วัคซีน”โควิด 19”เห็นแสงรำไรปลายอุโมงค์

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
วัคซีน”โควิด 19”เห็นแสงรำไรปลายอุโมงค์
เมื่อวันจันทร์(๑๔กย.)ที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลกได้บันทึกไว้เป็นสถิติว่า ภายในรอบ ๒๔ ชั่วโมงที่แล้ว “ทั่วโลก”มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา”โควิด 19”สูงถึง ๓๐๗,๙๓๐ ราย
นับว่าสูงสุดเท่าที่เคยมีมาก่อนหน้า ตั้งแต่ไวรัสเริ่มระบาดในมนุษย์ ที่เมือง”หวูฮั่น”ประเทศจีน เมื่อเดือนธันวาคมปี ๒๕๖๒
จำนวนผู้ที่เสียชีวิตในช่วงเวลา(๒๔ ชั่วโมง)ดังกล่าวอยู่ที่กว่า ๕,๕๐๐ ราย เพิ่มยอดตายทั้งสิ้นนับแต่แรกเริ่มที่มีการแพร่ระบาดที่ ๙๑๗,๔๑๗ ราย คาดหมายได้เลยว่า หากการแพร่ระบาดยังดำรงอยู่ในอัตราเดียวกันนี้ อีกอย่างน้อยอีกหนึ่งปี ยอดเสียชีวิตก็น่าจะไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ รายหรือมากกว่านั้น
ระหว่างที่รายงานนี้ ยอดติดเชื้อเพิ่มรายวัน ปรากฏว่าอินเดียมาเป็นที่ ๑ สหรัฐมาเป็นที่ ๒ และบราซิลมาเป็นที่ ๓
ขณะที่ยอดติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มเป็นกว่า ๒๘ ล้านรายและราวกี่งหนึ่งในจำนวนนี้อยู่ในอเมริกา
สำหรับสถิติยอดติดเชื้อรายวันสูงสุดก่อนหน้านี้อยู่ที่ ๓๐๖,๘๕๗ รายเมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๓
ตัวเลขขององค์การอนามัยโลกระบุว่า เมื่อวันอาทิตย์(๑๓กย.)อินเดียติดเชื้อใหม่เพิ่ม ๙๔,๓๗๒ ราย สหรัฐ ๔๕,๕๒๓ บราซิล ๔๓,๗๑๘ ราย นับว่าน่าตระหนกจริง ๆ
การที่นำเอาตัวเลขการแพร่ระบาดของ”โควิด 19” มาเปิดเผยในยามนี้ มิใช่เพื่ออะไร หรือสร้างความตกอกตกใจกับคนขวัญอ่อนที่ไหน
แต่เพื่อยืนยันว่าโรคนี้ร้ายแรงจริง “พระเจ้า”หรือ”ธรรมชาติ”ส่งมันมากวาดล้างความชั่วร้ายในโลกจริง…ฉะนั้น จึงขออย่าได้ หัวร่อหยามหยัน เพราะมันเล่นงานคุณแน่ ถ้าคุณประมาท
ตัวเลขแสดงอัตราการติดเชื้อรายวันที่ว่าสะท้อนถึง ๑ ความไม่พร้อมในการป้องกันและ ๒ ความไม่สามารถในการเอาใส่ดูแลและระแวดระวัง
ซึ่งทั้งสองประการนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก สำหรับชาติที่มีพลเมืองมากเกิน ที่รัฐจะเอาใจใส่ได้ทั่วถึง ซึ่งก็คงจะเห็นตัวอย่างการแพร่ระบาดที่ควบคุมไว้ไม่อยู่ เช่นในสหรัฐ บราซิลและอินเดีย
หากพิจารณาจากสภาพการแพร่ระบาดที่หลายประเทศเริ่มระบาดซ้ำไป-มา ทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแน่นอนว่า การแพร่ระบาดทั้งกระบวน จะหยุดลงเมื่อไร
ยิ่งแพร่ระบาดเนิ่นนานมากเท่าใด ก็จะนำพาความหายนะมาสู่มนุษยชาติมากเท่านั้น
ที่สำคัญที่สุดก็คือ เป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่อการประกอบอาชีพ หรือการทำมาหากิน โดยเฉพาะอาชีพการบริการทุกประเภท ทำให้คนตกงานมหาศาล อันจะนำไปสู่ปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมาในรูปต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาความยากจน ความอดอยากและในที่สุดในรูปอาชญากรรมต่างๆ
ทีนี้ก็มาถึงคำถามแรกที่ว่า การผลิตวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหยุดยั้งการแพร่ระบาดก้าว มีความหน้าไปถึงไหนและ
คำถามที่ ๒ ซึ่งสำคัญกว่าคือ จะสามารผลิตวัคซีนขึ้นมาใช้ได้จริงหรือไม่ ซึ่งจะให้คำตอบตรงนี้เลยว่า มีความเป็นไปได้ที่จะไม่สามารถผลิตวัคซีนขึ้นมาเพื่อใช้ป้องกัน เช่นเดียวกับโรค “เมอร์ส”และโรค”ซาร์ส” ทั้งสองโรคนี้ก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาวัคซีน เช่นกัน นอกจากนี้แล้วยังมีอีกโรคหนึ่งที่ยังไม่วัคซีน ก็คือโรค”ลัสสา”ซึ่งเกิดจากไวรัสเช่นกัน แต่มีผู้เสียชีวิตเพราะโรคนี้เป็นจำนวนน้อย(BBC New / ไทย : 6 มีค.08)
กรณีนี้ การแก้ปัญหากระทำได้ ก็ด้วยรักษาตามอาการ หรือรักษาด้วยการประคับประคอง เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อน ก็สามารถหายได้ รวมทั้งผู้ที่ติดเชื้อ”โควิด 19” แต่จะหายขาดหรือไม่นั้น ไม่มีการยืนยันแน่ชัด
ทีนี้กลับไปหาคำตอบสำหรับคำถามแรก ที่ว่าการพัฒนาเพื่อผลิตวัคซีนป้องกัน”โควิด 19”เวลานี้เดินหน้าไปถึงไหน
องค์การอนามัยโลก มีคำตอบครับ
ในการพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกัน”โควิด 19” มีฝ่ายต่างๆ เสนอตัวแยกกันพัฒนา ๑๖๙ รายด้วยกัน ในจำนวนทั้งหมดนี้ มี ๒๖ รายที่อยู่ในขั้นที่ทดลองใช้กับมนุษย์แล้ว ในการนี้องค์การอนามัยโลกร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ หน่วยธุรกิจและองค์กรสาธารณสุขระดับโลกอื่นๆ ผ่านทาง ACT Accelerator เร่งตอบโต้การระบาดใหญ่(pandemic) เมื่อค้นพบวัคซีนที่มั่นใจว่าใช้แล้วปลอดภัยก็จะแจกจ่ายไปยังประเทศต่างๆ โดยให้แก่ผู้ที่ตกอยู่ในความเสี่ยงสูงสุดก่อน เป็นอันดับต้นๆ
ในการที่จะให้ใครได้สิทธิใช้ก่อน-หลัง อย่างไร มาฟังว่าผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก”เทดรอส อัดฮานอม”ท่านลำดับความสำคัญไว้พอเป็นสังเขปดังนี้
“ในเบื้องแรก เนื่องจากผลิตได้จำกัด จะมอบให้แก่คนวัยทำงานก่อน โดยเฉพาะผู้ที่ตกอยู่ในความเสี่ยงสูง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่อยู่ในภาวะที่ย่ำแย่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง จะต้องฉีดให้บางคนในบางประเทศ มากกว่าที่จะฉีดให้ทุกคนในบางประเทศ”
“การแจกจ่ายให้ จะไม่พิจารณาเฉพาะแค่ในด้านคุณธรรมและการสาธารสุขเท่านั้น แต่จะพิจารณาในด้านเศรษฐกิจด้วย ถ้าคนในชาติที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ไม่ได้รับวัคซีน ไวรัสก็ยังคงเข่นฆ่าผู้คนต่อไปและเศรษฐกิจโลก ก็จะฟื้นฟูอย่างเชื่องช้า”
“การใช้วัคซีนเพื่อให้เกิดผลดีในระดับสากล ก็เพื่อรักษาประโยชน์ของแต่ละชาติเอาไว้“
ทั้งหมดนี้เป็นท่าทีขององค์กรในสังกัดสหประชาชาติ ซึ่งตกเป็นเป้าโจมตีของ”โดนัลด์ ทรัมพ์”ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ตั้งข้อกล่าวหาว่า ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกปกป้องจีนแผ่นดินใหญ่ ช่วยปกปิดข้อเท็จจริงการแพร่ระบาด จึงพาลคุกคามตัดเงินช่วยองค์กรโลกแห่งนี้ ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วๆ ไปว่า นั่นเป็นการหาเสียงกับคนอเมริกัน ที่กำลังย่ำแย่กับการเสี่ยงชีวิตจาก”โควิด 19” เพราะความสะเพร่าของผู้นำตนเอง ที่ไม่ให้ความสำคัญในการป้องกันแต่เนิ่นๆ กลับบอกว่า เป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา
ก็ไม่รู้ว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่จะเท่าทันกับความกะล่อนของ”ทรัมพ์”หรือไม่
ทีนี้มาดูเมืองไทยเราว่า ได้พัฒนาวัคซีนไปถึงไหน หลังจากรัสเซียออกข่าวว่า ได้แจกจ่ายวัคซีน(เรียกว่า“สปุตนิก ไฟว์”)ล็อตแรกให้ไปทดลองฉีด ทั่วประเทศแล้ว ทั้งๆ ที่การทดสอบในขั้นที่ ๓ ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ สร้างความกังวลไปทั่วยุโรป ซึ่งสงสัยในประสิทธิภาพและความปลอดภัย แม้ประธานาธิบดีรัสเซีย”วลาดิมีร์ ปูติน”จะทดลองฉีดด้วยก็ตาม
นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติเปิดเผยเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ไทยเรา(ด้วยความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆ) ผ่านการทดสอบวัคซีนในลิงแล้วหนึ่งชนิดและผ่านการทอดสอบในหนูสามชนิด โดยไม่ระบุชัดเจนว่า จะมีการทดสอบกับมนุษย์ได้เมื่อไร แต่ก็คาดว่ากลางปีหน้า (๒๕๖๓) โลกจะมีวัคซีนป้องกัน”โควิด 19”ได้(“สยามรัฐออนไลน์ : ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๓)
ทั้งหมดนี้ นับว่าเป็นข่าวดี สำหรับเมืองไทย ที่ไม่ค่อยจะมีในช่วงนี้ เป็นข่าวที่เป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ หากสามารถหยุด”โควิด 19”ในเมืองไทยได้เรียบร้อย ได้นิ่งสมบูรณ์แบบจริงๆ ส่วนที่หลุดมาจากเมืองนอก ก็ไม่น่าจะหวาดหวั่นอะไรนัก
ก็จะได้ฟื้นฟูบูรณะชาติได้อย่างเต็มที่เสียที หากสถานการณ์ทางการเมืองอำนวย เลิกล้มลุกคลุกคลานจากความวุ่นวาย







