ประวัติศาสตร์จีน

ประวัติศาสตร์จีน
โดย รศ.ดร สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
ประเทศจีนมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานหลายพันปี กล่าวกันว่าประวัติศาสตร์จีนมีกว่า 5000 ปี แต่ที่มีการการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนนั้นมีเพียงประมาณ 3000 ปีเศษ เรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นส่วนมากเป็นเรื่องที่มีการเล่าขานกันมาในลักษณะเทพนิยายหรือตำนาน และจากการศึกษาโบราณวัตถุที่มีการพบในสมัยหลัง
จีนเป็นประเทศที่มีการบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่องและมีความละเอียดมากกว่าประเทศที่มีอารยธรรมเก่าแก่อื่นๆ เช่นอียิปต์ อินเดียและประเทศในภูมิภาคเมโสโปเตเมีย เรื่องราวในประวัติศาสจีนมีการบันทึกไว้ทางในหนังสือและจดหมายเหตุที่จัดทำอย่างเป็นทางการในยุคสมัยต่างๆ และเรื่องราวที่มีการเล่าสืบทอดกันมาในหมู่ประชาชน ตลอดจนเรื่องที่ปรากฏในพงศาวดารต่างๆ กล่าวกันว่า ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีการเขียนและการตีพิมพ์ในเรื่องประวัติศาตตร์มากที่สุดในโลก ในทุกวันนี้ ก็มีหนังสือ บทความ ภาพยนตร์และละคร ที่บรรยายถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในสมัยต่างๆเป็นจำนวนมาก โดยมีจุดเน้นและรายละเอียดที่แตกต่างกัน
ยุคสมัยในประวัติศาสจีนแบ่งออกเป็นราชวงศ์ต่างๆ ซึ่งราชวงศ์หนึ่งมีผู้ครองอำนาจปกครองประเทศสืบทอดกันโดยคนในครอบครัวเดียวกัน(สำหรับปีและระยะเวลาที่นับย้อนจากปัจจุบันของราชวงศ์ต่างๆในประวัติศาสตร์จีน ดูได้จาก ภาคผนวกในหนังสือ”36 กลอุบาย”ของผู้เขียน)
ราชวงศ์แรกในประวัติศาสตร์จีนที่มีการบันทึกไว้คือราชวงศ์เซี่ย夏เมื่อประมาณ 4000 ปีก่อน แต่การปกครองแผ่นดินจีนเริ่มมีการรวมศูนย์อำนาจโดยพระมหากษัตริย์ผู้มีอำนาจเต็มที่เรียกว่าฮ่องเต้ เริ่มจากสมัยราชวงศ์ฉิน秦เมื่อ 2200 ปีก่อน โดยฉินสื่อหวง หรือจิ๋นซีฮ่องเต้ที่สามารถรวบรวมประเทศที่ก่อนหน้านั้นมีการแตกออกเป็นก๊กเป็นเหล่าเป็นเวลานานหลายร้อยปีให้เป็นปึกแผ่นและรวมศูนย์การปกครองในส่วนกลาง
ก่อนจิ๋นซีฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ และสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์ ในราชวงศ์เซี่ย夏และซาง商ซึ่งในเวลารวมประมาณ 1000 ปี ผู้ปกครองบ้านเมืองที่มีตำแหน่งสูงสุดคือหวาง王หรืออ๋อง ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นกษัตริย์หรือประมุขของประเทศ แต่ก็ไม่สามารถควบคุมอำนาจการปกครองในทุกพื้นที่ของประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ จนถึงเมื่อ 2700 ปีก่อนในสมัยราชวงศ์เซี่ย ซาง และโจว周 อ๋องเป็นผู้ปกครองสูงสุดของรัฐหรือประเทศ แต่มาถึงตอนกลางของราชวงศ์โจว หลังจากที่มีการย้ายเมืองหลวงมาทางตะวันออกที่เรียกว่าสมัยโจวตะวันออก ในช่วงเวลากว่า 500 ปีหลังจากนั้นที่เรียกกันว่าสมัยเลียดก๊ก ประเทศจีนมีความแตกแยกออกเป็นรัฐน้อยใหญ่จำนวนมาก กษัตริย์หรืออ๋องของราชวงศ์โจว ซึ่งถือกันว่าเป็นเจ้าแผ่นดินรวมของประเทศ ไม่มีอำนาจและบารมีที่จะปกครองรัฐต่างๆได้ ผู้ปกครองในรัฐต่างๆ มีการทำศึกสงครามชิงพื้นที่กันจนทำให้มีการผนวกเข้ากันเป็นรัฐที่มีพื้นที่ใหญ่ขึ้น จนในที่สุด จิ๋นซีฮ่องเต้สามารถทำศึกสงครามเอาชนะรัฐอื่นๆ และร่วมประเทศจีนเป็นปึกแผ่นได้
หลังราชวงศ์ฉิน ประเทศจีนมีช่วงที่เจริญรุ่งเรืองมากในราชวงศ์ฮั่น汉และถัง唐 แต่ในระหว่างสองราชวงศ์นี้ ก็มีช่วงเวลาที่บ้านเมืองมีความแตกแยกกัน และมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ชนเผ่าอื่นๆที่อยู่ทางเหนือและทางตะวันตกของประเทศที่ไม่ใช่ชนเผ่าฮั่น( ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ)เข้ามายึดครองอำนาจการปกครอง และก่อตั้งรัฐต่างๆขึ้น
หลังราชวงศ์ถัง ก็มีช่วงเวลาหนึ่งที่บ้านเมืองแตกออกเป็นรัฐต่างๆหลายรัฐ ก่อนที่จะมาถึงราชวงศ์ซ่ง宋หรือซ้องซึ่งก็มีการแบ่งออกเป็นสองช่วงคือซ่งเหนือและซ่งใต้ รวมเป็นเวลากว่า 300 ปี แล้วจึงมาถึงสมัยราชวงศ์เหวียน元หรือหยวน ซึ่งปกครองโดยชนเผ่ามองโกเป็นเวลาเกือบ 100 ปี อำนาจการปกครองแผ่นดินจึงกลับมาตกอยู่ในมือของชนเผ่าฮั่นอีกครั้งหนึ่งในสมัยราชวงศ์หมิง明 แต่หมิงก็ถูกโค่นล้มโดยชนเผ่าแมนจูที่สถาปนาราชวงศ์ชิง清 ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีนที่ปกครองประเทศเป็นเวลาประมาณ 270 ปี
ประเทศจีนมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีกษัตริย์เป็นเวลารวมกว่า 2000 ปี จนถึงปีค.ศ.191 1 เมื่อการปฏิวัติที่นำโดยซุนยัดเซ็นสามารถโค่นล้มราชวงศ์ชิงได้ ประเทศจีนจึงเปลี่ยนมาเป็นระบอบสาธารณรัฐ แต่หลังจากนั้นบ้านเมืองก็ยังมีความแตกแยก มีการแย่งชิงอำนาจกันโดยขุนศึกที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆของประเทศ ต่อด้วยการรุกรานโดยญี่ปุ่น และการทำสงครามระหว่างรัฐบาลของพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์ จนถึงปีค.ศ.1949 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ยึดครองอำนาจได้แล้ว ประเทศจีนจึงกลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้งหนึ่ง
นักประวัติศาสตร์มีการแบ่งสมัยต่างๆในประวัติสาสตร์จีนเป็นหลายยุค แต่ก็มีวิธีการแบ่งที่แตกต่างกัน การแบ่งแบบหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปก็คือการแบ่งประวัติศาสจีนออกเป็น ก. ยุคโบราณตอนต้น ซึ่งเริ่มจากยุคดึกดำบรรพ์จนถึงสิ้นสุดสมัยเลียดก๊ก (จากประมาณ 5000 ปีก่อนถึง 2200 ปีก่อน) ข. ยุคโบราณช่วงกลาง ตั้งแต่สมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ ถึงการสิ้นสุดของราชวงศ์ถัง(จากประมาณ 2200 ปีถึง 1300 ปีก่อน) และค. ยุคโบราณตอนปลาย ตั้งแต่สิ้นราชวงศ์ถังถึงสิ้นสุดของราชวงศ์หมิง(จากประมาณ 1200 ปีถึง 370 ปีก่อน) และ ง. ยุคใกล้ปัจจุบัน ตั้งแต่เริ่มราชวงศ์ชิงเมื่อ 370 ปีก่อนถึงปีที่ศูนย์ยัดเซ็นโค่นล้มราชวงศ์ชิง ในปีค.ศ. 1911 ส่วนช่วงเวลาหลังจากนั้นถือว่าเป็นสมัยปัจจุบัน
ประเทศจีนมีความเป็นปึกแผ่นมาเป็นเวลานาน แม้ในสมัยที่ชนเผ่าอื่นๆเข้ามายึดครองแผ่นดินจีน แต่ด้วยอารยธรรมที่สูงกว่า ชนเผ่าที่ไม่ใช่เผ่าฮั่น เช่น มองโก และแมนจู ก็ยอมรับวัฒนธรรมจีนที่มีอยู่เดิม และชาวมองโก แมนจู และชนเผ่าอื่นๆ ก็ได้หลอมรวมกับชาวฮั่น จนกลายเป็นประชาชนชาวจีนกันหมด
ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์โลก ต่างก็ยอมรับว่าในอดีต ประเทศจีนมีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่สูงกว่าประเทศอื่นๆส่วนใหญ่ในโลก แต่หลังจากศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา ประเทศต่างๆโดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรป มีความเจริญก้าวหน้าในทางวิทยาการและมีการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับสูง และสามารถแซงหน้าประเทศจีนไปมาก (สาเหตุของความเจริญและความเสื่อมถอยของเศรษฐกิจจีน จะมีการวิเคราะห์ในอีกบทความหนึ่งที่เผยแพร่ในบล็อกที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจในภายหลัง)
ในสมัยราชวงศ์ฮั่นและราชวงศ์ถัง ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศจีนมีความเจริญรุ่งเรืองมาก ประเทศจีนมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศและมีการเจริญสัมพันธ์ไมตรี กับประเทศต่างๆในเอเชียกลางและเอเชียตะวันออก ในสมัยนั้น มีประชาชนชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศจีนเป็นจำนวนมาก แต่ราชวงศ์จีนในสมัยต่อๆมามีนโยบายไม่ยอมคบค้ากับประเทศอื่นๆ โดยคิดว่าประเทศจีนเป็นศูนย์กลางความเจริญของโลก และไม่สนใจในเรื่องที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอื่นๆในโลก
หลังศตวรรษที่ 17 ประเทศจีนมีสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมที่ล้าหลังกว่าประเทศตะวันตกมาก ตั้งแต่เกิดสงครามฝิ่นในปีค.ศ.1840 เป็นต้นมา จนถึงตอนปลายราชวงศ์ชิง ประเทศจีนต้องประสบกับการรุกรานจากประเทศอื่นๆจนมีสภาพคล้ายกับกึ่งอาณานิคม การปฏิวัติที่นำโดยซุนยัดเซ็นในปี1911 ก็ไม่ได้ทำให้ประเทศจีนมีความเจริญขึ้นมากนัก เพราะตั้งแต่ปี 1911 ถึง 1949 ประเทศจีนต้องตกอยู่ในสภาพที่มีความยุ่งเหยิงทางการเมือง
หลังจากที่คอมมิวนิสต์ยึดครองอำนาจแผ่นดินได้แล้ว ประเทศจีนก็ต้องตกอยู่ในสภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจเป็นเวลานานหลายทศวรรษ จากการใช้โยบายทางการเมืองการปกครองที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ จนถึงปลายทศวรรษ 1970 จึงมีการปฏิรูปทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ จนประเทศจีนกลับมามีความเจริญก้าวหน้าอีกครั้งหนึ่ง
นักวิชาการจีนได้สรุปถึงจุดเด่นของประวัติศาสจีนหลายประการคือ
1. มีการบันทึกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ขาดสาย
2. มีการหลอมรวมทางวัฒนธรรมระหว่างชนเผ่าต่างๆในแผ่นดินจีน และดูดซับวัฒนธรรมจากต่างประเทศที่มีการติดต่อสัมพันธ์กับจีน โดยไม่มีการกีดกันมากนัก
3. แม้ประเทศจีนจะมีการแบ่งแยกและมีการทำศึกสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่ ในสมัยต่างๆ แต่ประชาชนจีนและผู้ปกครองบ้านเมือง มักแน้นในเรื่องความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศชาติ และพยายามที่จะรวบรวมส่วนต่างๆของประเทศให้เป็นปึกแผ่น
3. วัฒนธรรมจีนมีการสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านาน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มากนัก ยกเว้นในช่วงที่มีการปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งมุ่งทำลายวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีจีนที่มีอยู่ดั้งเดิมให้หมดสิ้น และให้ยึดถือความคิดความเชื่อของคอมมิวนิสต์ที่ถูกตีความโดยรัฐบาลจีนในสมัยนั้น
4. ประเทศจีนมีความก้าวหน้าตั้งแต่สมัยโบราณ ทางทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมีการใช้ระบบตลาด มีการใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนตั้งแต่เมื่อหลายพันปีก่อน แต่ต่อมามีการควบคุมทางด้านความคิดและมีการปิดประเทศทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง เป็นเวลานานกว่าพันปี ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมจึงได้เสื่อมถอยลงไปมาก จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ทศวรรษนี้ เศรษฐกิจจีนจึงกลับมามีความเจริญขึ้นใหม่ จากเปลี่ยนแปลงแนวทางการบริหารเศรษฐกิจที่อาศัยระบบตลาดแทนการรวางแผนจากส่วนกลาง







