Home Coming Day

วัน Home Coming Day
วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ เป็นวันครบรอบวันสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเริ่มจัดตั้งมาตั้งแต่ ปี ๒๔๘๖ หรือประมาณ ๗๖ ปีมาแล้ว ปกติ วันนี้เป็นวันสำคัญที่ คณาจารย์ ผู้อาวุโสที่เคารพนับถือและที่เกี่ยวข้องกับวงการศึกษาด้านการเกษตร นิสิตเก่ารุ่นต่างๆ นิสิตปัจจุบัน รวมถึงโรงเรียนสาธิตเกษตร ได้ร่วมกันไปวางพวงมาลาคารวะ อนุสาวรีย์ สามบูรพาจารย์ ผู้บุกเบิกการเรียน การสอนวิชาการเกษตรของประเทศไทย เสร็จแล้ว ก็พากันไปรดน้ำขอพรจากคณาจารย์อาวุโส ที่สร้างพื้นฐานการสอนและการเรียนเกษตรจนมีชื่อเสียง ถึงปัจจุบัน เมื่อล่วงเลยไปถึงตอนเย็น เหล่าศิษย์เก่ารุ่นต่างๆ ก็ไปรวมกันที่หลังหอประชุมใหญ่ เพื่อพบปะ ในงาน สังสรรค์ กลับคืนสู่เหย้า อีกครั้งหนึ่ง ในสมัยก่อน ที่ยังมีหอพัก และตึกพักเหมือนของเดิม รุ่นพี่ๆ นิสิตเก่าจะไปเยี่ยมรุ่นน้องๆที่หอ หรือตึกพักที่ตนเคยอยู่ ก่อนจะไปร่วมงานที่หลังหอประชุม แต่ในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว
สำหรับกิจกรรม เฉพาะรุ่น ที่ผมเรียน คือรุ่นที่ ๒๔ ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ ๔๐๐ กว่า คน ปัจจุบันมีอายุ ประมาณ ๗๒ ถึง ๗๕ ปีหรือกว่านี้เล็กน้อย พวกเรา เริ่มกิจกรรมตั้งแต่ประมาณ ๑๐ โมงเช้า ไปร่วมทำบุญให้เพื่อนที่จากไป ที่วัดพระศรีมหาธาตุ ซึ่งขณะนี้ ผ่านมา เป็นเวลากว่า ๕๐ ปี เพื่อนบางคนได้จากไป ร่วม ๑๐๐ กว่าคนแล้ว หลังจากทำบุญ ก็ไปรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันที่ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ซึ่งทั้ง ๒ กิจกรรมนี้ เป็นประเพณีปฏิบัติมาเป็นเวลานานปี จนแทบไม่ต้องทำหนังสือเวียนเชิญชวน ก็เป็นที่ทราบกันว่า เมื่อถึงวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ก็จะปฏิบัติตามนี้ รู้สึกดีใจที่ได้มาพบเพื่อนๆ ที่เคยกินอยู่ เคยเรียน เคยลำบาก และเคยสนุกๆร่วมกันมาเป็นเวลาหลายๆปี เพื่อนๆหลายๆคนยังแข็งแรง เหมือนเดิมทุกอย่าง ซึ่งจะเห็นความสมบูรณ์ ความสุข และฐานะจากรูปร่างหน้าตาที่อิ่มเอิบ โดยเฉพาะเพื่อนผู้หญิงหลายๆคน ที่ยังรักษาความสง่างาม ไว้ได้ดี และมีเพื่อนหลายๆคน ที่ไม่นึกเลยว่าจะร้องเพลง ก็ขึ้นไปร้องเพลงบนเวที ซึ่งร้องได้ดีมาก จนนักร้องอาชีพคงต้องอาย ไปสอบถาม เขาบอกว่า อายุปูนนี้ เขาให้หัดร้องเพลงเป็นประจำ
ตั้งแต่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่ต้องพกกล้องถ่ายรูป หลังจากเสร็จการสังสรรค์ ก็ได้ติดตาม รูปเพื่อนๆใน ไลน์ กลุ่ม มีหลายๆภาพ ดูจนตาลายเพราะมีเพื่อนหลายคนเป็นช่างภาพประจำไลน์ บางรูปก็ได้เก็บไว้เป็นที่ระลึก แต่บางรูปที่เจ้าของภาพ ดูไม่ค่อยดี คงไม่เก็บ ลบทิ้งไปเลย ต้องยอมรับในสังขาร และวันเวลาที่ผ่านไป เรื่องภาพนี้ ยกความดีให้กับผู้ผลิตโทรศัพท์ ที่สามารถผลิตกล้องชั้นหนึ่งในโทรศัพท์มาให้พวกเราได้ใช้กัน
มีข้อสังเกตว่า ทั้งๆที่มีข่าวเรื่องฝุ่นละอองออกมามากมาย แต่ก็มีเพื่อนน้อยคนที่ ใส่หน้ากากปิดจมูกป้องกัน คงจะคิดกันว่า ฝุ่นละอองนี้ คงทำอะไรรุ่นๆเราไม่ได้แล้ว ให้รุ่นหนุ่มๆสาวๆเขาใส่หน้ากากกันดีกว่า ผมคิดว่า การลดปริมาณฝุ่นละอองเป็นโครงการระยะยาว ที่รัฐต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญซึ่งมีหลายมาตรการ และทำความเข้าใจกับประชาชน ไม่ให้แตกตื่น เพราะ สิ่งที่เป็นอันตรายรอบตัวเรานี้ ยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ หรือก๊าซอื่นๆที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ในเมืองใหญ่ๆ คงต้องมีการเพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ และปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะ ตาม ๒ ข้างทางของถนนทุกสาย นอกจากนั้น น่าจะจัดให้มีถนนคนเดินในเมืองทุกเมือง หรือจัดให้มีถนนที่ผ่านได้เฉพาะรถจักรยาน เป็นการบีบบังคับให้ลดจำนวนรถยนต์ลง เพราะไม่สะดวกที่จะนำรถไปทุกแห่งเหมือนในปัจจุบัน สำหรับรถยนต์เก่านั้น ก่อนต่อทะเบียน ต้องไปตรวจสภาพตามสถานที่ได้รับการรับรองอยู่แล้ว ก็ควรมีการตรวจสภาพให้เข้มข้นมากขึ้น รถคันไหน ที่ไม่ผ่านการตรวจสภาพ ก็ต้องทำใจนำรถไปแปรสภาพเป็นอย่างอื่น ตามอัธยาศัย ต่อไปข้างหน้า คนในเมืองจะต้องเรียนรู้ที่จะเดิน โดยเฉพาะสำหรับระยะทางใกล้ๆ
กล่าวถึงเรื่องขับรถนั้น ที่ใกล้ๆบ้านผม มีโรงพยาบาลสัตว์ ที่ใหญ่มากๆอยู่แห่งหนึ่ง ในบริเวณโรงพยาบาลมีร้านจำหน่ายอาหารสด ผักผลไม้ คือร้านโกล์เด้นเพลส ซึ่งสะดวกมากๆสำหรับผมที่ไปซื้อของที่นี่ก่อนกลับบ้าน เมื่อขับรถเข้าไปในโรงพยาบาล รปภ. ที่แจกบัตรเข้าออกจะถามผมทุกครั้งว่า มาหาหมอหรือ ซึ่งผมก็สงสัยรีบสำรวจตัวเองทุกครั้ง ว่าผมยังเหมือนคนทั่วๆไปอยู่หรือเปล่า เพราะที่นี่เป็นโรงพยาบาลสัตว์ ถ้าเห็นว่าผมมาหาหมอ ก็คงมีอะไรผิดปกติแล้วแน่นอน
สำหรับในปีนี้ ผมไม่ได้ไปร่วมงานที่หลังหอประชุมของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพราะตอนเย็นมีกิจกรรมที่สำคัญที่ต้องไปร่วมงาน แถวพญาไท แล้วเดินทางกลับเวลา ๖ โมงเย็นเศษๆตั้งใจจะไปพบกับพี่ๆน้องๆที่งาน ผมเลือกไปทางถนนวิภาวดีซึ่งคิดว่าคงจะสบาย เพราะเป็นวันหยุดตอนเย็น แต่กลับเจอรถติดตั้งแต่ดินแดงจนถึงบางเขน ซึ่งระยะทางประมาณ ๑๕ กม. ใช้เวลาเดินทาง ๒ ชั่วโมงกว่า และยิ่งกว่านั้น ขณะที่ขับรถเข้าแถวขึ้นสะพานลอยยูเทอร์น หลังมหาวิทยาลัย ยังมีรถแซงแถวไปแทรกข้างหน้า ซึ่งถ้ามีเพียงคันเดียว ก็คงไม่เป็นไร แต่นี่มีรถตามมาอีกหลายคันเป็นขบวน ทำให้เพิ่มจำนวนแถวขึ้นอีกแถวหนึ่ง และคอยแทรกแถวเดิมอยู่ตลอด ซึ่งเสี่ยงต่ออุบัติเหตุมากๆ เพราะด้วยอารมณ์ไม่ดี จึงไม่ยอมให้รถนอกแถวเข้า ผมอยากให้รัฐบาลนำเรื่องนี้ เข้าเป็นวาระแห่งชาติ ว่าด้วยความมักง่าย เอาเปรียบ ไม่เคารพในสิทธิของคนอื่น ที่รอเข้าแถวตามสถานที่ต่างๆ เรื่องนี้ ทำให้ผมหมดความตั้งใจที่จะไปร่วมกับรุ่นพี่ๆน้องๆ หันกลับไปกินข้าวบ้านดีกว่า รอปีหน้าคงจะดี ข้อคิดที่สำคัญในวันนี้ คือวันเสาร์ตอนเย็นอย่าไปทางถนนวิภาวดีขาออก จากดินแดงจนถึงสี่แยกถนนงามวงศ์วาน หาเส้นทางอื่นจะเหมาะสมกว่า วันนั้น ถึงบ้านเกือบ ๓ ทุ่มครับ บู๊ คนเคยหนุ่ม







