ไม่มีฉันทลักษณ์ใดในบทกวีอันว่างเปล่า

ไม่มีฉันทลักษณ์ใดในบทกวีอันว่างเปล่า
มีเพียงเรื่องเก่าห้ามเล่าของคน เดือนตุลา
เรื่องเก่า ห้ามเล่า…
เหตุการณ์ยังไม่ทันคลี่คลายแต่ความทรงจําก็ได้สลายเป็นเถ้าธุลีแม้ว่าโลกทั้งใบได้หลงลืมเรื่องราวนี้ไปจนหมดสิ้นแล้วแต่เขาจะดํารงอยู่ในความทรงจําของฉันเสมอขุนทองผู้ไม่เคยได้กลับบ้านจะมีชีวิตอยู่ต่อไปในเลือดเนื้อและลมหาย ใจของฉัน บุรุษผู้กล่าวคําอันพิสุทธิ์ด้วยความเชื่อมั่นต่ออุดมการณ์ และด้วยศรัท ธานั้นทําให้เขาถูกทําลายจนย่อยยับ ฝูงชนต่างล้มระเนระนาดพ่ายแพ้ต่ออํานาจที่ ยิ่งใหญ่เหนือตนอันเรียกว่ากฎแห่งความอยุติธรรมที่ไม่อาจขัดขึ้นได้
ความจริงเป็นสิ่งไม่ตายแต่ที่ตายคือคนพูดความจริงเราอยู่ในโลกที่ทรามร้าย ด้วยความเกลียดชังระหว่างกันนั่นเองที่ได้กลืนกินชีวิตของผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ที่ริเดินเข้าไปสู่ความขัดแย้งพวกเขาอาจถูกทอดทิ้งจากความทรงจําอันเลือนรางของชนรุ่นหลังไปแล้วก็เป็นได้
การต่อสู้ของพวกเขาดูเหมือนสูญเปล่าการต่อสู้ของคนรุ่นเราก็เช่นกัน
“เอ็งจะไปรู้อะไรเอ็งเกิดไม่ทัน” ลุงลั่นกล่าวอย่างอารมณ์เสียพร้อมบ่ายหน้าไปทางอื่น “ไอ้เด็กเมื่อวานชื่นเกิดไม่ทันแล้วยังอวดฉลาดกลอนเปล่าของเอ็ง น่ะ ไม่มีคุณค่าทางวรรณศิลป์เพราะมันเขียนขึ้นโดยกวีไร้ความสามารถอย่างเองไง!”
“เกิดไม่ทันแล้วฉันจะเขียนอะไรบ้างไม่ได้เลยเหรอลุง? ฉันก็ลูกหลานคนเดือนตุลานะ” ฉันถอนหายใจยาวเราทุ่มเถียงเรื่องนี้กันหลายครั้งจนฉันรู้สึก เหนื่อยหน่าย “อีกอย่างถ้าเพียงเพราะเกิดไม่ทันเลยเขียนอะไรไม่ได้แล้วเราจะมีนักประวัติศาสตร์ไว้ทําไมงั้นศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ก็ไม่ต้องเขียนหนังสือเกี่ยวกับอาณาจักรสุโขทัย อาจารย์เปลื้อง ณ นครก็ไม่ต้องศึกษาเกี่ยวกับศิลาจารึกพ่อขุนรามฯ งั้นเหรอ เหตุการณ์บางอย่างก็ต้องเล่าซ้ำๆ จากรุ่นสู่รุ่นเพื่อไม่ให้เรื่องราวสูญหายนะ”
“เอ็งไม่เข้าใจ เอ็งยังเด็กไม่ต้องมาเถียงผู้ใหญ่ เรื่องเดือนตุลามันเก่าไป ใครๆก็เขียน จะเขียนอีกทําไม เขียนแล้วได้อะไรมันเกร่อเข้าใจไหม ไม่มีมุมมองอ ะไรใหม่ๆ ให้เขียนถึงแล้ว” ลุงจันหยุดพูดครู่หนึ่งเพื่อจิบกาแฟก่อนกล่าวต่อ “กลอนเปล่าๆจะสู้บทกวีที่มีฉันทลักษณ์ถูกต้อง บทกวีคือมงกุฎของวรรณกรรม งดงามยิ่งกว่างานร้อยแก้วที่ร้อยกี่พันเท่างานของแกมันอ่านแล้วทําให้รู้สึกว่างเปล่าไม่มีสัมผัสไม่มีคล้องจองสละสลวยเลย” ลุงจนกวีรุ่นใหญ่กล่าวอย่างหัวเสีย เมื่ออ่านร่างงานเขียนของฉัน อันที่จริงฉันเองก็เป็นฝ่ายผิดที่รบเร้าขอคําแนะนําจากลุงอยู่หลายรอบ เขาเองก็คงไม่ได้อยากจะอ่านงานขยะของฉันสักเท่าไรแต่ ด้วยความที่เขาเป็นเพื่อนสนิทพ่อก็เลยตกปากรับคําอย่างเสียไม่ได้
ว่างเปล่าอย่างนั้นเหรอ? งานเขียนของฉันคงจะเยิ่นเย้อไร้สัมผัสจริงตามที่ ลุงลั่นกล่าว ฉันถอนหายใจยาวพร้อมกวาดสายตาอ่านบทกวีของตัวเองอีกครั้ง ฉัน รู้สึกอึดอัดกับกฎเกณฑ์ของฉันทลักษณ์ อยากเป็นอิสระ แล้วพูดในสิ่งที่คิด รู้สึก เหมือนกําลังหายใจไม่ออกจากหมอกควัน
ทําไมเราต้องเดินตามทางที่ถูกกําหนดโดยคนรุ่นก่อนทําไมจึงแสดงความ คิดเห็นอะไรไม่ได้ในกาลสมัยนี้แต่ใครบ้างอยากจะนําตัวเองเข้าสู่ความขัดแย้งดัง นั้นสิ่งที่ทําได้คือนิ่งเงียบ คนรุ่นใหม่จํานวนมากไม่ได้ปราศจากความคิดแต่เราไม่ต องการทําลายความสงบสุข
“ห่วยแตกมากกลับไปเรียนหลักภาษาไทยใหม่ไป แล้วค่อยคิดจะเป็นกวี” สูงพูดต่อ
“แต่ฉันอยากจะเล่าเรื่องการต่อสู้ของขุนทองอีกครั้ง”
“การต่อสู้เหรอ การต่อสู้ในวันนั้นคือมายาคติ อาแกตายเพราะมายาคติ มันไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลย” ลุงจั่นถอนหายใจ “สี่สิบกว่าปีแล้วที่เขาจากไป ประเทศเราได้อะไรกับความสูญเสีย
เหมือนถูกเก้าอี้ฟาดอย่างแรง ฉันรู้สึกชาไปทั้งตัว มายาคติ? นั่นสินะ สี่สิบกว่าปีมานี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง วัฏจักรเดิมๆ วนไปวนมา ความเกลียดชัง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายก็ยังดําเนินต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด นักปรัชญาเคยตั้งคําถามว่าเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกการปกครองหรือไม่หรือชะตาได้กําหนดทุกอย่างไว้แล้ว ฉันไม่รู้จะตอบคําถามนั้นอย่างไร ในหัวมีแต่ความว่างเปล่าเหมือนบทกวีได้สัมผัส ความปรารถนาของฉันไม่ใช่การทําลายความสงบสุข แต่ฉันอยากจะเล่าเรื่องของขุนทอง ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องให้เกิดความขัดแย้งแต่เพื่อย้ำเตือนว่าความเกลียดชังสามารถก่อ ตัวและทําลายเพื่อนร่วมชาติได้อย่างน่าอดสู ฉันไม่ได้กล่าวว่าใครผิดหรือถูก ฉันเป็นใครที่จะมีอํานาจตัดสิน? สิทธิ เสรีภาพและหน้าที่ ควรมีขอบเขตแค่ไหนฉันไม่รู้ ฉันไม่ใช่นักรัฐศาสตร์ ฉันเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่อาศัยแผ่นดินนี้
ท่ามกลางความบ้าคลั่งของกระแสการเมืองนี้ฉันเพียงอยากจะย้ำเตือนว่า เรากําลังมุ่งหน้าสู่กองเพลิงแห่งความเกลียดชังอีกคราว เราควรจะหยุดตรงนี้ก่อน ที่จะทําลายกันเองจนย่อยยับ ผิดชอบชั่วดีคือสามัญสํานึกที่มนุษย์ทุกคนพึงมี ความถูกต้องนี้ไม่ใช่มายาคติ เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์แล้วก็พึงทําตัวให้สูงกว่าสัตว์ อย่าฆ่าฟันกันอีกเลยเพราะความเชื่อที่แตกต่าง
“เลิกคิดที่จะเป็นกวีเถอะ” ลุงลั่นกล่าวพร้อมลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาเดินออกจากร้านกาแฟโดยไม่เหลียวหลังกลับมาอีก ฉันได้แต่มองร่างผอมเกร็งเดินจากไป ช้าๆ จนลับตา อุดมการณ์ของเขาได้แปรเปลี่ยนเป็นมายาคติด้วยเช่นกัน? ฉันได้แต่สงสัย สี่สิบกว่าปีที่แล้วเข้าแต่งกลอนต่อสู้กับอํานาจมืด วันนี้เขากลับไปนั่งอยู่ อีกฟากของขั้วอํานาจ ฉันได้แต่สงสัยว่าบทกวีของเขาซึ่งอิสรชนรุ่นเราเคยแซ่ซ้อง สรรเสริญเป็นแค่คําหวานอันโป้ปดเช่นนั้นหรือ?
คืนนั้นพอกลับบ้านฉันนั่งลงบนโต๊ะเขียนหนังสือแล้วอ่านบทกวีของตัวเอง ซ้ำๆ พบว่าสิ่งที่ว่างเปล่าไม่ใช่ฉันทลักษณ์แต่คือเรื่องราวของใครคนหนึ่งที่ไม่มีโอกาสได้รู้จัก คําพูดของลุงจั่นวนเวียนอยู่ในหัวของฉัน เขียนเรื่องเดือนตุลาอีกทําไม เขียนแล้วได้อะไร
นั่นสินะ จะเขียนไปทําไม ฉันทิ้งตัวลงนอนบนเตียง เอาหัวซุกหมอนแล้ว หลับตาลงนึกถึงนิทานก่อนนอนที่พ่อเล่าให้ฟังตอนเด็กๆ นิทานก่อนนอนที่ไม่มีปก
ในเรื่องเล่ามีวีรบุรุษคนหนึ่งที่ถือเพียงดอกไม้เป็นอาวุธ เขาถูกยิงตายใน พลบค่ำ เรื่องเล่าของเจ้าขุนทองเป็นเพียงหมอกจางที่รอเวลาสลายตัวในยามแดด ส่องแสง เขาเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ซึ่งถูกถีบให้ตกขอบเวทีประวัติศาสตร์ เขาเกิด อยู่และตายบนแผ่นดินนี้ พลีชีพเพื่ออุดมการณ์ เขามีลมหายใจอยู่แม้ในชั่วขณ ะสั้นๆ แต่ราวกับว่าบัดนี้เขาไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง ไม่มีเลย ขุนทองไม่ได้เป็นเพียง ตัวละครที่สร้างความบันเทิงให้ใคร นี่คือชีวิตจริง สิ่งต่างๆ ที่คนอื่นอาจเห็นว่า บันเทิงแต่มันไม่สนุกเลยสําหรับผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรื่องราวนั้น ไม่มีความรื่น เริงใดเมื่อถูกกําหนดให้เป็นฝ่ายที่ต้องสูญเสียจากปากกระบอกปืนที่ลั่นในวันที่ 14 ตุลาคม สิ่งที่ถูกพรากไปคือชีวิตของเจ้าขุนทองผู้ไม่มีโอกาสได้กล่าวคําอําลา
“คุณอาขุนทองเขาเป็นคนยังไงเหรอพ่อ” ฉันถามพ่อตอนที่เราไปเยี่ยม หลุมศพของคุณอา นั่นเป็นคําถามที่ฉันมักจะตามพ่อเสมอ
“ถามอีกแล้ว จะถามทําไม” พ่อถอนหายใจ
“อยากมีโอกาสได้รู้จักกันนะ แต่ก็คงไม่มี”
พ่อนิ่งเงียบอยู่นานราวกับว่าคําถามนั้นเสียดแทงหัวใจ “นิสัยดีและตลกน่ะ” พ่อยิ้มน้อยๆ แต่แววตานั้นเปี่ยมด้วยความเศร้า เราโปรยกลีบกุหลาบหลาก สีลงบนแผ่นหินอ่อนที่สลักชื่ออาขุนทองพร้อมรดน้ําหอมซึ่งค่อยๆ ซึมลงใต้ผืนดิน ได้แต่หวังว่าความเย็นของน้ำนั้นจะแผ่ลงไปแทนความอาลัยให้เขาได้รับรู้ ตลอด 46 ปี พ่อไม่เคยหยุดมาที่นี่เพื่อเยี่ยมน้องชาย ขุนทองผู้ไม่มีโอกาสได้หวนกลับ บ้านแต่ตรงดิ่งมาที่สุสานหลังวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ในขณะที่มีอายุได้ 18 ปี หลังเหตุการณ์นั้นพ่อไม่อยากสวมเครื่องแบบสีเขียวอยู่นาน
“ทหารมีหน้าที่ปกป้องประชาชน” พ่อพูดแบบนั้นบ่อยๆ จนเกษียณราชการ
เช้าวันที่ 12 ตุลาคม ขุนทองกอดแม่แน่นไว้แนบอก สะอื้นไห้ออกมาจน แม่รู้สึกได้ถึงความลั่นเทาของแผ่นหลังใหญ่นั่น นานแค่ไหนแล้วที่ขุนทองไม่เคย ร้องให้ ตอนเด็กๆ แม้จะหกล้มหกลุกแค่ไหนก็ไม่เคยร้องไห้ เขาเป็นเด็กเลี้ยงง่าย เข้มแข็งและฉลาดเป็นที่สุด ขุนทองไม่เคยทําให้แม่ผิดหวัง ตลอดเวลา 18 ปีไม่ เคยก่อเรื่องอะไรให้แม่หนักใจ ขุนทองไม่มีโอกาสได้รู้จักความรักแบบหนุ่มสาวไม่เคยมอบแหวนให้หญิงใดนอกจากแลกแหวนกับพี่สาวคนรองไว้แทนใจ
“ไปก่อนนะแม่” ว่าแล้วขุนทองก็ปล่อยมือทั้งสองออกจากการโอบกอดอัน เนิ่นนาน แม่รู้สึกเย็นวาบที่สันหลังอย่างบอกไม่ถูก สัญชาตญาณบอกเธอว่านี้อาจ เป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะได้กอดเจ้าขุนทอง “วันนี้ไม่ต้องรอกินข้าวเย็นนะครับ ผมคงไปค้างที่มหาวิทยาลัย
แม่อยากจะร้องตะโกนว่าอย่าไปเลย อย่าไปแต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ต ลอดออกมาอาจเพราะรู้ว่าลูกชายของตนเมื่อตัดสินใจแล้วจะไม่มีหันหลังกลับมาอีก เขาเป็นเด็กเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว แม่อยากจะกอดขุนทองอีกครั้งแต่เขาได้หายลับตาไปแล้ว แม่รู้สึกได้ถึงน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาและค่อยๆ ไหลอาบแก้มอย่าง ไร้การควบคุม เขาหายไปแล้ว หายไปพร้อมดอกไม้ในกํามือ อีกไม่กี่วันต่อมาดอกไม้กํานั้นเองก็ถูกกระทืบให้จมดินไม่หลงเหลือร่องรอยของความงดงามเช่นเดียวกับชีวิตอันสั้นเพียง 18 ปีของขุนทองผู้ยังไม่มีโอกาสได้รู้จักความรักของหญิงสาว
“กลับบ้านกันได้รึยัง” ฉันถามพ่อซึ่งตกอยู่ในภวังค์ ดูเหมือนเขานึกถึงเรื่องราวในอดีตอีกแล้ว
พ่อพยักหน้า ฉันจูงมือเขาเดินไปเรื่อยๆ เราพูดคุยกันอีกสองสามคําก่อน แวะซื้อของกลับบ้าน ฉันได้แต่หวังว่าบาดแผลในใจของพ่อจะจางหายเข้าสักวัน หนึ่ง พ่อไม่เก่งเรื่องการบอกเล่าความรู้สึกของตัวเองนัก อย่างเรื่องของอาขุนทอง พ่อจะเล่าแบบห้วนๆ ทื่อๆจนทําให้ฉันนึกไม่ออกว่าอาเป็นคนยังไง
ดึกคืนนั้นฉันนั่งเขียนบทกวีบนโต๊ะเท่าๆ “ไม่ดีๆ ฉันพูดกับตัวเอง เหมือนคนบ้าว่าแล้วก็เริ่มเขียนประโยคใหม่ขึ้นมาอีก ฉันไม่รู้จะบรรยายความรู้สึก ใดๆออกมาให้สับซ้อนสละสลวยแบบที่กวีเขียนกันได้ ฉันคงไร้ความสามารถจริงๆ มีบางอย่างที่ขาดหายไปนอกจากฉันทลักษณ์ ฉันอยากจะเล่าเรื่องราวบางอย่างแต่ เหมือนความคิดต่างๆ ติดอยู่ที่ก้านสมองอันโง่ทิบนี่เอง
งานเขียนอันว่างเปล่าของฉันอาจจะเชยและเยิ่นเย้อ เรื่องเล่านี้อาจ ถูกกล่าวซ้ำๆ จนเกร่ออย่างที่ลุงลั่นพูดก็เป็นได้ แต่ฉันอยากจะเขียนมันขึ้นอีกครั้ง อย่างน้อยนี้ก็คือสิ่งเล็กน้อยที่ทําได้ในฐานะของลูกหลานคนเดือนตุลา ฉันจะคืนชีวิตให้เขาผ่านตัวหนังสือที่ร้อยเรียงขึ้นโดยปราศจากฉันทลักษณ์
เธอจะได้ยินบ้างไหมเจ้าขุนทอง ทุกครั้งที่พ่อพร่ำเรียกชื่อเธอที่หลุมศพและกล่าวคําล่ำลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กล่าวคําขอโทษพร้อมน้ำตาที่ไม่เคยหยุดหลั่ง ไหลตลอด 46 ปี
งานเขียนอันว่างเปล่าของฉันอาจจะเชยและเยิ่นเย้อ เรื่องเล่านี้อาจ ถูกกล่าวซ้ำๆ จนเกร่ออย่างที่ลุงลั่นพูดก็เป็นได้ แต่ฉันอยากจะเขียนมันขึ้นอีกครั้ง อย่างน้อยนี่ก็คือสิ่งเล็กน้อยที่ทําได้ในฐานะของลูกหลานคนเดือนตุลา ฉันจะคืนชีวิตให้เขาผ่านตัวหนังสือที่ร้อยเรียงขึ้นโดยปราศจากฉันทลักษณ์
เธอจะได้ยินบ้างไหมเจ้าขุนทอง ทุกครั้งที่พ่อพร่ำเรียกชื่อเธอที่หลุมศพและกล่าวคําล่ำลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กล่าวคําขอโทษพร้อมน้ำตาที่ไม่เคยหยุดหลั่ง ไหลตลอด 46 ปี
ขุนทอง…ได้โปรดรับรู้ว่าฉันจะจารึกชื่อของเธอไว้ในห้วงเวลาอันเงียบเหงานี้ เธอย่อมสัมผัสได้ใช่ไหมถึงความรักซึ่งมีพลานุภาพยิ่งใหญ่กว่าสิ่งลวงใดๆ ใน โลกที่ฉันได้มอบให้ด้วยปลายปากกานี้ เธอยังคงดํารงอยู่เสมอ อย่างน้อยก็สําหรับ ฉัน ถึงแม้ว่าชื่อของเธอจะถูกลบด้วยกระบอกปืนไปแล้วก็ตาม
ฉันรู้สึกเสียดายเหลือเกินที่ไม่มีโอกาสได้รู้จักเธอ ความจริงก็คือทุกครั้งที่ ฉันถามถึงขุนทองทุกคนจะเงียบ มันน่าอึดอัดเหมือนมีเมฆหมอกดําที่มองไม่เห็นปกคลุมจนฉันต้องหยุดพูด ใช้ความเงียบงัน…ไม่มีใครอยากจดจําเรื่อง เศร้าหรอก มันทรมานใจเกินไปที่จะพูดถึงแต่ฉันก็อดถามเรื่องเธอไม่ได้ทุกที่ ไม่มีภาพถ่ายของเธอในบ้านอีกแล้วให้ระลึกถึง วันเวลาผ่านมานานเหลือเกินและทุกคนก็ต้องก้าวเดินต่อไป แต่ฉันก็ยังอยากได้ยินเสียงเธอ อยากรู้จักเธอในวันที่ ยังมีเลือดเนื้อ อยากมีโอกาสที่จะได้กล่าวคําว่าลาก่อนต่อหน้าไม่ใช่กับป้ายจารึกหินอ่อนที่เราไปเยี่ยมกันทุกปี อยากกอดเธอไว้แล้วบอกว่าขุนทอง เธอไม่ได้ถูกลืม เพราะการถูกลืมคือเครื่องยืนยันว่าเธอได้ตายไปแล้ว นั่นคือความจริงที่ฉันไม่อยากจะยอมรับ ฉันคงเสียสติไปแล้วที่เอาแต่คิดว่าคงดีแค่ไหนถ้าได้รู้จักกัน
เรื่องจริงนอกเหนือจินตนาการก็คือ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ณ สะพานมัฆวาน ขณะมุ่งหน้าไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขุนทองถูกซุ่มยิงจากด้านหลังจนตกสะพานประมาณหกโมงเย็น เพื่อนสองสามคนกระโจนลงน้ําตามไปงม ร่างของเขาขึ้นมา
คําพูดสุดท้ายของขุนทองก็คือ “ชาไปทั้งตัวแล้ว มาถึงตรงนี้หลายคนอาจคาดหวังให้ขุนทองพูดว่า “อย่ายอมแพ้นะ” หรือ “สู้ต่อไปนะ” เหมือนฉากซึ้งๆในบทหนัง จะพูดอะไรให้เท่ได้มากมาย? นี่ไม่ใช่บทละครซึ่งพระเอกของเรื่องต้อง พูดอะไรโก้เก๋ก่อนตาย ถ้าลองถูกกระสุนยิงทะลุอกและขาดูสักทีฉันว่าคนส่วนมากก็คงไม่สามารถนึกอะไรได้มากกว่าบรรยายความเจ็บปวดในวาระสุดท้าย
ตอนเขาตายที่บ้านไม่รู้เรื่องหรอก ไม่จนกว่าจะรุ่งสาง ใช่! ขุนทอง เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง เขาก็กลับมาจริงๆ แต่กลับมาแบบไร้ลมหายใจ
ได้โปรดเถอะพญามัจจุราชพาเขาไปในที่อันงดงาม อย่ามีเวร อย่ามีภัยอีก เลย แม่จะกล่อมเจ้านอนด้วยเพลงรักแทนใจ จะรักเจ้าตลอดไปแม้ไม่มีโอกาสได้ โอบกอดกันอีกแล้ว
ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้ารู้สึกปวดร้าวจากเรื่องเล่าของคนรุ่นก่อน ฉันหยิบสมุดเล่มเก่าขึ้นมาคว้าปากกาแล้วเริ่มเขียนกลอนเปล่า รู้สึกเคว้งคว้างสั้น ไหว…
กุหลาบหลากสีถูกโปรย
ในบทกวีของนกพิราบ
ตํานานได้ถูกขับขาน
สิ่งที่หลงเหลือให้จดจําคือคําสดุดี
ไม่มีฉันทลักษณ์ใดในบทกวีนี้
ไม่มีวลีอันไพเราะเสนาะหู
เจ้าขุนทองของฉัน
ในหน้ากระดาษอันว่างเปล่านี้
เธอจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป
แด่ผู้คนเดือนตุลาทุกรุ่น การต่อสู้ของเรายังดําเนินต่อไป และวันหนึ่งดอก ไม้ในมือเราก็จะมีความหมายมากกว่าสัญลักษณ์แทนความอาลัยแต่คือการประก าศชัยชนะ
ตีพิมพ์ในหนังสือเดลินิวส์ฉบับวันที่ 6 กันยายน พ.ศ.2563
ฟาริดา วรุฬผล

