาดและบังคับใช้เท่าเทียม กฎหมายนี้มีความเข้มงวดมาก เอาผิดทั้งขุนนางใหญ่ ตระกูลเศรษฐี และราษฎรธรรมดาโดยไม่มีข้อยกเว้น  มีการจำกัดอำนาจของตระกูลใหญ่ ยกเลิกเอกสิทธิ์ของตระกูลขุนนาง  หยุดยั้ง การผูกขาดที่ดินและการเกณฑ์แรงงานทาส เมื่อมีผู้โต้แย้งว่า กฎหมายใหม่เข้มงวดเกินไป ขงเบ้งได้อธิบายว่า เล่าเอี้ยงมีการปกครองอ่อนแอ จนคนไม่มีวินัย สังคมยุ่งเหยิง การใช้กฎหมายเด็ดขาดทำให้คนรู้ขอบเขต มีการให้รางวัลแก่ผู้ทำความดี มีการลงโทษผู้ดระทำผิดที่ชัดเจน สังคมจึงจะสงบสุขได้

การวางระบบราชการและการคัดเลือกคน

 ใช้ระบบคุณธรรม ไม่ดูชาติตระกูล แต่มองที่ความรู้ความสามารถ และความซื่อสัตย์ เปิดโอกาสให้ทั้งคนกลุ่มเดิมในเสฉวน คนที่มาจากเกงจิ๋ว และคนจากตระกูลอพยพ เข้ามาร่วมทำงานราชการได้

  ขงเบ้งให้ความสนใจการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มาก รู้จักค้นหาคนที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ  และใช้คนเหล่านี้มาทำงานที่เป็นประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน  ทั้งยังมีการส่งเสริม ให้สร้างคนดี และคนเก่ง  หลังจากที่ยึดเขตมลฑลเสฉวนได้แล้ว  ขงเบ้งได้สร้างโรงเรียนขึ้นหลายแห่ง ให้การอบรมทั้งความรู้และคุณธรรม  เพื่อทำให้จ๊กก๊ก มีเยาวชนที่มีคุณภาพ เมื่อคนรุ่นเก่าปลดเกษียณ หรือเสียชีวิตไปแล้ว จะได้มีคนสืบทอดต่อไป

   นักประวัติศาสตร์จีนจึงสรุปว่า การเมืองการปกครองของขงเบ้งมีการใช้ความคิด ทั้งของนิติศาสตร์(法家) และสำนักวิชาการ(儒家)  ที่มีการผสมผสานกันอย่างได้ผล

 ส่งเสริมการวิพากษ์วิจารณ์:

    ขงเบ้งตั้งสำนักบริหาร และเปิดให้ขุนนางแบะประชานเสนอนโยบายและมีความเห็นแแย้งได้ หากความคิดใด เป็นประโยชน์ต่อการบริหารแผ่นดิน ก็จะนำมาใช้  นอกจากนั้น ถ้าพบว่า ผู้เสนอนโยบาย มีความรู้ความสามารถที่ดี ก็จะให้เข้ารับราชการ  ทำให้นโยบายที่นำเสนอนั้น สามารถนำมาใช้ในการใส่ปฏิบัติได้

 เศรษฐกิจและการชลประทาน: รากฐานความมั่งคั่งของเสฉวน

    การจะส่งกองทัพ ออกไปบุกทางเหนือได้ จ๊กก๊กต้องมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจสูง ขงเบ้งจึงได้ปฏิรูปเศรษฐกิจเสฉวนในมิติต่างๆ:

   ก.การฟื้นฟูและปกป้องระบบชลประทานตูเจียงเยี่ยน (都江堰)

    ระบบชลประทานตูเจียงเยี่ยน สร้างขึ้นตั้งแต่รัฐฉิน สมัยเลียดก๊ก เมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่ขาดการดูแลรักษา ขงเบ้งเห็นว่าการชลประทานคือหัวใจของการเกษตร จึงตั้งหน่วยงานดูแลการชลประทาน  มีข้าราชการและกองกำลังทหารประจำการ ทำการซ่อมแซม และขุดลอกคลองส่งน้ำทุกปี ทำให้ที่ราบเฉิงตูกลายเป็น “ฉางข้าวแห่งแผ่นดิน” สามารถผลิตเสบียงเลี้ยงกองทัพได้ ไม่ต้องเกณฑ์เสบียงจากชาวบ้าน ทำให้ราษฎรไม่อดอยาก

ส่งเสริมการเกษตร

    ขงเบ้งให้ความสำคัญกับการผลิตด้านการเกษตร  นอกจากผลิตข้าวแล้ว ยังส่งเสริมการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทำป่าไม้  ทั้งยังสนใจการอนุรักษ์ระบบนิเวศน์ และทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้จ๊กก๊ก นอกจากเป็นอู่ข้าวอู่น้ำแล้ว ยังมีระบบนิเวศน์ที่ดี และมีทัศนียภาพที่สวยงาม

อุตสาหกรรมผ้าไหมจ๊ก (蜀锦 – สู่จิ่น)

   ผ้าไหมเสฉวน มีชื่อเสียงมากในเรื่องความประณีต  ขงเบ้ง จึงส่งเสริมให้ผ้าไหมเป็นสินค้าส่งออกระดับรัฐ มีโรงงานหลวงและหน่วยงาน ดูแลการผลิตผ้าไหมและส่งออกผ้าไหมไป ง่อก๊กและวุยก๊ก ผ้าไหมกลายเป็นสินค้าระดับสูงที่วุยก๊กและง่อก๊กต้องการมาก  นำรายได้เข้าสู่ คลังของจ๊กก๊ก อย่างมหาศาล ขงเบ้งถึงกับกล่าวว่า “สิ่งที่ใช้ต่อกรกับศัตรูได้คือผ้าไหมของเรา”

การสร้างบ่อน้ำเกลือและการถลุงเหล็ก

    เกลือหลวง (蜀盐) แค้นเสฉวนมีบ่อน้ำเกลือลึก ขงเบ้งสั่งให้ปรับปรุงเทคโนโลยีการสูบและต้มเกลือ นำระบบสัมปทานหลวงมาใช้ ทำให้รัฐมีรายได้มากมาย

 การผลิตอาวุธ

    ส่งเสริมการขุดแร่และถลุงเหล็ก  พัฒนาเตาถลุงเหล็ก  เพื่อใช้ในการผลิตอาวุธและชุดเกราะ ที่มีคุณภาพสูง

 นโยบายชนกลุ่มน้อย

   การสยบชนกลุ่มน้อยทางใต้ ปราบเมิ่งฮว่อ (孟获:เบ้งเฮ็ก) และปราบปรามเขตหนานจง(南中)ในปี ค.ศ. 225 หลังการเสียชีวิตของเล่าปี่

   ชนกลุ่มมน้อยในตอนใต้ ที่มีอยู่มากในบริเวณมณฑลยูนนาน และกุ้ยโจว(云南、贵州) มีการแข็งข้อต่อจ๊กก๊ก   ยุทธศาสตร์ของขงเบ้ง คือ “การกำราบจิตใจเป็นหลัก” (攻心為上)

  ขงเบ้งเห็นว่าในการปราบคนกลุ่มน้อยทางภาคใต้ การเอาชนะใจเป็นสิ่งสำคัญ ชัยชนะทางทหารเป็นเรื่องรอง ต้องชนะใจมากกว่าการฆ่าฟัน  จึงมีตำนาน “จับเจ็ดครั้ง ปล่อยเจ็ดครั้ง” (七擒七縱) เพื่อทำให้ผู้นำชนเผ่า สยบยอมจากใจจริง ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวกำลังทหาร ขงเบ้งเห็นว่า การบริหารชนกลุ่มมน้อย หลังได่รับชัยชนะ  ต้องให้คนท้องถิ่นปกครองตนเอง โดยไม่มีกองทหารประจำการ  และไม่ส่งข้าราชการ ไปปกครองโดยตรง เมื่อปราบชนเผ่าทางใต้ได้แล้ว  ขงเบ้งก็แต่งตั้งให้เบ้งเฮ็กและผู้นำท้องถิ่นเป็นผู้ปกครองต่อ  ดินแดนเหล่านี้ เป็นพื้นที่ห่างไกล อยู่ในที่ทุรกันดาร การมีทหารประจำการต้องใช้งบประมาณมาก  ทั้งคนกลุ่มน้อยยังมีมากกว่าทหาร เมื่อเกิดการกบฎ ก็ยากที่จะต่อสู้กับคนพื้นเมืองได้  การให้คนกลุ่มน้อยปกครองตนเอง ทำให้พวกเขาสวามิภักดิ์ อย่างเต็มใจ ผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ คือ ลดภาระการเฝ้าระวัง ทำให้สามารถทุ่มกำลังทั้งหมดไปทางเหนือได้ และได้รับทรัพยากรทรงคุณค่า เช่นช้างศึก ม้าศึก ทองคำ ชา และยาสูบ ที่ส่งเข้าสู่เฉิงตู จากเขตชนลุ่มน้อยได้ ทั้งยังเกณฑ์กำลังพลชนเผ่าพื้นเมืองที่มีความสามารถในการรบสูง เข้ามาเป็นกำลังหลักในกองทัพจ๊กก๊กได้ด้วย

    หลังจากที่ได้รับชัยชนะเหนือกลุ่มคนกลุ่มน้อยแล้ว ขงเบ้งยังสอนวิธีปรับปรุงการทำมาหากิน  ทั้งการเพิ่มผลิตภาพทาวการเกษตร  และการทำอาหารจากพืชผลการเกษตร ทำให้ชนกลุ่มน้อย มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

นโยบายการทหารและการบุกเหนือ (北伐)

   แม้จ๊กก๊กจะเป็นแคว้นเล็ก แต่ขงเบ้งมีความปรารถนาที่จะรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่น และยึดนโยบาย “การรุกคือการรับ” เพราะหากอยู่เฉยๆ วุยก๊ก ที่มีพื้นที่และประชากรมากกว่าหลายเท่า จะมีกำลังทหารที่เติบโตขึ้นอีก จนจ๊กก๊กไม่สามารถต่อกรได้

การจัดการกองทัพ

    กองทัพจ๊กก๊ก มีระเบียบวินัย มีระบบการฝึกซ้อมที่ดี และมีการพัฒนายุทธวิธีสำหรับการรบทั้งในพื้นที่เขตภูเขาสูงและที่ราบ พร้อมที่จะรับมือกับกำลังทหารของวุยก๊ก ทั้งยังมีนวัตกรรมเทคโนโลยียิงลูกศรได้พร้อมกัน หรือต่อเนื่องกันครั้งละหลายดอก และผลิตวัวไม้-ม้ากล (木牛流馬) ใช้เป็นอุปกรณ์ในการขนส่งเสบียงในเขตภูเขาสูง

  เมื่อขงเบ้งจัดการเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครองในจ๊กก๊ก  ได้ระดับหนึ่งแล้ว ก็เตรียมที่จะยกทัพไปโจมตีวุยก๊ก  หนังสือฎีกา การออกรบ 出師表(ชูชือเปี่ยว)ของขงเบ้งก่อนยกทัพบุกเหนือ ได้แสดงความคิดการบริหารและความจงรักภักดีของเขาเป็นอย่างดี  ในหนังสือนี้ ขงเบ้งเตือนเล่าเสี้ยนว่า ให้ฟังคำแนะนำของขุนนางที่ดี  เว้นห่างจากขันที และคนชั่ว เน้นเรื่องความยุติธรรมในการลงโทษ และการให้รางวัล  รวมทั้งแสดงเป้าหมายชัดเจนในการฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นตามยุทธศาสตร์หลงจง ที่กำหนดไว้ในครั้งแรก ที่ขงเบ้งพบกับเล่าปี่

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *