หัวข้อ “การดำเนินชีวิตอย่างมีสติปัญญาและทรงคุณค่า”

หัวข้อ “การดำเนินชีวิตอย่างมีสติปัญญาและทรงคุณค่า”
โดย ศจ.วิรัช เศรษฐโสภณกุล
ปัญญาจารย์ได้พยายามสรุปภาพรวมของพระธรรมปัญญาจารย์ไม่ใช่ด้วยหลักของปรัชญา หรือความคิดที่ดีเลิศ ตรงกันข้ามท่านกลับเน้นย้ำให้เห็นว่าการดำเนินชีวิตอย่างปกติสุขเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่งกว่าการพยายามใช้ความเฉลียวฉลาดของตนดำเนินการให้ได้มาซึ่งผลที่ตนปรารถนา ไม่ว่าการใช้ความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์ก็ตามเพราะฉะนั้นข้อสรุปของพระธรรมเล่มนี้จึงเป็นการดำเนินชีวิตอย่างมีสติปัญญาและทรงคุณค่า ด้วยความวางใจในพระเจ้า ยำเกรงพระองค์ และใช้ชีวิตบนโลกนี้อย่างมีความสุข ความชื่นชมยินดี
ข้อ 1-2 ดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญา
ปัญญาจารย์เน้นให้เห็นว่า ชีวิตของคนเราภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่ได้อยู่ด้วยตัวเราคนเดียว ยังมีคนอื่นอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับเรา เพราะฉะนั้นต้องดำเนินด้วยสติปัญญาที่มากจากเบื้องบน มีน้ำใจที่พร้อมเกื้อหนุนผู้อื่น การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ ตัวอย่างที่ได้ยกขึ้นมาเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่เป็นพระพรต่อผู้อื่น เช่นโยนขนมปังลงบนน้ำ หรือแบ่งปันส่วนหนึ่งให้แก่เจ็ดคนหรือแปดคน แม้ไม่ทราบว่าจะเกิดผลอย่างไรก็ตาม สิ่งที่มั่นใจได้ คือ ความดีงามที่ได้หว่านลงไปจะไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอนและสิ่งที่สำคัญยิ่งไม่ใช่ทำดีเพื่อหวังผลตอบแทน แต่ทำดีเพราะเป็นคุณลักษณะของผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญาพระธรรมเอเฟซัส 2:10 บอกไว้ว่า
เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี
ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ
ข้อ 3-5 ดำเนินชีวิตด้วยความวางใจในพระเจ้า
ปัญญาจารย์เน้นให้เห็นว่า ชีวิตของคนเราภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ มีเรื่องราวมากมายที่เรายังไม่รู้ และไม่อาจหยั่งรู้ได้ และอนาคตเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา เช่นเดียวกับธรรมชาติที่เป็นอยู่และเปลี่ยนแปลงไปซึ่งนอกเหนือการคาดเดาของคนเรา ลมมาจากที่ไหนและจะพัดไปทิศทางใด หรือร่างกายของทารกอยู่ในหญิงมีครรภ์ได้อย่างไร นี่เป็นสิ่งที่เกินความเข้าใจของคนเรา สิ่งที่เราสามารถตอบสนองได้ดีที่สุดคือ รู้ว่านี่เป็นพระราชกิจของพระเจ้า เราต้องวางใจในพระองค์และมอบการทรงนำไว้กับพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า พระธรรมสุภาษิต 3:5-6 ได้สอนไว้ว่า
จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น
ข้อ 6-7 ดำเนินชีวิตด้วยความสัตย์ซื่อและขยันขันแข็ง
ปัญญาจารย์เน้นให้เห็นว่า ชีวิตของคนเราภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ มีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องปฏิบัติให้เกิดผลดี ความสัตย์ซื่อ ความขยันขันแข็งและการทุ่มเทในหน้าที่การงานอย่างดีที่สุดจึงจะเกิดผลดีตามที่คาดหวังไว้ได้ แต่ถ้าขาดการทุ่มเทเอาจริงเอาจัง(เวลาเย็นก็หดมือเสีย) แน่นอนผลที่จะได้ก็มีข้อจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร ผลที่จะเกิด(ความเจริญ)จะเป็นอย่างไร จึงต้องขยันขันแข็ง ทำหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างจริงจัง และจากความสัตย์ซื่อและขยันขันแข็งในการทำหน้าที่ของตนอย่างดีนี้เอง การดำเนินชีวิตก็จะมีความสุข เปรียบเหมือนได้รับแสงสว่างเป็นที่ชื่นใจได้เห็นดวงตะวันเป็นที่ชื่นบานพระธรรมสุภาษิต 10:9 ก็ได้ยืนยันว่า
ผู้ใดที่ดำเนินในความสัตย์ซื่อก็ดำเนินอย่างมั่นคงดี แต่ผู้ที่ทำทางของตนให้ชั่วก็จะปรากฏแจ้งแก่คนอื่น
ข้อ 8-10 ดำเนินชีวิตด้วยความชื่นชมยินดี
ปัญญาจารย์เน้นให้เห็นว่า ชีวิตของคนเราภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ต้องรู้จักใช้วันเวลาที่มีอยู่อย่างมีคุณค่า การรู้จักนับวันเวลาของชีวิต การยอมรับสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย และรู้ว่าผลสุดท้ายของชีวิตคนเรา พระเจ้าจะทรงเป็นผู้ที่ประทานบำเหน็จหรือทรงพิพากษา สิ่งเหล่านี้เป็นสัจธรรมที่ผลักดันให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี เพราะฉะนั้นขณะที่อยู่ในปฐมวัย หรือวัยที่แข็งแรง มีกำลังมาก ต้องรู้จักใช้ชีวิตให้ดีงาม มีความสุขความเปรมปรีดิ์กับชีวิต อย่าให้สิ่งใดมาถ่วงหรือทำลายอนาคตที่งดงามในวัยหนุ่มสาวไปได้ และที่สำคัญจงดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขไปกับพระเจ้า พระธรรมสดุดี 90:12 ผู้เขียนพระธรรมตอนนี้ได้ทูลขอพระเจ้าให้เรารู้จักนับวันเวลาของชีวิตว่า
ขอพระองค์ทรงสอนให้นับวันของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะมีจิตใจที่มีปัญญา
credit:www.theology.ac.th


