INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

จุดกำเนิดความแตกแยกในสังคมไทย

กิจบดี  ก้องเบญจภุช

Kijbodi  Kongbenjapuch

 

ในช่วงการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 นั้น ผู้ที่เข้ามามีอำนาจยาวนานถึง 14 ปี คือพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา กับจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นคณะเปลี่ยนแปลงการปกครองฝ่ายทหาร ส่วนคณะเปลี่ยนแปลงการปกครองสายพลเรือน เช่น นายปรีดี พนมยงค์ และคนอื่น ๆ ไม่มีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้น เมื่อมีโอกาส จึงใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการกีดกันมิให้ข้าราชการประจำเข้ามามีอำนาจทางการเมือง ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 ซึ่งเป็นการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองของคณะเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2489 (รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3) ประกาศใช้ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2489” จำนวน 96 มาตรา ประกาศใช้ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 ถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 สาเหตุการสิ้นสุดการยึดอำนาจการปกครองโดยคณะรัฐประหาร ในคำปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 เนื่องจากได้มีการกล่าวถึงสาเหตุของการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 เนื่องมาจากนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในขณะนั้น ได้ปรารภกับนายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ พระมหากษัตริย์ได้พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยมาแล้วเป็นปีที่ 14 ถึงแม้ว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักนี้ยังได้คงความเจริญให้เกิดแก่ประเทศชาตินับเป็นอเนกประการ ทั้งประชาชนจะได้ซาบซึ้งคุณประโยชน์ของการปกครองระบอบนี้เป็นอย่างดีแล้วก็จริง แต่เหตุการณ์บ้านเมืองก็ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมากถึงเวลาแล้วที่ควรจะได้เลิกบทเฉพาะกาล อันมีอยู่ในรัฐธรรมนูญนั้น และปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย นายกรัฐมนตรีจึงนำความนั้นปรึกษาหารือกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภท 2 พร้อมกับคณะผู้ก่อการขอพระราชทานรัฐธรรมนูญ เมื่อได้ปรึกษาตกลงกันแล้วรัฐบาลคณะนายควง อภัยวงศ์ จึงเสนอญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2488 ขอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญคณะหนึ่ง เพื่อพิจารณาค้นคว้าและตรวจสอบว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ สมควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมอย่างไร เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองและเพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคกัน อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นแต่โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี อำนาจตุลาการทางศาล อีกทั้งให้จัดตั้งพรรคการเมืองได้

รัฐสภา ประกอบด้วย พฤฒสภา มีเวลาคราวละ 6 ปี ให้ใช้วิธีลงคะแนนออกเสียงโดยทางอ้อมและลับ จำนวน 18 คน และสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ประธานพฤฒสภาเป็นประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนเป็นรองประธานรัฐสภา สมาชิกทั้ง 2 สภา และรัฐมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ รัฐสภาทรงไว้ซึ่งสิทธิเด็ดขาดในการตีความรัฐธรรมนูญ

นายปรีดี พนมยงค์ ได้ลาออกจากเป็นนายกรัฐมนตรี วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เนื่องจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

รัฐบาลชุดที่ 16 นายปรีดี พนมยงค์ ได้กลับเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ตรงกับวันอาทิตย์ เวลา 9.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) ได้เสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืน นายปรีดี พนมยงค์ จึงได้กราบบังคบทูลลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยมิทันได้ตั้งคณะรัฐมนตรี โดยใช้เหตุผลว่า เพราะพระมหากษัตริย์ที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้สวรรคตเสียแล้วจึงขอลาออก และรัฐสภาได้เปิดประชุมพิเศษ ในเวลา 21.00 น. ถึงแม้นายปรีดี พนมยงค์ จะลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ก็ยังมีผู้สนับสนุนอยู่ ดังนั้นการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้สนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2489 รัฐบาลได้ประกาศให้ประชาชนทราบว่ารัชกาลที่ 9 เสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อสันตติวงศ์ ทรงเป็นพระประมุของค์ใหม่ของประเทศไทย มีพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช

รัฐบาลชุดที่ 17 นายปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี (สมัยที่ 3) วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2489 สมาชิกพฤฒสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้สนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง และโดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนในพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) แต่งตั้งนายปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลชุดที่ 17

วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2489 รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน ถึงแม้สถานการณ์สงครามระหว่างประเทศไทยกับบางประเทศจะได้หยุดลงแล้วตามสัญญาสมบูรณ์แบบก็ดี แต่ภาวะฉุกเฉินของประเทศไทยในขณะนั้นหาได้หมดไปไม่ ประเทศไทยยังต้องปฏิบัติตามพันธข้อตกลงซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงคราม ส่วนปัญหาเกี่ยวกับประเทศฝรั่งเศสก็ยังคงมีปัญหาชายแดนอยู่เป็นประจำ ปัญหาความสงบเรียบร้อยภายในยังคงเป็นปัญหาเรื่องหนักหน่วงสำหรับรัฐบาลขณะนั้น การปลุกปั่นความจริงให้เป็นความเท็จและความเท็จให้เป็นความจริง ฉวยโอกาสทุกโอกาสและทุกวิถีทางเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เป็นการกระทำอันไร้ศีลธรรมและศีลสัตย์ มีแต่จะทำให้เกิดความเดือดร้อน และเป็นการยุยงให้เกิดเหตุร้ายในบ้านเมือง รัฐบาลจึงขอแถลงให้ทราบความจริงว่าภาวะฉุกเฉินยังคงมีอยู่และประเทศชาติจะกลับสู่ภาวะปกติได้ก็ด้วยความร่วมมือของประชาชน หลังจากนั้นการจับกุมนักการเมืองและนักหนังสือพิมพ์ก็ได้เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งจะเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในกรณีสวรรคตของพระบาท สมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2489 นายปรีดี พนมยงค์ ได้กราบถวายบังคมทูลลาออกจากตำแหน่งเป็นอันสิ้นสุดคณะรัฐมนตรี ชุดที่ 17

รัฐบาลชุดที่ 18 วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2489 หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี (สมัยที่ 1) กรณีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) กลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามและศัตรูของนายปรีดี พนมยงค์ ใช้เป็นเครื่องมือทำลายความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพรรคสหชีพและพรรคแนวร่วมรัฐธรรมนูญ เพราะทั้ง 2 พรรค ตั้งขึ้นโดยการสนับสนุนของนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งการเมืองใน ช่วงนั้นจึงเป็นการต่อสู้กันระหว่างนายปรีดี พนมยงค์ กับพรรคประชาธิปัตย์ทั้งบนดิน และใต้ดินทั้งชอบและไม่ชอบ และหลังจากการเลือกตั้ง ครั้งที่ 5 วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2489 พรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ในกรุงเทพมหานครแต่ในต่างจังหวัดได้คะแนนเสียงน้อย ในส่วนของนายปรีดี พนมยงค์ เห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้จะดีนัก จึงได้ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าสุขภาพไม่สมบูรณ์ ต่อมาวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2489 มีการประชุมรัฐสภาเพื่อหาผู้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคสหชีพและพรรคแนวร่วมรัฐธรรมนูญเสนอหลวงธำรง นาวาสวัสดิ์ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เสนอ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ผลการลงคะแนน 133 : 52 หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งรัฐบาลชุดที่ 18 แต่การบริหารราชการบ้านเมืองก็มิได้เป็นไปอย่างราบรื่นเพราะมีหลายปัญหาในช่วงนั้น เรื่องกรณีสวรรคต เรื่องคอร์รัปชั่น เรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวง เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องค่าครองชีพ เรื่องโจรผู้ร้ายชุกชุม ต่อมาวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2489 รัฐบาลได้เสนอพระราชบัญญัติกู้เงินภายในประเทศ ถูกสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อภิปรายคัดค้านอย่างเต็มที่ อีกทั้งเกิดการทุจริตในรัฐบาล เป็นผลทำให้หลวงอดุลย์เดชจรัส ถอนตัวออกจากการเป็นประธานปราบข้าราชการทุจริตและได้กล่าวกับสื่อมวลชนว่า “…การโกงการกินอยู่ทุกวันนี้มันก็เกิดจากตัวจักรใหญ่ คือตัวจักรใหญ่หมุนตัวจักรเล็กมันก็หมุนตามไปด้วย คนใหญ่ไม่ทำคนเล็กมันก็ไม่กล้า เพราะตัวใหญ่เป็นเสียเองจะไปห้ามตัวเล็ก ๆ มันได้อย่างไร…” ในช่วงนั้นประเทศไทยต้องใช้เครื่องมือในการเกษตรมากขึ้นแต่ยังผลิตไม่ได้ทันใช้ ต้องซื้อมาจากต่างประเทศแต่ก็ถูกนักการเมืองหากินกับเรื่องดังกล่าวจนมีคำกล่าวว่า “…วงการเมืองไทย ผู้แทนกินจอบ ผู้แทนกินเสียม ผู้แทนกินธนบัตร..ขณะเดียวกันรัฐบาลไม่มีเงินก็ขึ้นภาษี…พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นฝ่ายค้านก็ค้านทุกเรื่อง เพราะหากไม่ค้านประชาชนจะหาว่าเลือกมาทำไมไม่เห็นทำไร… ในขณะที่ในสภามีความวุ่นวายเรื่องการพิจารณาพระราช บัญญัติหลายฉบับก็เกิดปัญหา”[9]

ปรากฏการณ์ที่สังคมไทยมีการเผยแพร่แนวความคิดทางสังคมการเมืองการปกครองระบอบอื่นนอกเหนือจากระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยออกสู่ประชาชนอย่างกว้างขวางขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2490 โดยเฉพาะความคิดทางการเมืองลัทธิมาร์กซิสม์ สังคมนิยมและคอมมิวนิสต์นั้นเกิดขึ้นโดยมีเงื่อนไขปัจจัยและบริบททางสังคมการเมืองและวัฒนธรรมจำเพาะ กล่าวคือ มีการยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2476 ในปี พ.ศ. 2489 เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในประเทศจีนจากระบอบสาธารณรัฐไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ รัฐบาลใหม่ของหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้นจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งขอร้องให้เปิดสมัยประชุมสภาเพื่อซักฟอกในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2490 โดยใช้มาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 ในการเรียกร้องให้เปิดสมัยประชุมเช่นนั้นขึ้นมีอยู่ 8 ประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านต้องการเสนอเข้าวาระประชุม ได้แก่ ความสงบสุขและความเป็นระเบียบวินัย วิกฤตการณ์ทางด้านการเงิน นโยบายทางด้านเศรษฐกิจที่ไม่เป็นผลนโยบายการต่างประเทศที่อ่อนแอ การฉ้อราษฎร์บังหลวง การละเลยความเป็นอยู่ของข้าราชการพลเรือน ความล้มเหลวที่จะส่งเสริมการศึกษาของชาติและการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

ผลของการลงมติในการอภิปรายรัฐบาลชนะ แต่กระนั้นก็ตามรัฐบาลของหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ได้ลาออก และก็ได้รับความเห็นชอบจากสภาให้กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก

 

รัฐบาลชุดที่ 19 วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้รับพระบรมราชโองการให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง (สมัยที่ 2) และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีในวันที่ 31 เดือนเดียวกัน

ช่วงก่อนที่จะมีการอภิปรายรัฐบาลของหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้พูดไว้ว่า “…ผมตัดสินใจกลับมาเล่นการเมืองอีก แม้จะต้องเสียสัตย์ และพวกที่จะกีดกันผมแต่แรกก็เห็นจะเป็นพวกเสรีไทยนั่นแหละมาก…” หลังจากที่จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์แล้ว มีข่าวจากสันติบาลว่ามีความเคลื่อนไหวในการปฏิวัติของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และกลุ่มเชื้อพระวงศ์ แต่รัฐบาลของหลวงธำรงดูรายชื่อแล้วก็ว่าไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะเป็นนายทหารนอกราชการและกลุ่มบุคคลที่ไม่มีอำนาจ แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาทนายปรีดี พนมยงค์ ได้สั่งพรรคพวกว่าหากมีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นจริงให้รัฐมนตรีทุกคนไปรวมกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะมีอาวุธของเสรีไทยเก็บไว้มากมาย… เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 เกิดการรัฐประหารรัฐบาลของหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งมีนายทหารเข้าร่วมจำนวนมาก เช่น จอมพล ป.พิบูลสงคราม พลโทผิน ชุณหวัน  พันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พันเอกเผ่า ศรียานนท์ พันโทถนอม กิตติขจร พันโทประภาส จารุเสถียร ร้อยเอกชาติชาย ชุณหวัน ฯลฯ เวลาประมาณ 01.00 น. พันโทถนอม กิตติขจร และคณะได้คุ้มกันหลวงกาจสงคราม ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไปเฝ้าพระบรมวงศ์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรร่างรัฐธรรมนูญและซักถามจนเป็นที่พอพระทัยแล้วก็ได้ลงพระนาม และคณะทหารได้ออกแถลงการณ์ว่ารัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถแก้ปัญหาของชาติได้ เช่น ปัญหาค่าครองชีพ ปัญหาการทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง ต่อมาได้มีพระบรม ราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย อีกทั้งเปลี่ยนตัวบุคคลให้ดำรงตำแหน่งใหม่ทั้งฝ่ายทหารและตำรวจ แต่คณะรัฐประหารไม่รับตำแหน่งทางการเมืองโดยเฉพาะ จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงได้ขอให้นายควง อภัยวงศ์ รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อเห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมือง นายควง อภัยวงศ์ จึงยอมรับเป็นนายกรัฐมนตรี[12]

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2490 (รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4) ประกาศใช้เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 จำนวน 98 มาตรา รัฐธรรมนูญฉบับนี้เรียกกันโดยทั่วไปว่าเป็นรัฐธรรมนูญ “ฉบับใต้ตุ่ม”  เนื่องจากว่าก่อนที่จะมีการรัฐประหารคณะผู้ก่อการได้มอบหมายให้หลวงกาจ กาจสงคราม เป็นผู้เตรียมการร่างรัฐธรรมนูญไว้ เมื่อร่างเสร็จแล้วเกรงว่าจะถูกรัฐบาลจับได้จึงได้นำไปซ่อนไว้ใต้ตุ่ม เมื่อทำการรัฐประหารสำเร็จจึงนำออกมาใช้ รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 นี้ มีการแก้ไข 3 ครั้ง แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2490 แก้ไขมาตรา 97 เกี่ยวกับการเลือกตั้งและจำนวนประชากรต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งคน แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 24  มกราคม พ.ศ. 2491 มาตรา 95 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้ง

สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และแก้ไขครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2491 เกี่ยวกับเอกสิทธิ์ ของสมาชิกรัฐสภา

 

รัฐบาลชุดที่ 20 วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี (สมัยที่ 3) ต่อมาวันที่ 5 ธันวาคม ในปีเดียวกันนั้น ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมีการเลือกตั้งในวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2491 เป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 6 พรรคประชาธิปัตย์ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มากที่สุด 54 คน หลังจากจัดการเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อย นายควง อภัยวงศ์ ได้กราบบังคมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2491 แต่เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนเสียงมากที่สุดในการเลือกตั้ง ดังนั้น นายควง อภัยวงศ์  จึงได้รับการเสนอชื่อให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก รวมเวลาการเป็นนายกรัฐมนตรีของนายควง อภัยวงศ์ ครั้งที่ 3 ไม่ถึง 3 เดือน

 

รัฐบาลชุดที่ 21 วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2491 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี (สมัยที่ 4) จัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดที่ 21 การบริหารราชการของนายควง อภัยวงศ์ มาเป็นเวลา 2 เดือน ก็มิได้ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนดีขึ้นและจากสถานการณ์ขณะนั้นมีสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรท่านหนึ่งพูดว่า “…ต่อให้สิบนายปรีดี สิบหลวงธำรง ร้อยนายควง ก็ไม่อาจจะลดค่าครองชีพได้…”  ต่อมาวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2491 มีนายทหาร 4 นาย มาพบนายควง อภัยวงศ์ และบอกว่า “…กระผมในนามของคณะรัฐประหารมาแจ้งแก่ท่านนายกรัฐมนตรีให้พิจารณาตัวเองในการกราบถวายบังคมลาออก…พวกกระผมได้รับคำสั่งมาให้แจ้งแก่นายกเพียงเท่านี้ ต่อจากนั้นผมจะคอยคำตอบภายใน 24 ชั่วโมง…” นายควง อภัยวงศ์ เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ก็เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีด่วนในที่สุดคณะรัฐมนตรีมีมติให้ลาออกถึงแม้จะมีรัฐมนตรีบางคนเห็นว่าการกระทำของคณะทหารดังกล่าวเป็นการผิดกฎหมายจะให้ตำรวจดำเนินการจับคุม แต่เสียงส่วนใหญ่ก็เห็นว่าจะทำให้เกิดการต่อสู้จนเสียชีวิตของคนไทยด้วยกัน จึงมีหนังสือกราบบังคมทูลคณะรัฐมนตรีลาออกทั้งคณะ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2491

 

รัฐบาลชุดที่ 22 วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2491 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี (สมัยที่ 3) จัดตั้งรัฐบาลชุดที่ 22 แต่การบริหาราชการของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ใช่ว่าจะราบรื่น หลังจากเป็นนายกรัฐมนตรีได้ประมาณ 6 เดือน คือวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2491 เกิดกบฏนายพล หรือกบฎเสนาธิการ ซึ่งผู้คิดก่อการครั้งนี้ มีทั้งนายทหารและพลเรือนอ้างว่า เพื่อแก้ไขปรับปรุงกองทัพซึ่งกำลังเสื่อมทรามลงทุกวัน โดยคิดจะสังหารคณะรัฐประหารที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ถูกจับได้เสียก่อน และบุคคลที่ถูกจับได้เป็นบุคคลสำคัญในสมัยรัฐบาลของนายปรีดี พนมยงค์ และรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ หลังจากกบฏนายพลแล้วบ้านเมือง ก็ยังมีปัญหาความขัดแย้งในสภา รัฐมนตรีลาออกเพราะเกิดความแตกแยกมีการทุจริตและเล่นพรรคเล่นพวกในวงราชการ

วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2491 นายฟอง สิทธิธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี ถูกจับในข้อหาสมคบกับพรรคพวกรวบรวมคนไปฝึกอาวุธที่เมืองคุนมิง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อจะดำเนินการแบ่งแยกการปกครองในภาคอีสาน อย่างไรก็ดี ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมและมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปล่อยตัวนายฟอง สิทธิธรรม โดยให้เหตุผลว่าอยู่ในระหว่างสมัยประชุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ยอมปล่อยตัวในที่สุด เหตุการณ์ครั้งนี้รู้จักกันในนาม “กบฏแยกดินแดน”

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 เกิดกบฏวังหลวงขึ้น โดยผู้กระทำการได้ยึดพระบรม มหาราชวังเป็นที่ทำการและการได้ออกอากาศตามสถานีวิทยุกระจายเสียงว่าได้มีพระบรมมหาราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงครามพ้นจากตำแหน่ง พร้อมทั้งให้แต่งตั้งนายดิเรก ชัยนาม เป็นนายกรัฐมนตรีแทน รัฐบาลตอบโต้ด้วยการใช้กำลังเข้าปราบปราม โดยมีพลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 เป็นบุคคลสำคัญในการปราบปราม ในที่สุดฝ่าย รัฐบาลสามารถปราบปรามฝ่ายกบฏลงได้สำเร็จ พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีความดีความชอบอย่างมากและได้รับแต่งตั้งให้แม่ทัพภาค 1 เหตุการณ์ครั้งนี้อาจจะเรียกว่าเป็นการจลาจลก็ได้ การต่อสู้ระหว่างฝ่ายของนายปรีดี พนมยงค์ และฝ่ายของรัฐบาลได้ดำเนินต่อมา จนกระทั่งเวลาใกล้เที่ยงของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 ได้มีการหยุดยิงกันชั่วคราวและผลของการเจรจาทำให้เหตุการณ์ยุติลง เมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 เหตุการณ์ครั้งนี้ มีทหารเสียชีวิต 7 คน ประชาชน 3 คน ทหารบาดเจ็บ 22 คน ตำรวจ 1 คน และประชาชน 14 คน วันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2492 วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยได้อ่านประกาศของกรมตำรวจให้รางวัลนำจับนายปรีดี พนมยงค์ และพวก ส่วนบางคนที่ถูกจับก็ถูกยิงตายขณะนำไปฝากขังโดยอ้างว่าโจรมลายูดักยิงที่ถนนพหลโยธิน กิโลเมตรที่ 14-15 เวลาประมาณ 20.00 น.

นายปรีดี พนมยงค์ ได้ลี้ภัยทางการเมืองไปพำนัก ณ ประเทศจีน คอมมิวนิสต์ขณะนั้น ถือว่าเป็นการจบสิ้นการแย่งชิงอำนาจระหว่างคณะเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยกันเอง และเป็นที่น่าชื่นชมที่นายปรีดี พนมยงค์ มิได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองของไทยอีกเลย แต่มีคนรุ่นหลังนำเอาความเป็นหนึ่งในคณะเปลี่ยนแปลงการปกครองของท่าน มาใช้ในการปลุกระดมและเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดความขัดแย้ง มาถึงปัจจุบัน

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

หนังสือ

ทักษ์ เฉลิมเตียรณ การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ, พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548.

สะอาด จันทร์ดี. รัฐธรรมนูญแบบไหน? แก้ไขปัญหาชาติ. กรุงเทพมหานคร:  บริษัท สหธรรมิก จำกัด, 2550.

สว่าง ลานเหลือ. 37 ปีแห่งการปฏิวัติ, กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2515.

อภิญญา รัตนมงคลมาศ และวิวัฒน์ คติธรรมนิตย์. คนไทยกับการเมือง: ปีติฤาวิปโยค.กรุงเทพมหานคร: บริษัท สุขุมและบุตร จำกัด, 2547.

 

รายงานการวิจัย

กนก วงษ์ตระหง่าน. งานวิจัยการวิจัย ลำดับที่ 6 การเมืองในระบอบประชาธิปไตยไทย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2527.

 

กฎหมาย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489.

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490.

 

เอกสารอื่น

ราชกิจจานุเบกษา, ฉบับกฤษฎีกา เล่ม 63 ตอนที่ 30 (10 พฤษภาคม 2498): 318-358.

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com