INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ปรัชญาการเมืองอิสลาม ตอนที่ 4

225px Avicenna Portrait on Silver Vase Museum at BuAli Sina Avicenna Mausoleum Hamadan Western Iran 7423560860

ปรัชญาการเมืองอิสลาม ตอนที่ 4

:นักปรัชญามุสลิมกับแนวคิดทางปรัชญาการเมือง

อบูอะลี อิบนุ สีน่า 2

 

ดร.ประเสริฐ  สุขศาสน์กวิน

อาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ วทส.

 

     

อิบนุสีน่า ถือว่าเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของโลกปรัชญาอิสลาม และถือว่าเป็นนักปรัชญามุสลิมที่ได้มีอิทธิพลต่อความคิดของปวงปราชญ์มุสลิมในยุคหลังและนักคิดชาวตะวันตก  อิบนุสีน่าไม่ใช่มีความโด่งดังในยุคของเขาเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลทางความคิดของเขาต่อบรรดาปราชญ์ทั้งหลายทั้งมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม จนถึงวันนี้

อิบนุสีน่า หรือชาวตะวันตกเรียกว่าอเวน ชีน่า(Aven Cina) ได้นำศาสตร์ปรัชญาอิสลามสู่ความสมบูรณ์สูงสุด นำปรัชญาสู่ความเป็นวิทยาการชั้นยอด จนทำให้ตำราของเขาได้รับการยกย่องและได้นำมาอ้างอิงและทำการวิจัยและอรรถาธิบายกันอย่างกว้างขวางในยุคต่อมา

ความโดดเด่นของอิบนุสีน่า ก็คือเขาได้นำทฤษฎีทางปรัชญามาแก้ปัญหาทางเทววิทยาและทางการเมือง จนปรากฏเป็นปรัชญาการเมืองอิสลามที่น่าสนใจอีกมุมมองหนึ่ง และยังถือได้ว่าเขาเป็นผู้ริเริ่มค้นคิดทฤษฎีทางปรัชญาจนทำให้นักปรัชญายุคหลังได้นำทฤษฎีนั้นมาใช้เป็นกรอบแนวคิดและนำมาแก้โจทย์ทางอภิปรัชญาได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว

อิบนุสีน่ากับปรัชญาเรื่องภาวะการมีอยู่(วุยูด)

ทัศนะของอิบนุซีน่าในเรื่องภาวการณ์มีอยู่หรือว่าด้วยเรื่องภวันตภาพ(وجود) ขาเชื่อว่า แท้จริงมีภาวการณ์มีอยู่ที่เที่ยงแท้ เป็นภาวะหนึ่งเดียว ไม่พึ่งพาสิ่งใด คือ”วายิบุลวุยูด(ภวันต์จำเป็น) ซเป็นปฐมเหตุแรกของการอยู่สิ่งอื่นๆและเป็นสาเหตุของการอุบัติของภวันต์พึ่งพา(มุมกินุลวุยูด)

อิบนุสีน่า ได้แบ่งประเภทของภวันต์ ออกเป็น ๒ ลักษณะคือ

๑)วายิบุลวุยูด(ภวันต์จำเป็น) เป็นสภาวะการมีอยู่ที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่พึ่งพา ไม่มีขีดจำกัด มีความสมบูรณ์ ไม่เป็นสสาร ไม่เป็นวัตถุ

๒)มุมกินุลวิยูด(ภวันต์พึ่งพา) เป็นภาวะแห่งการมีอยู่ที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง การเกิดขึ้นของมัน ต้องพึ่งพายังสิ่งอื่น  มีขีดจำกัด เป็นสิ่งใหม่ อยู่ในภาวะจำกัดของเวลาและสถานที่

อิบนุสีน่า ได้อธิบายในเรื่องของภวันต์(วุยูด)ภาวะการมีอยู่ได้อย่างละเอียดและได้แจกแจงเป็นเหตุเป็นผล โดยนำทฤษฎีทางปรัชญามายืนยันและพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ไว้น่าสนใจ ว่าด้วยเรื่อง”ภวันตวิทยา”

อิบนุสีน่ากับเรื่องพระเจ้า

อิบนุสีน่า กล่าวว่า แท้จริงพระเจ้ามีภาวะเป็นทิพย์ ไม่ใช่สสาร และมีความบริสุทธิ์ ไม่มีส่วนประกอบใดๆ พระเจ้ามีความสมบูรณ์แบบในทุกด้าน ไม่พึ่งพา ทรงเอกะ ทรงเป็นองค์สัมบูรณ์

อิบนุสีน่า ได้มีทัศนะว่าแท้จริงพระเจ้าทรงมีทรงดำรงอยู่ และการมีนั้นเป็นการมีที่มาคู่กับอาตมัตพระองค์ และจะคงธำรงและดำรงอยู่ตลอดไปไม่มีวันจะแยกจากกันได้ เพราะว่า การมีสำหรับพระองค์นั้นเป็นภาวะจำเป็น(วายิบ) จึงเรียกพระองค์ว่า”วายิบุลวุยูด และภาวะความจำเป็น มีเพียงแค่หนึ่งเดียว เพราะว่าสิ่งอื่นมีสภาวะพึ่งพา(มุมกิน) คือการมีอยู่และการอุบัติต้องพึ่งพายังสาเหตุ จึงเรียกสรรพสิ่งทั้งหลายว่ามุมกินุนวุยูด(ภวันต์ใหม่)

อิบนุซีน่าได้พิสูจน์การมีพระเจ้า โดยเรียกบทพิสูจน์นั้นว่า”บุรฮาน ซิดดิกีน” และนักวิชาการยุคหลังถือว่าเป็นบุรฮาน”อิมกาน วัลวุยูบ”ข้อพิสูจน์ภวันต์แท้และนวภวันต์” ดังนี้

หนึ่ง   สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมากมายนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง

สอง   สิ่งที่มีอยู่นี้ สามารถสมมุติฐานได้ดังนี้ คือ สิ่งที่มีอยู่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตัวมันเอง โดยไม่พึ่งพาสิ่งใด หรือสภาวะการมีของมันต้องพึ่งพาสิ่งอื่น

สาม ถ้าเรากล่าวว่า สิ่งที่มีอยู่มีสภาวะที่เกิดขึ้นมาเอง ไม่พึ่งพาสิ่งอื่น แสดงว่ามันนั้นเป็นวายิบุลวุยูดกันทั้งหมด  แน่นอนย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าวายิบุลวุยด สภาวะของมันเป็นบริสุทธิ์ ไม่มีองค์ประกอบ และไม่เป็นสิ่งใหม่

สี่ เมื่อสรรพสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นวายิบุลวุยูด มันก็เป็นมุมกินุนวุยูด ก็ต้องผู้ให้กำเนิด เพราะสภาวะของความเป็นมุมกินต้อนพึ่งพา ต้องการยังปฐมเหตุ ซึ่งต้องมีคุณลักษณะเป็นวายิบุลวุยูด เรียกว่าพระเจ้า

การรู้จักพระเจ้า

อิบนุสีน่าได้นำข้อพิสูจน์ในการรู้จักพระเจ้าและการเข้าถึงพระเจ้าด้วยหลายวิธีและหลายเหตุผลและหนึ่งจากหนทางในการเข้าถึงพระเจ้าและการรู้จักพระเจ้าคือด้วยวิธีของพิสูจน์และอ้างเหตุผลและอิบนุสีน่าได้นำเหตุผลและทฤษฎีทางปรัชญามาอ้างอิงการมีอยู่พระเจ้าและหลักคุณานุภาพแห่งพระเจ้าได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว

ข้อพิสูจน์หรือทฤษฎีทางปรัชญาที่โด่งดังที่สุดในการพิสูจน์พระเจ้าชื่อข้อพิสูจน์แห่งบรรดาสัจจะ”(บุรฮาน ซิดดีกีน) หรือ ที่รู้จัก”ข้อพิสูจน์ภวันต์แท้และนวภวันต์”(บุรฮานอิมกาน ว่า วุยูบ) ดังนี้

หนึ่ง ทุกๆสิ่งหรือทุกสิ่งที่มีขึ้นมานั้น อาจจะสมมติฐานว่า เป็นภวันต์แท้ หรือนวภวันต์

สอง ถ้าเรากล่าวว่า ทั้งหมดคือภวันต์แท้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ คือ เกิดขึ้นมาเอง ไม่พึ่งพายังปัจจัยเหตุอื่น เพราะว่าภวันต์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งใหม่ และมีภาวะพึ่งพา ดังนั้นจะต้องมีภวันต์หนึ่งภวันต์ที่อยู่ในฐานะไม่พึ่งพา เป็นปฐมเหตุของทุกๆสิ่ง

สาม ถ้าเรากล่าวว่า ทั้งหมดคือ นวภวันต์ คือ มีภาวะเป็นสิ่งใหม่ พึ่งเกิดมามาใหม่ ดังนั้นจะต้องพึ่งพายังภวันต์หนึ่งที่มันไม่ต้องพึ่งพาต่อภวันต์ใดอีกแต่ถ้าไม่เช่นนั้นจะเป็นการเข้าสู่หลักที่หาจุดกำเนิดไม่พบ เมื่อไม่มีจุดกำเนิด ก็ไม่มีจุดจบ  ย่อมเป็นไปไม่ได้ในทางตรรกะ

สี่ ดังนั้นจะต้องไปหยุดอยู่ณภวันต์หนึ่งซึ่งเป็นภวันต์แท้ซึ่งนั่นคือพระเจ้า

ในทฤษฎีทางปรัชญาว่าด้วยเรื่องนี้ ทำให้อิบนุสีน่าสามารถแก้ปัญหาทางปรัชญาอื่นๆและแม้แต่ปัญหาทางเทววิทยาได้อย่างน่าทึ่งทีเดียวและถือว่าเป็นการเข้าถึงแก่นแท้แห่งภวันต์และการพิสูจน์ถึงภาวะของนวภวันต์หรือที่เราเรียกว่า สิ่งใหม่ ได้อย่างละเอียดและมีหลักตรรกะรองรับ

อิบนุซีน่า กับเรื่องศาสดาและวิวรณ์    

อบูอลี อิบนุสีน่า ถือว่าเรื่องตำแหน่งศาสดาและวะฮ์ยู วิวรณ์แห่งพระเจ้า เป็นเรื่องสำคัญหนึ่งทางด้านศาสนศาสตร์ สามารถเข้าใจได้ด้วยกับพื้นฐานนั้นเป็นมุมมองด้านศาสนาและความเชื่อต่อศาสนา และอิบนุซีน่า ได้พยายามที่จะสร้างความเข้าใจและทำให้ทุกคนเข้าใจว่า แท้จริงเรื่องตำแหน่งศาสดาและวะฮยูไม่ได้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักปรัชญาเลยแต่ได้เสริมกันและกันสนับสนุนต่อกัน

อิบนุสีน่า กับปรัชญาการเมือง

อิบนุสีนา  นักปรัชญามุสลิมอีกท่านหนึ่งที่ได้นำเรื่องปรัชญาการเมืองและปรัชญาสังคมมากล่าวและให้ความสำคัญต่อเรื่องการเมือง และเขายังได้ชี้แนะต่อเหล่านักปกครองทั้งหลายให้รับรู้ว่า แท้จริงมนุษย์มีความจำเป็นต่อการมีระบอบการปกครองที่ดีและการมีรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง เพราะจะสร้างสังคมให้มีความยุติธรรมและความมั่นคง

การจะสถาปนาระบอบการปกครองที่ดี(النظام الاحسن)ต้องผ่านการปกครองโดยผู้นำทรงธรรม ดังที่ศาสดาได้มาประกาศและปฎิบัติเป็นแบบอย่างไว้  และอิบนุสีนาได้กล่าวอีกว่า แท้จริงการนำสังคมไปสู่ระบอบที่ดีที่สุดนั้น จะต้องมีกฏหมายและกฏระเบียบที่ถูกต้องมีหลักนิติรัฐนิติธรรม  และผู้นำที่มีภาวะผู้นำเท่านั้นจะบริหารจัดการและบัญญัติกฏหมายนั้น อิบนุสีนา ได้นำเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับผู้นำและภาวะผู้นำไว้ว่า แท้จริงผู้นำนั้นทำหน้าที่ปกครอง โดยนำหลักธรรมาภิบาลมาบริหารจัดการบ้านเมือง เพื่อไปนำไปสู่ความสันติสุขของมวลมนุษยชาติทั้งปวง

อิบนุสีน่าได้มีนำเสนอทางปรัชญาการเมืองดังนี้

หนึ่ง รัฐและระบอบปกครอง จะต้องมีหลักนิติรัฐ  และรากฐานของนิติรัฐนั้นเรียกว่า”ชะรีอะฮ์” ที่ได้ผ่านการอนุมัติจากพระเจ้า

สอง สังคมและปัจเจก ยังมีความจำเป็นต่อ การสร้างสังคมแห่งความเป็นมนุษยธรรม

สาม การจะให้สังคมดำรงอยู่ด้วยความเป็นมนุษยธรรม และมีระบบและระเบียบแบบแผน และความสัมพันธ์ทางสังคม ไม่ว่าด้าน การเมือง เศรษฐกิจ  สิทธิและวัฒนธรรม จะต้องผ่านระบอบการปกครองที่สมบูรณ์หนึ่ง โดยมีระบอบการปกครองที่ดี

หลังจากนั้น อิบนุสีน่า ได้ขยายความของคำว่า”ระบอบการปกครองที่ดี”  หมายถึง เป็นหลักการปกครองที่มีความสอดคล้องกับระบอบธรรมชาติมนุษย์  ไม่ใช่แค่การกำหนดกฎหมาย หรือตรากฏหมายตามความต้องการของคนใดคนหนึ่ง(หรือเพื่อสนองต่อชนชั้นนำ)  เพราะจะทำให้ไม่เกิดระบอบที่ดี หรือไม่ก็อาจจะเกิดช่องว่าง และไม่ไปถึงเป้าหมายของการรังสรรค์สร้างมนุษย์ ในการจะเชื่อมสัมพันธภาพระหว่างภวันต์พึ่งพา(มุมกินุลวุยูด)กับภวันต์จำเป็น

อิบนุสีน่ากล่าวอีกว่า การตรากฎหมาย หรือการกำหนดระบอบการปกครองที่ดี ไม่ใช่เป็นอำนาจของมนุษย์ เพราะมนุษย์มิสามารถจะเข้าถึงปรัชญาของการสร้างได้ทุกมิติ(นั่นหมายความว่าต้องผ่านวิวรณ์พระเจ้า)

อิบนุสีน่า กล่าวว่า ผู้ที่หยั่งรู้และเข้าถึงเจตนารมณ์แห่งพระเจ้า และการมอบระบอบที่ดีของการปกครอง คือกลุ่มปราชญ์  จากบรรดาศาสดาและผู้ทรงบรรลุธรรม

อิบนุสีน่า ได้กล่าวถึงเรื่องของความจำเป็นต่างๆทางสังคมมนุษย์  ไม่ว่าเรื่อง กฎหมาย หลักนิติรัฐ  หลักเศรษฐศาสตร์ทางสัง    เขาได้กล่าวว่า รากฐานและโครงสร้างของ กฏหมายหรือระเบียบการปกครองนั้นมีโมเดลของมันอยู่แล้ว นั่นคือ เป็นแบบที่มาจากพระเจ้า

อิบนุ สีน่า กล่าวอีกว่า ถึงแม้ว่าจะมีหลักนิติรัฐ  แต่ถ้าปราศจากผู้ปฏิบัติ และผู้นำผู้บริหารจัดการ การจะไปให้ถึงเป้าหมายของหลักนิติรัฐเป็นสิ่งที่เสี่ยงและยาก  หรืออาจจะไปได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น   ด้วยเหตุนี้ ในทัศนะของอิบนุสีน่า ผู้นำและผู้ปกครองถือว่าเป็นความจำเป็นทางปรัชญาการเมือง  และเขาได้เน้นย้ำว่า ความสำพันธ์ระหว่างนิติรัฐกับผู้นำ จะต้องสอดคล้องกัน นั่นหมายความว่า ผู้นำต้องเป็นผู้มีธรรมะและเป็นปราชญ์ และมีความเหมาะสมด้วย   จึงจะเห็นได้ว่า อิบนุสีน่า หลังจากที่ได้กล่าวถึงปรัชญาการเมือง เขาได้นำเรื่องตำแหน่งผู้นำและคอลีฟะฮ์มากล่าวเป็นเนื้อหาต่อ   โดยได้ขยายความและให้รายละเอียดถึงภาระหน้าที่ของผู้นำ เช่น เป็นผู้บับคับกฎหมาย  การตัดสินความ  การลงโทษ และเรื่องอื่นๆ

รากฐานปรัชญาการเมือง อิบนุสีน่า คือ

๑. เป็นการเมืองที่ไม่แยกออกจากศาสนา

๒.เป็นระบอบการเมืองแบบเทวาธิปไตย

๓.ระบอบการเมืองต้องเป็นระบอบที่ดี

๔.หลักนิติรัฐ คือ ชะรีอะฮ์ด้านการปกครอง

๕.ใช้หลักปรัชญาตีความและอธิบายหลักปกครอง

๖.การปกครองและการเมืองที่ดี จะให้ความสันติสุขและผาสุกต่อสังคม

(อ้างอิงจากหนังสือ อัชชีฟาห์  หมวด อิลาฮียาต  หน้า ๒๕๑-๒๕๕)

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *