เงินบาทแข็งค่าอย่าพึ่งดีใจ

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
ในระยะนี้ค่าเงินบาทของไทย มีแนวโน้มที่แข็งค่าขึ้นโดยเปรียบเทียบเงินตราต่างประเทศหลายสกุล เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐที่เคยมีอัตราแลกเปลี่ยนกับเงินบาท คือ 1 ดอลลาร์ = 32 บาท ตอนนี้ลดลงมาเหลือ 30 บาท กับไม่กี่สตางค์ และอาจจะลงต่ำกว่า 30 บาทได้ นั่นแสดงว่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ครั้นเทียบเงินบาทกับเงินสกุลอื่นๆ เช่น หยวน และ เยน ก็มีทิศทางไปในทางเดียวกันรวมทั้ง เงินตราของประเทศเพื่อนบ้าน
หลายฝ่ายแสดงความดีใจ โดยเฉพาะธนาคารชาติ และรัฐบาลโดยชี้ว่าที่ค่าเงินบาทแข็งค่านั้น มันแสดงว่าเศรษฐกิจของไทยเข้มแข็ง เพราะมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น จากการค้าระหว่างประเทศที่เกินดุล คือ ส่งออกมากกว่านำเข้า ธุรกิจท่องเที่ยวก็เป็นอีกแหล่งที่นำเงินตราต่างประเทศเข้ามา ในอีกด้านหนึ่งมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามา ไม่ว่าจะมาในรูปเงินกู้ระยะสั้นหรือระยะยาว ตลอดจนการเข้ามาลงทุน ซึ่งในขณะนี้คือการลงทุนระยะสั้นในตลาดหุ้น ดัชนีของ SET คือของตลาดหุ้นไทยจึงเพิ่มขึ้น หุ้นหลายตัวติดบวก
นอกจากนี้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยก็เพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องเกินร้อยละ 3 และทำท่าจะเพิ่มไปถึงร้อยละ 5 ได้
แต่ปรากฏการเหล่านี้หากพิจารณาโดยรอบด้านก็จะพบว่ามันก็มีผลกระทบในทางลบเช่นกัน และผลกระทบนั้นก็จะเกิดกับคนระดับรากหญ้า คือ เกษตรกรเป็นส่วนใหญ่
ประการแรก การที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นจะมีผลทำให้สินค้าส่งออกของไทยมีราคาแพงขึ้นโดยหลักการ เช่น เราเคยขายสินค้าชิ้นหนึ่งราคา 1 ดอลลาร์ เราจะได้เงินไทย 32 บาท ครั้นค่าเงินบาทแข็งค่าเราจะได้เงินไทยเพียง 29 บาท เงินบาทของผู้ส่งออกลดไป 3 บาท
ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าในรูปดอลลาร์ เพื่อให้เราได้เงินบาทเท่าเดิมคือ 32 บาท แต่ในความเป็นจริง มันขึ้นกับอำนาจการต่อรองของพ่อค้าส่งออก แต่สินค้าเกษตรนั้นเรามีอำนาจต่อรองน้อยมาก เพราะมีการแข่งขันสูง ด้านสินค้าอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ เราจะเป็นบริษัทลูกที่เกิดจากการลงทุนของต่างประเทศ ราคาส่งออกจึงขึ้นกับนโยบายของบริษัทแม่ ซึ่งมักจะกดราคา ส่วน SME นั้นแทบไม่มีอำนาจในการต่อรองเลย
เมื่อผู้ส่งออกไม่อาจขึ้นราคาสินค้าในรูปเงินตราต่างประเทศได้ ก็ต้องมากดราคาภายในประเทศ เพื่อให้ได้กำไรเท่าเดิมหรือมากกว่า เช่น กดราคาวัตถุดิบ กดราคาพืชผลทางการเกษตร ซึ่งคนเหล่านั้นไม่มีอำนาจต่อรอง ทำให้ราคาพืชผลการเกษตรและวัตถุดิบมีแนวโน้มต่ำลง ซึ่งทุกวันนี้เกษตรกรก็ย่ำแย่อยู่แล้ว เพราะต้นทุนการผลิตไม่ได้ลดลงแต่กลับจะเพิ่มด้วยซ้ำ
ประการที่สองอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เคยทำเงินเข้าประเทศจำนวนหลายหมื่นล้าน หรืออาจจะถึงแสนล้านบาทต่อปี จะประสบปัญหาเพราะต่างชาติจะต้องจ่ายแพงขึ้นเมื่อมาเที่ยวไทย หากต้องการให้นักท่องเที่ยวมีจำนวนเท่าเดิมก็ต้องลดราคา ซึ่งก็ทำได้ยาก เพราะเราขายทัวร์เป็นดอลลาร์ ได้เงินไทยน้อยลงอยู่แล้ว ขณะที่ต้นทุนเท่าเดิม ถ้าลดราคาก็ยิ่งแย่ จึงมีแต่ต้องเพิ่มราคาเพื่อให้ได้เงินบาทเท่าเดิม ผลคือจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลง ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีแนวโน้มเกิดผลกระทบในทางลบ เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น
ประการที่สาม ยังไม่ชัดเจนนักว่าเงินทุนที่ไหลเข้ามาประเทศไทยมากขึ้นในช่วงนี้เป็นการลงทุนจริงๆ หรือเข้ามาเพื่อเก็งกำไร ทั้งในตลาดหุ้นและเก็งกำไรค่าเงินตรา ทั้งนี้ในโลกนี้มีกองทุนเก็งกำไรขนาดใหญ่อยู่เป็นจำนวนมาก และมีกองทุนมหาศาลที่สามารถที่จะสร้างภาวการณ์ให้เกิดการผันผวนในเรื่องอัตราการแลกเปลี่ยน ให้เกินกว่าความเป็นจริงและเกินกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อหวังผลในการเก็งกำไร เช่น ในขณะนี้ค่าเงินบาทแข็งก็เข้ามาหาทางทุกวิธีเพื่อมาถือเงินบาท ทำให้เรามีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศมากขึ้น และเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น เมื่อได้จังหวะเขาก็จะเทขายเงินบาทเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นดอลลาร์หรือเงินสกุลอื่นที่อ่อนค่า ก็จะได้กำไรมหาศาล แม้เงินบาทที่แข็งค่าจะเพิ่มแค่บาทสองบาท แต่ด้วยจำนวนเงินที่เคลื่อนย้ายเข้าออกมหาศาล กำไรก็มีมากไปด้วย และไทยเราไม่มีทางปกป้องตัวเองได้เลย แม้พยายามจะยื้อด้วยการเข้าแทรกแซงซื้อเงินบาทเพื่อไม่ให้ค่าลดลง จากการเทขายของกองทุนเก็งกำไร ทุนสำรองของเราเมื่อเทียบกับกองทุนเก็งกำไรขนาดยักษ์ ถือเป็นเด็กๆไปเลย เหมือนเหตุการณ์ในปี 2540 ที่เราถูกโจมตีค่าเงินบาท แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามเข้าไปยื้อด้วยการซื้อเงินบาท จนทุนสำรองของเราเกือบเกลี้ยง ซึ่งทำให้เกิดปัญหากระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยอย่างมาก
ส่วนเครื่องมือในการกำกับดูแลการเงินในประเทศนี้เรามีก็คือการกำหนดดอกเบี้ยนโยบาย ที่มีเป้าหมายในการควบคุมเงินเฟ้อ แต่ก็มิได้ทำอะไร เพราะที่ผ่านมาเราตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำเป็นระยะเวลานานนับปี พึ่งมาขยับเพิ่มเล็กน้อยตามแรงกระเพื่อมที่เกิดจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ เพื่อไม่ให้เกิดอาการเงินทุนไหลออก ครั้งนี้คณะกรรมการนโยบายการเงินโดยคำแนะนำของธนาคารชาติ อาจต้องปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นหากมีการโจมตีค่าเงินบาท เพื่อป้องกันการไหลออกของเงินตราระหว่างประเทศ ที่เกิดจากการเก็งกำไรของกองทุนยักษ์ใหญ่ แต่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้มากน้อยแค่ไหน ก็มีข้อจำกัดเพราะถ้าดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มมาก ก็จะทำให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศเพิ่มขึ้น อันจะมีผลกระทบต่อการลงทุน ซึ่งขณะนี้ก็ซบเซาอยู่มากแล้ว จนต้องเปิดประตูอ่าซ่า ประเคนผลประโยชน์ต่างๆให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและการถือครองที่ดิน ผ่านโครงการยักษ์ EEC และผ่าน BOI แบบที่เรียกว่า ลด แลก แจก แถม
ในอีกด้านก็จะใช้การทุ่มเงินลงทุนของรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยนโยบายขาดดุล คือ จ่ายมากกว่ารายได้จากภาษีอากร ซึ่งทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น อันจะเป็นภาระต่อประชาชนในอนาคต เพราะภาษีส่วนใหญ่จะต้องถูกนำมาใช้หนี้ ทำให้ไม่มีเงินมาสร้างหรือบำรุงรักษาสาธารณูปโภคในอนาคต เพราะเรานำเอาเงินในอนาคตมาใช้เสียแล้ว ยิ่งถ้าต้องขึ้นภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มก็เท่ากับเป็นการซ้ำเติมประชาชนมากขึ้น
จึงอยากเตือนผู้บริหารภาครัฐได้ตระหนักถึงผลกระทบเหล่านี้ อย่าเอาแต่สร้างภาพ เพื่อหวังผลในการเลือกตั้งกันมากนัก ขอให้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนรากหญ้าที่จะตามมาภายหลัง







