ถ้าสงครามเย็นกลายเป็นสงครามร้อน

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ถ้าสงครามเย็นกลายเป็นสงครามร้อน
ในตำรับตำราว่าด้วยการสงคราม ระบุไว้ว่า “สงครามเย็น หมายถึง สงครามที่มหาอำนาจสองฝ่ายทำการต่อสู้กัน โดยใช้เครื่องมือทุกอย่าง ยกเว้นอาวุธปรมาณู หรือหมายถึงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซียหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยไม่ใช้อาวุธต่อสู้กันโดยตรง แต่ใช้วิธีการโฆษณาชวนเชื่อ การแทรกซึมบ่อนทำลาย ใช้การประนาม ใช้การแข่งขันกันสร้างกำลังอาวุธและแสวงหาอิทธิพลในประเทศเล็กๆ”โดยจำแนกเป็นรายละเอียดอีกมากมาย ไม่สามารถจาระไนได้หมด ณ ที่นี้ แต่ในทัศนะของผม สงครามเย็นคือสงครามอื่นๆ(เช่น”สงครามปาก”หรือ”สงครามโฆษณาชวนเชื่อ”)ที่ไม่มีการสู้รบกันด้วยอาวุธ ส่วนสงครามร้อน ก็มีลักษณะในทางตรงกันข้าม
มาถึงวันนี้ มีทีท่าว่าสงครามเย็นจะเกิดขึ้นอีกระลอกหนึ่งแล้ว ระหว่างมหาอำนาจคู่ใหม่ คือระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ถึงแม้ว่ารัฐมนตรีว่การกระทรวงต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน”หวาง ยี่” จะออกมาแถลงจุดยืนของจีน ด้วยท่าทีอันสุภาพ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า “การที่สหรัฐเอาไวรัสมาเล่นการเมือง นับเป็นการผลักดันให้ทั้งสองฝ่าย เข้าใกล้การทำสงครามเย็นเต็มทีแล้ว” และนี่ก็ยังเป็นเพียงคำเตือน(ที่จริงจัง)
พร้อมกันนั้น”หวาง ยี่”ก็เรียกร้องให้สหรัฐหันมาร่วมมือกับจีน ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรค”โควิด 19” สะท้อนความเป็น”ผู้ใหญ่”ที่สุขุมรอบคอบ สมกับความเป็นชนชาติเก่าแก่ ที่มีวัฒนธรรมอันดีงามมานานกว่าสองพันปี(ก่อนคริสต์กาลราว ๒๐๐ ปี) ซึ่งเริ่มต้นด้วยการสถาปนาราชวงศ์”ฉิน”ยุคของจักรพรรดิ
”ฉินฉือหวังตี้(“จิ๋นซี ฮ่องเต้”)ที่ตั้งต้นรวบรวมแผ่นดินจีนเอาไว้เป็นครั้งแรก ท่ามกลางการกดขี่ ชนิดที่ไม่มีใครกล้าโงหัว
ขณะที่จีนเดินกลยุทธ์”ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว”ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น สหรัฐโดยประธานาธิบดี”โดนัลด์ ทรัมพ์”เร่งใช้ทุกวิถีทาง ในการเดินหมาก”รุก”จีนมาตลอด ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบาย America First ทันที หลังจากที่เขาขึ้นบริหารประเทศ ผ่านการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเมื่อกว่าสามปีก่อน หมายพลิกความเสียเปรียบทางการค้า เพื่อสร้างความได้เปรียบ โดยอาศัยหลักการค้าเสรีเป็นเครื่องมือ ขณะที่หลายชาติ รวมทั้งไทยเราก็ได้รับผลกระทบด้วย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
ในการนี้ สหรัฐทำทุกอย่างเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของจีน โดย”หวาง ยี่”กล่าวสำทับ”ว่าสหรัฐใช้การโกหกมดเท็จทุกรูปแบบตลอดจนการใช้ทฤษฏีสมคบคิด ในการต่อต้านจีน”
นั่นคือ”ฉากหน้า”ในความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐในครั้งนี้
จึงเกิดคำถามว่า แล้วลึกลงไปในความขัดแย้งระหว่างสองชาตินี้เป็นอย่างไร
จากสังเกตการณ์ที่เฝ้าดูมาอย่างต่อเนื่อง พบว่าสหรัฐโดยการนำของ”โดนัลด์ ทรัมพ์”สงสัยในท่าทีของจีนในระยะหลังๆ ว่าพยายามชิงความเป็นอภิมหาอำนาจไป นับตั้งแต่ที่จีนประชุมสมัชชาครั้งที่ ๑๙ เมื่อปี ๒๐๑๒ ( พ.ศ.๒๕๕๕) รับเอา”สีคิด” (Xi’s thought)ว่าด้วยระบอบสังคมนิยมกับลักษณะของจีนสำหรับสมัยใหม่ (ปรับปรุงจาก “มาร์กซิสม์ + เหมาคิด+ เติ้งคิด”)เข้าไว้เป็นอุดมการณ์ ในการชี้นำทางการเมืองและการทหารของพรรคคอมมิวนิวนิสต์ ขณะเดียวกันก็สนับสนุนคนในประเทศร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อพัฒนาชาติ
จีนก็เลยเจริญเอาๆ หยุดไม่ได้แล้ว
ในขณะที่รัฐบาลจีน(ซึ่งประกอบไปด้วยฝ่ายบริหาร ตุลาการและนิติบัญญัติ) กำหนดนโยบาย”หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง”(one belt one road) เพื่อเชื่อมต่อจีนกับที่ชาติที่อยู่ระหว่างเส้นทางระหว่างจีนกับยุโรปและเอเชีย ไม่ยกเว้นแต่ในอาฟริกา โดยใช้เส้นทางรถไฟ(ความเร็วสูงในไทย)และเส้นทางเดินเรือ ซึ่งจีนอ้างสิทธิเหนือทะเลจีนใต้ โดยอ้างว่า เป็นการรื้อฟื้น”เส้นทางสายไหม”ที่มีเสน่ห์เชิงพิศวงในอดีต อ้างว่าเพื่อความจำเริญร่วมกันในภูมิภาค
แต่สหรัฐและอีกหลายชาติ มองว่านั่นคือการแผ่ขยายอิทธิพลของจีนยุคใหม่ เพื่อพยายามเข้าครอบงำโลก ซึ่งก็ได้ผลคืบหน้ามาก จนในที่สุด ขณะนี้ สามารถเข้าครอบงำแนวความคิดของชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเอเชียใต้และอาฟริกาไว้ได้ส่วนหนึ่ง
จึงใคร่ตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า ขณะนี้จีนสามารถ”กุมหัวใจ”นักการเมืองไทยไว้ได้แล้วหลายคน ซึ่งนั่น น่าจะเป็นเพราะรัฐบาล คสช.กำหนดนโยบาย”ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก”มาแต่แรก โดยหวังพึ่งทุนและเทคโนโนโลยีจากจีน ซึ่งเท่ากับตอบสนองแนวนโยบาย”หนึ่งแถบหนึ่งถนน”ของจีน โดยจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ว่าได้ถลำลึกมากไป โดยเฉพาะในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน
ทั้งนี้ รวมทั้งนโยบาย”รถไฟความเร็วสูง”ที่จีนรุกเร็ว จนเจาะทะลุผ่านลาวมาแล้ว เพียงรอ”ไฟเขียว”จากไทยที่ยังรีรอ เพราะได้รับคำเตือนบ่อยๆว่า หากไม่สร้างดุลถ่วงให้เหมาะสม ในการคบหากับชาติอภิมหาอำนาจแล้ว อาจเกิดอันตรายในอนาคต ถ้าเราเอนเอียงเข้าข้างชาติอภิมหาอำนาจชาติหนึ่งชาติใดมากไป ในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายเกิดการเผชิญหน้ากันด้วยอาวุธ
สหรัฐโดย”ทรัมพ์”จึงไม่รอช้าที่จะตีโต้กลับจีน ไม่เช่นนั้น จะสูญเสียความเป็นอภิมหาอำนาจของโลกในอนาคต ให้แก่จีนเป็นแน่แท้
ทั้งนี้ เริ่มต้นโดยการทำสงครามทางการค้า ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าจีนอย่างต่อเนื่อง เรียกนายทุนอเมริกันกลับออกมาจากจีน
พยายามบ่อนทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจจีน เข้าแทรกแซงกิจการภายในของฮ่องกง(ซึ่งเป็นของจีน)และสนับสนุนไต้หวัน(หอกข้างแคร่)ให้เป็นเอกราช ขณะที่ที่จีนตั้งใจหมายผนวกไต้หวัน กลับเข้าเป็นเนื้อเดียวกันกับแผ่นดินใหญ่อีกครั้ง แต่ยังไม่สบโอกาสเหมาะๆ และไต้หวันก็แข็งแกร่งเกินไป ที่จะเข้ายึดครองได้ง่ายๆ หากเข้ายึดแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ก็อาจลุกลามต้องทำสงครามใหญ่กับสหรัฐ โดยที่เศรษฐกิจจีนยังไม่เสถียรพอและอาจแพ้สงคราม เนื่องจากสหรัฐมีความเข้มแข็งกว่ามาก ในด้านประสิทธิภาพของอาวุธ
ในระยะหลังนี้สหรัฐโดย”ทรัมพ์”พยายามกล่าวหาว่าจีนคือต้นเหตุในการทำให้เกิดโรคระบาด และพยายามหาหนทางด้านกฎหมายหมาย ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสหรัฐทั้งหมดจากจีนและพยายามแสวงหาพันธมิตร เพื่อรวมหัวกันเล่นงานจีน
ผมว่ากรณีนี้ จีนสามารถแก้ต่างได้อย่างสบาย หากสืบพยานโดยละเอียดว่า ที่จริงแล้วความเสียหายที่เกิดในสหรัฐนั้นเกิดจากความยะโสโอหังชองสหรัฐที่ไม่ป้องกันตัวเองแต่เนิ่นๆ แถมผู้นำ(“ทรัมพ์”)ยังให้ข้อมูลผิดๆแก่ชาวอเมริกัน ในการป้องกันตัวเองจากโรคระบาด
สรุปแล้ว ผมยังไม่เชื่อว่าจะเกิด”สงครามร้อน”ขึ้นระหว่างจีนกับสหรัฐในภายในปีนี้ หรือปีหน้าในตอนต้นๆ ปี เพราะความไม่พร้อมทั้งของสหรัฐเอง ที่เพลี่ยงพล้ำต่อ”โควิด 19”และจีนเองก็ไม่อยากทำสงคราม แต่ต้องการพัฒนาชาติมากกว่า ยกเว้นจะหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ
ประกันได้เลยละครับว่า”สงครามเย็น”ถ้าเกิดขึ้นระหว่างจีน-สหรัฐจะไม่มีความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่”สงครามร้อน” แม้”ทรัมพ์”จะได้รับเลือกตั้งมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง
แต่ผลการหยั่งเสียงคะแนนนิยมล่าสุด ปรากฏว่าระยะหลังนี้ “โจ ไบเดน”แห่งพรรคเดโมแครตนำหน้า”ทรัมพ์”อยู่หลายจุดครับ
โดย Real Clear Politics เปิดเผย”คะแนนนิยมเฉลี่ย”จากสำนักหยั่งเสียงดัง จำนวนแปดแห่ง ในช่วงครึ่งเดือนแรกและครึ่งเดือนหลังของเดือนพฤษภาคม ระหว่าง“โจ ไบเดน”กับ “โดนัลด์ ทรัมพ์”ว่า อยู่ที่ ๔๘.๔ กับ ๔๒.๙
คะแนนนิยม”ไบเดน”ทิ้งห่าง”ทรัมพ์”อยู่ที่ ๕.๕
แต่อีกราวหกเดือน จึงจะมีการเลือกตั้งสหรัฐ อาจมีปาฎิหาริย์พลิกผันทำให้”ทรัมพ์”ชนะเลือกตั้งอีกครั้ง ก็ได้
สรุปย้ำอีกทีครับ จะยังไม่มี”สงครามร้อน”เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐกับจีนค่อนข้างจะแน่นอน ในระหว่างแปดเก้าเดือนข้างหน้านี้
ขอเอาหัว”ไอ้เรือง”เป็นประกันได้เลย…พับผ่าสิ







