ความวุ่นวาย สับสน โกลาหล อลหม่าน

ประเทศไทยตกอยู่ในความวุ่นวาย สับสน โกลาหล อลหม่านมาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะภายหลังการรัฐประหารเมื่อปีพ.ศ.2557 อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการรัฐประหารปีพ.ศ.2549 ซึ่งไม่สะเด็ดน้ำ ไม่มีการแก้ไขหรือปรับปรุงในเชิงโครงสร้างใดๆที่เป็นบ่อเกิดของปัญหาของชาติเลย
ครั้นมาถึงรัฐประหาร 2557 ปัญหานอกจากไม่ถูกแก้ไขอย่างเป็นระบบ และตรงตามสมุติฐานของมัน กลับถูกสะสมหมักหมมให้เพิ่มพูนขึ้นอีกหลายเรื่องทั้งปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
ทำให้สังคมไทยที่ดูภายนอกจะสงบนิ่งเพราะไม่มีการชุมนุม ประท้วงใหญ่ ด้วยอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการทหารที่ควบคุมกำกับอย่างเข้มงวด แต่ภายในความเร่าร้อนทางความคิดที่ถูกปิดฝาครอบ ความขัดแย้งแบบสุดขั้วกลับถูกหล่อหลอมให้คุกรุ่นพร้อมที่จะระเบิดใส่กันได้ทุกเมื่อ
ในเรื่องเหล่านี้ก็เกิดปรากฎการณ์หลายอย่าง ที่บางทีก็ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน แต่วิวัฒนาการของมันสาเหตุทั้งเล็กและใหญ่จะกลับกลายเป็นเชื้อประทุที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย สับสน โกลาหล อลหม่าน และจราจล
หากจะอธิบายปรากฎการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็ต้องหยิบยกเอาทฤษฎีอลวลหรือทฤษฎีความวุ่นวาย (CHAOS THEORY) ซึ่งทฤษฎีนี้ความจริงมีมานานแล้ว แต่ถูกนำไปใช้ในทางวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ และทฤษฎีควอนตัม จนเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ก็เริ่มนำเอาทฤษฎีนี้มาอธิบายสภาพการที่เกิดขึ้นในช่วงสำคัญๆ ที่เกิดการจลาจล การปะทะกัน แม้แต่สงครามโลก โดยที่ก่อนเกิดเหตุการณ์ไม่มีใครตระหนักหรืออธิบายได้เพราะหลายเรื่องมันดูเหมือนไม่เกี่ยวกันเลย ในทางสถิติได้เคยมีการทำแบบจำลองและหาความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ไม่อาจอธิบายได้ เรียกว่า Seemingly Unrelated คือดูเหมือนไม่เกี่ยวกันแต่มีความสัมพันธ์กัน
หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือลักษณะพฤติกรรมของระบบพลวัตร ซึ่งดูลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่ไร้ระเบียบ ปั่นป่วนวุ่นวาย เหมือนเหตุบังเอิญ แต่ในความเป็นจริงมันกลับมีความสอดรับกันโดยไม่อาจสังเกตเห็นได้ในระนาบเดียวกัน ถ้าพูดตามหลักคณิตศาสตร์มันไม่ใช่สมการเส้นตรง แต่เป็นสมการยกกำลังที่อาจจะมีมากกว่า 3 มิติ อย่างที่เคยมีการพูดกันว่า “เด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาว” หรือคำพูดของลอเร้น นักอุกกาบาตวิทยาที่เคยกล่าวว่า “การขยับปีกของผีเสื้อที่บราซิล อาจเป็นสาเหตุที่บ่งบอกถึงพายุทอนาโดในสหรัฐฯ” ซึ่งถ้าเรามองระนาบเดียวก็บอกได้อย่างพื้นๆว่ามันไม่น่าจะเกี่ยวกันเลย แต่ถ้ามองแบบนักทฤษฎีควอนตัม การเด็ดดอกไม้หรือการขยับปีกผีเสื้อนั้นเป็นรูปแบบพลังงานซึ่งก็จะมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อกันไป อย่างที่เรียกว่า Butterfly Effect ปฏิกิริยาผีเสื้อ
ทุกวันนี้เราจึงมองพฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่สำคัญอะไรเลยของมนุษย์ว่ามันไม่มีผลอย่างไรต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม จนปัญหามันใหญ่โตเกินแก้ไขเมื่อนั้นก็จะเกิดภัยพิบัติจนมนุษย์ไม่อาจจะแก้ไขได้
เรามีเรื่องสมมติให้พิจารณาเหตุการณ์เพื่อประกอบเรื่องนี้ คือ พบว่าในสระน้ำแห่งหนึ่งจอกแหนจะขยายตัวขึ้น 1 เท่าตัวทุกๆวัน ถามว่าถ้าภายใน 15 วัน จอกแหนขยายตัวถึงครึ่งสระ อีกกี่วันจะเต็มสระ ลองไปคิดดูตอนท้ายผู้เขียนจะเฉลย
ในโลกนี้มีเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นกระจัดกระจายตอนเริ่มแรกก็ไม่มีคนสนใจ แต่พอเหตุการณ์ประทุขึ้นมาก็ให้ความสนใจ เช่น การระดมน้ำตาลในปารีสทั้งหมดมาทำลานรถเลื่อนให้พระนางมารีอังตัวเนต เพราะในหน้าร้อนไม่มีหิมะ และเหตุการณ์นั้นกลับกลายเป็นชนวนระเบิด ทำให้เกิดการปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส และมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก
อีกตัวอย่างก็คือการเผาตัวตายของคนขายผลไม้ในตูนิเซียที่กลายเป็นชนวนให้เกิดอาหรับสปริงล้มรัฐบาลในตูนิเซีย
ทั้งสองเหตุการณ์ถ้าไม่มีเหตุการณ์อื่นๆทั้งเล็กและใหญ่มาประกอบกัน ทั้งที่แต่ละเหตุการณ์อาจไม่เกี่ยวกันเลย ก็คงไม่เป็นเรื่องใหญ่โตจนมีผู้คนล้มตายจำนวนมาก
เหตุการณ์เหล่านี้ตอนก่อนเกิดเรื่องก็ไม่มีใครให้ความสำคัญกัน แต่พอเกิดเรื่องมีการสืบสาวกลับไปก็จะประติดประต่อเรื่องจนอธิบายเหตุการณ์ได้ อย่างเช่น เหตุการณ์ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 แม้จะมีเรื่องราวเกิดขึ้นหลายเรื่อง แต่ถ้าไม่มีเรื่องนี้สงครามก็คงไม่เกิด หรือเกิดเรื่องอื่นที่อาจร้ายแรงพอกัน
เมื่อเช้าวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ.1914 มือสังหารอายุเพียง 19 ปี ชื่อ Princip วางแผนที่จะสังหารมงกุฎราชกุมาร ของมหาอำนาจออสเตรีย ที่จะเสด็จประพาสซาราเยโว ในบอสเนีย เฮอร์เซโกวิน่า ซึ่งอยู่ในปกครองของเซอร์เบีย แต่แผนของเขาล้มเหลว จึงเปลี่ยนใจมานั่งกินแซนวิชที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง
ในเช้าวันเดียวกันนั้นคนขับรถของอาร์ช ดยุก เฟอร์ดินานด์ เกิดขับรถหลงทางมาถึงหน้าร้านกาแฟดังกล่าว พอรู้ตัวก็เบรกรถทำให้เกียร์ล็อก เครื่องดับ มือสังหารเลยไม่ต้องออกแรงอะไร เข้าไปสังหารอาร์ช ดยุก และชายาเสียชีวิตอย่างง่ายดาย
แต่ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือกลายเป็นชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 1 มีคนตายกว่า 18 ล้านคน และส่งผลให้ฮิตเลอร์ขึ้นครองอำนาจในระยะต่อมาจนกลายเป็นผู้นำเยอรมันเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 และทำให้มีคนตายกว่า 80 ล้านคน และทำให้มีการค้นคว้าและผลิตอาวุธนิวเคลียร์ก่อนสิ้นสงคราม ซึ่งเป็นอาวุธมหาประลัยที่มีอำนาจทำลายล้างสูงมาก และเป็นอาวุธที่จะถูกนำมาใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 3 หากมันถูกจุดชนวนให้เกิดขึ้น
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าแม้เหตุการณ์เล็กๆที่ไม่น่าสำคัญอะไร เช่น การเลี้ยวรถผิดในวันนั้นจะส่งผลให้มีคนตายนับร้อยล้านคน และจะก่อให้เกิดการล้างผลาญกันอีกในอนาคต แต่ที่แน่ๆ โฉมหน้าของประวัติศาสตร์ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้นทฤษฎีอลวลจึงได้บอกเราว่า ให้พยายามคาดหมายในสิ่งที่คาดหมายไม่ได้ เพราะมันมีเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา จนทำให้การทำนายผลแน่นอนไม่ได้ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าตัวแปรทั้งหมดมีอะไรบ้าง แต่เราอาจรู้เพียงบางตัว แล้วก็คาดคะเนว่าควรจะเกิดอะไรขึ้นที่เป็นนัยสำคัญ แต่ตัวแปรที่เราไม่รู้มาก่อนหรืออธิบายไม่ได้ อาจทำให้การคาดคะเนผิดพลาด ซึ่งผลที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันอย่างมาก หรือใกล้เคียงกัน ก็มิอาจคาดเดา
ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เกินความคาดหมาย ต่อเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วเราจึงมองย้อนหลังและเสาะหาตัวแปรมาอธิบาย กระนั้นก็ตามก็ยังมีตัวแปรอีกหลายตัวที่อาจถูกปิดเป็นความลับดำมืด และถูกฝังลืมไปได้แม้จะมีการคาดเดาเอาไว้
ที่สำคัญหากย้อนเวลาได้และไปเริ่มต้นใหม่ ผลก็อาจไม่เหมือนเดิม เพราะมันมีทิศทางและความน่าจะเป็นนับไม่ถ้วน
อย่างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ใครจะคิดว่ามันจะบานปลายกลายเป็นการจลาจลมีผู้คนล้มตายนับพัน และทำให้รัฐบาลจอมพลถนอมต้องล่มสลายทั้งๆที่ได้มีการเจรจาตกลงกันแล้ว ที่รัฐบาลจะยอมประกาศใช้รัฐธรรมนูญในเร็ววัน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีทั้งที่อธิบายได้และอธิบายไม่ได้ หรือยังมีตัวแปรที่ไม่รู้อีกบ้างหรือไม่ อย่างมือที่มองไม่เห็นอย่างนี้ใครจะนำมาอธิบายได้ แกนนำคนหนึ่งของขบวนการณ์นักศึกษา เคยกล่าวว่า “ถ้ารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลัง 14 ต.ค.ก็คงปล่อยให้จอมพลถนอมครองอำนาจต่อไป” และคืนอำนาจให้ประชาชนในเวลาที่เหมาะสม แต่คุณเสกสรร ไม่รู้หรอกว่ามันอาจเกิดอะไรที่รุนแรงถล่มทลายมากกว่า 14 ตุลาคมก็ได้ เพราะมันมีตัวแปรที่ไม่ปรากฏหรือไม่อาจอธิบายได้อีกหลายตัว
มาสู่ยุคปัจจุบันการเลื่อนการเลือกตั้ง แม้จะทำมาหลายหนแล้ว จนประชาชนส่วนใหญ่และประชาคมต่างประเทศขาดความเชื่อถือในรัฐบาล แต่เหตุการณ์เลื่อนการเลือกตั้งก็อาจจะไม่ใช่ประเด็นที่จะทำให้เกิดเหตุลุกฮือของประชาชน จนกลายเป็นจลาจล เพราะมันยังมีปัจจัยอื่นๆที่เรายังไม่รู้ หรืออาจมีเรื่องราวอย่างการเลี้ยวรถผิดของคนขับรถอาร์ช ดยุก แห่งออสเตรีย
นอกจากนี้ยังอาจมีปัจจัยการสมคบคิดอื่นๆของชนชั้นปกครอง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ที่ประชาชนทั่วไปไม่มีโอกาสล่วงรู้ ที่จะกลายเป็นปัจจัยให้เกิดเรื่องได้
ซึ่งถ้าเอาหลักศาสนามาจับ เช่นหลักศาสนาพุทธเราจะพูดถึงเหตุแห่งปัจจัยหรืออิทัปปัจยตา คือ ถ้ามีสิ่งนี้ก็มีสิ่งนั้น ปัญหาคือมันมีเหตุมากมายเหลือเกิน เกินกว่าที่เราจะประมวลได้ทั้งหมด เราจึงไม่อาจล่วงรู้ได้ นอกจากสรุปว่ามันเป็นกรรม ซึ่งก็อาจจะออกมาดี ถ้ากรรมดี ออกมาร้ายถ้ากรรมเกิดจากความเห็นแก่ตัว ความโลภต่างๆแต่มันก็จะเป็นไปตามธรรมชาติ ที่หลายสิ่งก็เป็นความลี้ลับของธรรมชาติ ซึ่งเราก็อาจรู้เพียงบางปัจจัยเท่านั้น
ส่วนมุมมองของศาสนาที่มีพระเจ้าก็มีศรัทธาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหลายเป็นลิขิตของพระเจ้า ซึ่งวางกฎครอบคลุมไว้ในการกระทำของมนุษย์หากกระทำความดีผลดีก็ตอบแทนทั้งตัวเองหรือถ้าเป็นเรื่องส่วนรวมก็เป็นผลดีต่อชาติ ถ้าเป็นการกระทำชั่วก็จะได้รับผลชั่วตอบแทน ส่วนเรื่องราวของปัจจัยทั้งหลายนั้นล้วนเป็นความลับที่พระเป็นเจ้าเท่านั้นทรงรู้ หากประสงค์จะเปิดเผยก็เป็นเรื่องของพระองค์ มนุษย์ก็ได้แต่คาดเดา หรือรู้เพียงบางส่วน
สุดท้ายก็ขอเฉลยเรื่องจอกแหนที่ตั้งเป็นโจทย์ไว้ด้วย คำถามว่ากี่วันจอกแหนที่โตเท่าตัวทุกวัน พอวันที่ 15 โตมาครึ่งสระแล้วอีกกี่วันจะเต็มสระ คำตอบก็คืออีก 1 วันเท่านั้น เพราะมันโตมาครึ่งสระแล้ว อีกเท่าตัวก็ใช้เวลาวันเดียว แต่มนุษย์มักตั้งอยู่บนความประมาทหลงระเริงอยู่ในกิเลสตัณหา สุดท้ายก็จะพบความวิบัติ





