INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

จิม คอลลินส์ ห้าระยะของการตกต่ำของบริํษัท

tmp 1608215390602

จิม คอลลินส์ ห้าระยะของการตกต่ำของบริํษัท

กูเกิลเป็นบริษัทมั่งคั่งที่สุดและแพร่หลายที่สุดบริษัทหนึ่งภายในโลก และประวัติของบริษัทเป็นเรื่องราวของการเป็นผู้ประกอบการคลาสสิค งานหนัก และโชคเล็กน้อย จากการเริ่มต้นอย่างถ่อมตัว บริษัทได้เบ่งบานไปสู่ผู้นำโลกภายในการโฆษณาออนไลน์ คลาวด์ คอมพิวติ้ง ซอฟท์แวร์ และฮาร์ดแวร์ โซลูชั่น อเลกซ่า บริษัทที่ตรสวจสอบการเข้าเยี่ยมชมเว็บ ไ้ด้ระบุกูเกิล ดอทคอม เป็นเว็บไซต์เยี่ยมชมมากที่สุดภายในโลก
กูเกิล ก่อตั้งเมื่อวันที่ 4 กันยายน ค.ศ 1998 เป็นบริษัทเอกชน สำนักงานแห่งแรกของกูเกิลคลาสสิค โรงเก็บรถยนต์ของเพื่อนภายในเมลโล พาร์ค แคลิฟอร์เนีย
การใช้รีโมท คอนโทรล กับประตูโรงเก็บรถยนต์ เมื่อ ค.ศ 1999 กูเกิลได้ย้ายจากโรงเก็บรถยนต์ที่ถ่อมตัวไปห้องแบ่งเช่า ณ 165 ยูนิเวอร์ซิตี้ อเวนิว พาโล อัลโต ณ เวลานี้พวกเขาได้ว่าจ้างบุคคลแปดคน กูเกิล บริษัทเสิรช เอนจินอเมริกัน ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ 1998 โดยแลร์รี่ เพจ และเซอร์เกย์ บริน ในขณะที่พวกเขาเป็นนักศึกษาปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แคลิฟอร์เนีย กูเกิ้ล เริ่มต้นเป็นโครงการวิจัยของพวกเขา ชื่อเล่นแบคลับ เซอร์เกย์ บริน เป็นเพื่อนสนิทของแลร์ลี่ เพจ เมื่อแลรรีย์ เพจ ได้พบครั้งแรกภายในตอนฤดูร้อนของ ค.ศ 1955 ภายในกลุ่มของนักศึกษาใหม่ที่คาดหวัง เมื่อเขาได้อาสาสมัครที่จะนำชมมหาวิทยาลัย
ถ้อยแถลงภารกิจของกูเกิลคือ จัดระบบข้อมูลของโลก และทำให้มันเข้าหาได้และเป็นประโยชน์โดยทั่วไป แต่มีถ้อยแถลงที่ไม่เป็นทางการด้วย “อย่าชั่วร้าย” สุภาษิตนี้ไดัถูกแทนที่เมื่อ ค.ศ 2005 เป็น “ทำสิ่งที่ถูกต้อง” ปัจจุบันกูเกิ้ลเป็นบริษัทลูกของบริษัืทแม่ อัลฟาเบต อิงค์ อยู่บนแนชแดก ด้วยมูลค่าคลาดประมาณ 560 พันล้านเหรียญมากกว่า 70% ของการค้นหาออนไลน์ทั่วโลกจัดการโดยกูเกิ้ล การวางมันไว้ ณ หัวใจ ของประสบการณ์ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ สำนักงานใหญ่อยู่ภายในเมาเทน วิว แคลิฟอรเนีย ชื่อของกูเกิ้ลได้มาจากตัวเลขกูกอล เท่ากับเลข 1 ตามมาด้วยเลข 0 ร้อยตัว
แบคลับเป็นชื่อต้นกำเนิดของเสิรช เอนจิน จนกระทั่งแลร์ลี เพจ ได้ใช้ตราสินค้าใหม่ของบริษัทเป็นกูเกิล กูเกิลได้เริ่มต้นเป็นบริษัทค้นหาออนไลน์ แต่ในขณะนี้พวกเขาได้นำเสนอบริการและผลิตภัณฑ์มากกว่า 50 อย่าง ตั้งแต่อีเมล และการสร้างเอกสารออนไลน์ ไปซอฟท์แวร์เพื่อโทรศัพท์มือถือ และแทปเลต คอมพิวเตอร์
ประวัติของกูเกิลเริ่มต้นเมื่อ ค.ศ 1955 เมื่อแลร์รี เพจ ได้พบกับเซอร์เกย์ บริน ณ เวลานั้น แลร์รี เพจ เป็นนักศึกษาปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยสแตน
ฟอร์ด ภายในแคลิฟอร์เนีย และเซอร์เกย์ บริน กำลังพิจารณาจะเข้าศึกษาที่นี่ เมื่อ ค.ศ 1996 พวกเขาได้ถูกกระตุ้นจากความคิดของการดึงความหมายจากข้อมูลจำนวนมากสะสมบนอินเตอร์เนต พวกเขาได้เริ่มต้นทำงานกับเสิรช
เอนจิน เรียกว่าแบครับ ชื่อเพื่อการวิเคราะห์ของเว็บ “แบค ลิงค์” สำนักงานของแลร์รี่ เพจ อยู่ภายในห้องพักนักศึกษาของเขา
ภายในกลาง ค.ศ 1998 แลร์รี เพจ และเซอร์เกย์ บริน ได้เริ่มต้นการจัดหาเงินทุนภายนอก นักลงทุนเริ่มแรกคนหนึ่งของพวกเขาคือแอนดี้ เบสโทไฮม์ ผู้ก่อตั้งร่วมของซัน ไมโครซีสเต็มส์ ในที่สุดพวกเขาได้ระดมเงินทุนประมาณหนึ่งล้านเหรียญจากนักลงทุน ครอบครัว และเพื่อน และสร้างสำนักงานภายในเมนโล พาร์ค แคลิฟอร์เนีย ภายใต้ชื่อกูเกิล ได้มาจากการสะกดผิดของชื่อเริ่มแรกของแลร์รีย์ เพจ กูกอล ถ้อยคำคนิตศาสตร์ของหมายเลขหนึ่งตามมาด้วยเลขศูนย์หนึ่งร้อยตัว กิจกรรมได้เริ่มต้นระเบิดเมื่อ ค.ศ 2000 เมื่อกูเกิลกลายเป็น
เสิรช เอนจิน ของไซต์ที่นิยมแพร่หลายมากที่สุดของเว็บ

10403

การซื้อธุรกิจใหม่ที่ไม่คุ้มค่าของยาฮู นี่คือสิ่งที่จิม คอลลินส์ กูรูการบริหาร ได้กล่าวถึงภายในหนังสือที่มีชื่อเสียงของเขา How the Mighty Fall เป็นระยะที่สามของห้าระยะของการตกต่ำ การแสวงหามากขึ้นอย่างไม่มีระเบียบวินัย ความล้มเหลวที่จะรักษาธุรกิจแกนให้ยั่งยืนของยาฮู – การขายโฆษณา นี่คือสิ่งที่จิม คอลลินส์ ได้พูดอ้างอิงภายในเล่มนี้ด้วย การละทิ้งล้อตุนกำลังพื้นฐาน เนื่อจากความเบี่ยงเบนโดย
จิม คอลลินส์ ด้วยถ้อยคำของเขาเอง ไปหา “ด้านมืด” ภายหลังจากการศึกษาหลายปีของบริษัทที่บรรลุความสำเร็จ และพยายาม “ทำไม” เบื้องหลังความสำเร็จของพวกเขา จิม คอลลินส์ กูรูการบริหารได้หันความสนใจของเขาไปที่การตกต่ำและความล้มเหลวของบริษัทที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ “เราได้หันไปที่ด้านมืด” เขาได้กล่าวอย่างตลกกับเพื่อนร่วมงานของเขา
จิม คอลลินส์ เป็นผู้เขียนของหนังสือธุรกิจขายดีที่สุดสองเล่มตลอดกาล Build to Last และ Good to Great ในขณะนี้เขาได้เขียนหนังสือเล่มใหม่ที่มองอีกด้านหนึ่งของเหรียญ – ความล้มเหลว
จิม คอลลินส์ ชอบที่จะให้ตัวเลขกับความคิด ภายใน Good to Great เขาได้นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า ห้าระดับของความเป็นผู้นำ และภายใน How the Mighty Fall เขาได้ระบุสิ่งที่เรียกว่าห้าระยะของการตกต่ำ แม้แต่บริษัทที่ยิ่งใหญสามารถตกต่ำลงได้ ภายในหนังสือของเขา How the Mighty Fall จิม
คอลลินส์ ได้กล่าวว่า การถือตัวเองว่าสำคัญมีบทบาทสำคัญยากที่จะเอาชนะได้ แม้ว่าความเชื่อที่มีพลังนี้ครอบครองผู้บริหารของบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้ง่าย เขาได้แสดงความหวังบนพื้นฐานการวิจัยว่าการตกต่ำสามารถพลิกฟื้นได้
ถ้าผู้นำได้รับรู้อะไรกำลังเกิดขึ้น
ไม่มีใครต้องการที่จะคิดเกี่ยวกับบริษัทล้มเหลวอย่างไร แต่ถ้าคิดเราได้เรียนรู้อะไรที่ไม่ทำ ยิ่งกว่านั้นเราอาจจะแม้แต่รับรู้บริษัทของเราภายในระยะเริ่มแรกของการตกต่ำ
จิม คอลลินส์ เป็นผู้เขียนของหนังสือหลายเล่ม Good to Great, Build to Last, Great by Choice และ How the Mighty Fall ภายในหนังสือ Build to Last
เขาได้ดูที่บริษัทที่ยืนยง ณ ระดับสูง เขาได้แสดงมันสำคัญอย่างไรที่จะรับรู้้มันไม่สามารถเป็นผู้นำคนเดียวที่สร้างบริษัทยิ่งใหญ่ เมื่อบริษัทได้ยืนยงมายาวนาน ณ ระดับสูงนี้ ในที่สุดผู้นำออกไป ดังนั้นมันต้องเป็นบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับบริษัท มันเป็นวัฒนธรรม
จิม คอลลินส์ ได้เตือนว่าบริษัทยิ่งใหญ่ที่สุดบางบริษัทภายในประวัติศาสตร์ ได้ทำให้เกิดการทำลายตัวเองอย่างไม่รู้สึกของพวกเขาเอง และถ้ามันสามารถเกิดขึ้นกับพวกเขา ไม่มีใครปลอดภัยได้ ถ้าเราคิดว่าเราปลอดภัย เราได้อยู่บนเส้นทางที่จะตกต่ำแล้ว
หนังสือเล่มนี้ได้แสดงห้าระยะของการตกต่ำ ดังนั้นผู้นำสามารถลดโอกาสของการตกต่ำลงตามทางไปสู่ระดับล่างได้ และแสดงว่าบริษัทที่ยิ่งใหญ่สามารถตกต่ำ แต่พวกเขาสามารถลุกขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง การตกต่ำของบริษัทเป็นการทำโทษตัวเองส่วนใหญ่ และฟื้นตัวส่วนใหญ่ภายในการควบคุมตัวเองของเรา มันดีกว่ามากที่จะสร้างอนาคตของเราเอง แทนที่จะรอพลังภายนอก
ที่จะกำหนดการเลือกของเราเอง ถ้าเราต้องการพลิกฟื้นการตกต่ำ การเข้มขวดเกี่ยวกับไม่ทำอะไร
กฏของแพคการ์ด ได้กล่าวว่า “ไม่มีบริษัทใดสามารถเจริญเติบโตรายได้อย่างสม่ำเสมอรวดเร็วกว่าความสามารถได้บุคคลเหมาะสมเพียพอดำเนินการเจริญเติบโตนั้น และยังคงกลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่”
และถ้าบริษัทเจริญเติบโตรายได้อย่างสม่ำเสมอรวดเร็วกว่าความสามารถได้บุคคลเหมะสมเพียงพอที่จะดำเนินการการเจริญเติบโตนั้น มันไม่เพียงแค่หยุดนิ่ง มันจะตกต่ำลง” นี่หมายความว่าถ้าอัตราการเจริญเติบโตภายในรายได้อย่างสม่ำเสมอไปรวดเร็วกว่าอัตราการเจริญเติบโตภายในบุคคล เราเพียงแค่ไม่สามารถสร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้ บริษัทที่ยิ่งใหญ่น่าจะตายจากการไม่ย่อยจากโอกาสมากเกินไปมากกว่าความอดอยากจากน้อยเกินไป การขยายตัวและการเจริญเติบโตจะสำคัญ แต่ไม่ใช่ความสูญเสียของการนำเสนอแกนของเรา
การอยู่กับความจริงต่อสิ่งทำให้เรายิ่งใหญ่ภายในตอนแรก และมุ่งที่การกลายเป็นดีที่สุดภายในโลก ณ สิ่งนั้น มันง่ายที่จะเบี่ยงเบนโดยวัตถุที่สุกใส – โอกาสใหม่ที่ดูเหมือนตื่นเต้นมากกว่าอะไรที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนี้ เราอยู่ภายในโลกที่คาดไม่ถึงของการแข่งขัน โอกาสที่คาดไม่ถึงด้วย แต่โอกาสที่แท้จริงอยู่ภายในการเลือกสิ่งหนึ่งที่เราลุ่มหลง และทำมันให้ดีกว่าใครก็ตาม
บุคคลสร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่เข้าใจว่าในที่สุดการเค้นคอการเจริญเติบโตต่อบริษัทยิ่งใหญ่ใดก็ตามคือ สิ่งหนึ่งเหนือสิ่งอื่นใด ความสามารถที่จะได้และรักษาบุคคลที่เหมาะสมให้เพียงพอ – เราได้ชื่อกฏนี้ตามเดวิด แพคการ์ด ผู้ก่อตั้งร่วมของเอชพี เขาได้รับรู้หลักการนี้ีระหว่างการก่อตั้งฮิวแลตต์ แพคการ์ด
ภายใน Good to Great จิม คอลลินส์ได้ร่วมกฏของแพคการ์ด บริษัทที่ยิ่งใหญ่เริ่มต้นอยู่เสมอด้วยใคร ไม่ใช่อะไร ในที่สุดเราได้ใช้กฏของเเพคการ์ด กฏของแพคการ์ดคล้ายกับกฏของฟิสิกส์ต่อบริษัทที่ยิ่งใหญ่ จิม คอลลินส์
ได้กล่าวว่า แทนที่เราพยายามสะสมทุน เราสามารถสะสมบุคคล ถ้าผมบริหารบริษัทวันนี้ ผมมีความสำค้ญเหนือสิ่งอื่นใดอย่างหนึ่ง การได้บุคคลที่ดีที่สุดมากเท่าที่ผมสามารถ ผมเลื่อนอะไรก็ตามได้ถ้าผมสามารถทำมันได้ – อาคาร โครงการใหม่ อาร์ แอนด์ ดี ที่จะใส่รถโดยสารของผม เพราะว่าสิ่งเหล่านี้กลับมาได้
วงล้อตุนกำลังของผมกำลังเริ่มต้นที่จะหมุน และข้อจำกัดยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างเดียวต่อการเจริญเติบโต และความสำเร็จขององค์การของผมไม่ใชตลาด ไม่ใช่เทคโนโลยี ไม่ใช่โอกาส ไม่ใช่ตลาดหุ้น ถ้าเราต้องการเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ ข้อจำกัดยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างเดียวต่อความสามารถของเราที่จะเจริญเติบโตคือ ความสามารถที่จะได้และขึ้นอยู่กับบุคคลที่เหมาะสมอย่างเพียงพอ นี่คือเวลาที่ยิ่งใหญ่ด้วยที่จะบังคับตัวเราเองมองย้อนกลับ เมื่อเรากำลังทำ
ลายกฏของแพคการ์ด เราอาจจะยอมให้บุคคลที่ไม่เหมาะสมอยู่บนรถโดยสาร นี่เป็นเวลาที่ดีที่จะให้พวกเขาออกไป มันง่ายขึ้นเล็กน้อยที่จะทำในขณะนี้ เราสามารถกล่าวโทษสถานการณ์ได้
เพื่อการเจริญเติบโต ธุรกิจของเราต้องการบุคคลที่ดี เดวิด แพการ์ด รับรู้ความต้องการที่สำคัญที่จะเจริญเติบโตบุคคลของเขา เพื่อที่จะเจริญเติบโตธุรกิจของเขาอย่างต่อเนื่อง จิม คอลลินส์ ได้กล่าวว่า ผู้บริหารที่ดีมุ่งอย่างแรกอยู่เสมอที่จะได้บุคคลที่ร่วมค่านิยมและมาตรฐานของพวกเขา พวกเขาเข้าใจว่าวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ไม่สามารถทดแทนการมีบุคคลที่ไม่เหมาะสมได้ เมื่อเรามีบุคคลที่เหมาะสมภายในสถานที่แล้ว มันง่ายมากขึ้นที่จะถือพวงมาลัยรถโดยสารเมื่อสภาวะได้เปลี่ยนแปลง
หนังสือ How the Mighty Fall ของ จิม คอลลินส์ ได้อธิบายขั้นตอนห้าขั้นของการตกต่ำขอบริษัท เขาได้อธิบายการตกต่ำของบริษัทเป็นระยะของเชื้อโรค
มันเป็นเชื้อโรคง่ายที่จะรักษามันถ้าได้ตรวจพบเริ่มแรก แต่กระนั้นมันยากมาก
ที่จะตรวจพบเชื้อโรคถายในระยะเริ่มแรก มันยากที่จะรักษาต่อมา แต่ง่ายที่จะตรวจพบจากนั้น

10401

1 ความหยิ่งยะโสที่เกิดจากความสำเร็จ
ระยะที่หนึ่งเริ่มต้นเมือบุคคลกลายเป็นความเชื่อมั่นเกินไป และลืมรากฐานที่แท้จริงของความสำเร็จของพวกเขา – อ่าน Good to Great ส่วนผสมหกอย่างของความยิ่งใหญ่และแนวคิดล้อตุนกำลัง – บุคคลเริ่มต้นที่จะมองความสำเร็จเป็นของตาย สูญเสียความกระหายเพื่อการเรียนรู้ ไขว้เขวจากด้านทีไม่ใช่แกน และสับสน “ทำไม” และ “อะไร” ของพวกเขา
บุคคลเริ่มต้นเชื่อว่าความสำเร็จจะมีอยู่ต่อไป ไม่ว่าบริษัทจะตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไร บริษัทที่ยิ่งใหญ่กลายเป็นถูกป้องกันโดยความสำเร็จ แรงเหวี่ยงสะสมสามารถนำบริษัทไปข้างหน้าระยะหนึ่ง แม้ว่าผู้นำของพวกเขาทำการตัดสินใจไม่ดีหรือขาดวินัย ระยะที่หนึ่งได้ทำลาย เมื่อบุคคลกลายเป็นโอหัง การมองความสำเร็จเป็นสิทธิพิเศษ ด้วยถ้อยคำของจิม คอลลินส์
“เราสมควรได้รับตวามสำเร็จนี้ เพราะว่าเราดีมาก” และพวกเขาได้ขาดการมองเห็นความจริงรากฐานปัจจัยที่สร้างความสำเร็จตอนเริ่มแรก เมื่อวาทศิลป์ของความสำเร็จ – เราบรรลุความสำเร็จเพราะว่าเราทำสิ่งที่เฉพาะเหล่านี้ ทดแทนความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและสายตาที่แหลมคม – เราบรรลุความสำเร็จเพราะว่าเราเข้าใจ ทำไมเราทำสิ่งที่เฉพาะเหล่านี้ และภายใต้สภาวะอะไรที่มันใช้การไม่ได้อีกแล้ว จิม คอลลินส์ กล่าวว่า “เราควรจะบรรลุความสำเร็จ เพราะว่าเราเข้าใจ ทำไมเราทำบางสิ่ง ไม่ใช่เพราะว่าเราทำบางสิ่ง” การตกต่ำของบริษัทน่าจะตามมา
เครื่องชี้อย่างหนึ่งคือการละเลยล้อตุนกำลัง ความเข้าใจอะไรที่เราทำได้ดีกว่าใครก็ตามภายในโลก และอะไรมีส่วนช่วยมากที่สุดต่อความสำเร็จของเรา
แล้วเราได้ลืมสิ่งนั้น และก้าวไปสู่บางสิ่งบางอย่าง เมื่อบริษัทถูกพัดพาไป และเริ่มต้นที่จะเบี่ยงเบนโดยสิ่งอื่น มันง่ายต่อพวกเขาที่จะลืมล้อตุนกำลังนั้น
2 การแสวงหามากขึ้นอย่างไม่มีระเบียบวินัย
ความหยิ่งยะโสที่เกิดจากความสำเร็จจากระยะที่หนึ่ง – เรายิ่งใหญ่เหลือเกิน เราสามารถทำอะไรก็ได้ นำไปสู่บริษัทที่ทำเกินความสามารถ การกระโดดไปสู่ด้านที่มันไม่สามารถยิ่งใหญ่ได้ หรือการแสวงหาการเจริญเติบโตโดยไม่มีบุคคลที่เหมาะสมหรือทรัพยากร พวกเขากลายเป็นลุ่มหลงกับการเจริญเติบโต จนถึงจุดของการสูญเสียจุดมุ่งและระเบียบวินัย และทำความผิดพลาดอย่างร้ายแรงของการเจริญเติบโตรวดเร็วกว่าพวกเขาสามารถได้บุคคลที่เหมาะสม และหรือไม่ได้วางผู้สืบทอดที่เหมาะสม
มันเป็นเส้นทางที่สั้นจากระยะที่หนึ่งไประยะที่สอง การแสวงหามากขึ้นอย่างไม่มีระเบียบวินัย บริษัทได้มุ่งการเจริญเติบโตมากขึ้นด้วยการก้าวไปอย่างขาดระเบียบวินัยที่ไม่สอดคล้องกับธุรกิจแกนของพวกเขา มันเป็นด้านที่บริษัทได้กระโดดเข้าไป หรือก้าวอย่างรวดเร็วของการเจริญเติบโตขัดขวางบริษัทที่จะดีกว่า บางครั้งทั้งสองอย่าง
การแสวงหามากขึ้นอย่างไม่มีระเบียบวินัย – ขนาดใหญ่ขึ้น เจริญเติบโตมากขึ้น โห่ร้องมากขึ้น มากขึ้นอะไรก็ตามที่บุคคลมีอำนาจมองเป็นความสำเร็จ บริษัทภายในระยะที่สองเบี่ยงเบนจากความคิดสร้างสรรค์อย่างมีระเบียบวินัยที่นำพวกเขาไปสู่ความยิ่งใหญ่ภายในตอนแรก การสร้างก้าวกระโดดอย่างไร้ระเบียบวินัยไปสู่ตรงที่พวกเขาไม่สามารถยิ่งใหญ่
หรือการเจริญเติบโตรวดเร็วกว่าพวกเขาสามารถบรรลุด้วยความเป็นเลิศ หรือทั้งสองอย่าง ความใหญ่จะสับสนกับความยิ่งใหญ่ ภายในขั้นตอนนี้ เราไม่มีบุคคลที่เหมาะสมเพียงพอจะนั่งเก้าอี้ที่สำคัญได้ ค่านิยมแกนได้ถูกละทิ้งภายในระยะที่สาม

10402

3 การไม่ยอมรับความเสี่ยงภัยและอันตราย
เมื่อบริษัทก้าวไปสู่ระยะที่สาม สัญญานเตือนภายในเริ่มต้นที่จะเพิ่มขึ้น
แต่กระนั้นผลลัพธ์ภายนอกยังคงเข้มแข็งเพียงพอที่จะอธิบายให้พันจากข้อมูลที่วุ่นวาย หรือเสนอแนะว่าความยุ่งยากจะชั่วคราว หรือวงจร หรือไม่ใช่ไม่ดี
และไม่มีอะไรผิดโดยพื้นฐาน ทุกสิ่งดูดีจากภายนอก แต่สัญญานเตือนภายในของการตกต่ำกำลังปรากฏขึ้น ภายในระยะที่สามผู้นำลดค่าข้อมูลลบ และขยายข้อมูลบวก หรืออธิบายเหตุผลให้พ้นตัว แทนการเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงที่โหดร้าย
ผู้นำเริ่มต้นที่จะกล่าวหาปัจจัยภายนอกต่อความพ่ายแพ้ไม่ใช่ย่อมรับความรับผิดชอบ การอภิปรายบนพื้นฐานข้อเท็จจริงได้หายไปในที่สุด เมื่อพวกเขาได้เริ่มต้นที่จะทำอันตรายต่่อธุรกิจด้วยการรับความเสี่ยงภัยเกินขนาด ภายในวิถึทางที่ปฏิเสฐผลตามมาของความเสี่ยงภัยเหล่านี้ พวกเขาได้มุ่งหน้าตรงไประยะที่สี่ แทนการใช้การวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ผู้นำไม่ยอมถอดเลนซ์สีของพวกเขา ด้วยการต่อเนื่องเพิ่มความสำคัญทางบวก และลดความสำคัญทางลบ ยิ่งกว่านั้นพวกเขาอ้างอย่างเจตนาการตกต่ำและปัญหา
แก่ปัจจัยภายนอก
ผู้นำกำหนดเป้าหมายที่กล้าหาญและสร้างเดิมพันสูง ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานประสบการณ์ที่สะสม หรือที่เลวร้ายไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง แทนที่จะแสดงความความรับผิดชอบต่อความยุ่งยากและความล้มเหลว ผู้นำมองความรู้สึกที่ปัจจัยภายนอกหรือบุคคลอื่นแทนที่จะเผชิญกับความเป็นจริงที่รุนแรง บริษัทได้จัดองค์การใหม่ตัวเอง บุคคลสนใจมากขึ้นเกี่ยวกับการเมืองภายในไม่ใช่สภาวะภายนอก
4 การทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด
ระยะที่สี่ได้เริ่มต้นเมื่อบริษัทได้ตอบสนองต่อการตกต่ำด้วยกระสุนเงิน : ข้อแก้ปัญหาที่วิเศษ กระสุนเงินใช้ได้กับค้างคาวดูดเลือดมนุษย์หมาป่าเท่านั้น
การไม่ยอมรับความเสี่ยงภัยและอันตรายนำไปสู่ระยะที่สี่ การดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด สัญญานของการตกต่ำอย่างชัดเจนได้กลายเป็นมองเห็นต่อบุคคลทุกคน ทั้งภายในและภายนอกองค์การ ต่อจิม คอลลินส์ แล้ว คำถามที่สำคัญเมื่อบริษัทได้ถึงระยะที่สี่แล้วคือ ผู้นำของพวกเขาจะตอบสนองอย่างไร
ด้วยการถลาเพื่อความอยู่รอดอย่างรวดเร็ว หรือการกลับไประเบียบวินับที่สร้างความยิ่งใหญ่ภายในตอนแรกหรือ
บุคคลที่ยึดความอยู่รอดได้ตกลงมาระยะที่สี่ ผู้ช่วยชีวิตโดยทั่วไปมีทั้งผู้นำเชิงบารมี กลยุทธ์ที่กล้าหาญแต่ไม่ทดสอบ การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง การปฏิรูปวัฒนธรรม การพลิกเกม หรือข้อแก้ปัญหากระสุนเงินอะไรก็ตาม ผลลัพธ์เริ่มแรกจากการการกระทำอาจจะปรากฏแง่บวก แต่มันไม่อยู่อย่างยาวนาน
บริษัทได้สูญเสียการรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่และความสามารถ ความเชื่่อมั่นตนเองของพวกเขาได้หายไป และการเปลี่ยนแปลงสามารถเป็นไปได้ผ่านลำดับของกระสุนเงิน กระสุนเงินคือการกระโดดภายในเทคโนโลยี ข้อแก้ปัญหาใหม่ หรือการเข้าไปสู่ตลาดใหม่
มันเป็นสัญชาตญานที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้นำสามารถคิด การฟื้นตัวการตกต่ำภายในระยะนี้ แต่จุดสำคัญคือไม่ใช่ทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยก้าวไปอย่างบ้าคลั่ง เราต้องคิดอะไรที่ไม่ทำด้วยวิถีทางจุดมุ่ง เพื่อที่จะออกไปจากระยะที่สี่
การสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับอะไรเป็นแกนและบริษัทควรจะยึด และอะไรต้องเปลี่ยนแปลง การสร้างบนจุดแข็งที่พิสูจน์แล้วและกำจัดจุดอ่อน
5 การยอมแพ้หรือตาย
ณ ระยะสุดท้ายของห้าระยะของการตกต่ำของจิม คอลลินส์ บริษัทค่อยถลำลึกไปสู่เหว และในที่สุดผู้นำยอมแพ้ความกล้าหาญและความหวัง บริษัทได้ถูกขายหรือปิด ตามมุมมองของจิม คอลลินส์ บริษัทยังคงติดหล่มภายในระยะที่สี่นานเท่าไร ยึดซ้ำกระสุนเงิน บริษัทน่าจะควงสว่านไปสู่ระยะที่ห้ามากขึ้นเท่านั้น ณ เวลาที่บริษัทได้ตกต่ำภายในระยะที่ห้า ความพ่ายแพ้สะสมทุกอย่างและการเริ่มต้นที่ผิดพลาดราคาแพงในที่สุดได้กัดกร่อนความเข้มแข็งทางการเงินของบริษัท และจิตวิญญานร่วมกันของบุคคล จนผู้นำได้ถูกกดดันที่จะเลิกความหวังกลับไปสู่ความยิ่งใหญ่ ภายในบางกรณี
บริษัทระยะที่ห้าอาจจะเลือกที่จะขาย จิม คอลลินส์ ได้ให้คำแนะนำแก่ผู้นำของบริษัทระยะที่ห้า จุดสำคัญของการต่อสู้ดิ้นรนไม่เพียงแค่ที่จะอยู่รอด แต่สร้างธุรกิจมีผลกระทบเฉพาะต่อโลกที่มันสัมผัส เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ ผู้นำระยะที่ห้าต้องกลืนความหยิ่งยะโสของพวกเขา และค้นหาวิถีทางที่จะก้าวไป จุดสำคัญคือ เราหลีกเลี่ยงระยะนี้ได้อย่างไร สำนึกแห่งความเร่งด่วน เราต้องรู้สึกเร่งด่วนทั้งภายในเวลาที่ดีและไม่ดี นี่ควรจะถูกปลูกฝังภายในวัฒนธรรมของเรา
ไม่มีใครต้องการที่จะคิดเกี่ยวกับบริษัทล้มเหลวอย่างไร แต่โดยการคิดสิ่งนี้ เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับอะไรที่ไม่ทำ ยิ่งกว่านั้นเราแม้แต่ได้รับรู้บริษัทของเราอยู่ภายในระยะเริ่มแรกของการตกต่ำ การรู้ห้าระยะของการตกต่ำคืออะไร และบริษัทของเราอยู่ตรงไหน เราเพียงแค่สามารถที่จะหยุดบริษัทของเราจากการถลาลงไปสู่ความตกต่ำ ถ้าเรารับรู้ว่าบริษัทของเราอยู่ภายในระยะเริ่มแรกของการตกต่ำ กระทำเดี๋ยวนี้ที่จะหยุดการตกต่ำต่อไปอีก มันเป็นไปได้ที่จะหยุดการตกต่ำภายในระยะเริ่มแรก แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะหยุดการตกต่ำภายในระยะสุดท้าย
มันเป็นไปได้ที่จะข้ามระยะ แม้ว่าการวิจัยของเราเสนอแนะว่าบริษัทน่าจะก้าวผ่านระยะเป็นลำดับ บริษัทบางบริษัทก้าวผ่านระยะอย่างรวดเร็ว ในขณะที่บริษัทอื่นอ่อนกำลังหลายปี หรือแม้แต่ทศวรรษ ตัวอย่างเช่น ซีนิธ ใช้สาม
ทศวรรษที่จะก้าวผ่านห้าระยะ ในขณะที่รับเบอร์เมดตกลงมาระยะที่สอง
ตามทางไประยะที่ห้าภายในเพียงแค่ห้าปี
ขั้นตอนห้าขั้นไม่ควรจะถูกมองว่าเป็นโชคชะตา บริษัทหลายบริษัทได้พลิกฟื้นกลับมาได้ เรายิ่งมองเห็นสัญญานเตือนเร็วเท่าไร เราน่าจะพลิกผันการตกต่าได้รวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น จิม คอลลินส์ ได้วิเคราะห์บริษัทยิ่งใหญ่สามบริษัทที่ตกต่ำ : ไอบีเอ็ม นูคอร์ และนอร์ดสตรอม และได้ให้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ภายในขั้นตอนที่พวกเขาใช้ที่จะฟื้นตัว เขาได้สัมพันธ์ขั้นตอนเหล่านี้กับหลักการภายในหนังสือ Good to Great ของเขา ตัวอย่างเช่น ความเป็นผู้นำระดับ 5 บุคคคลที่เหมาะสมบนรถโดยสาร การเผชิญข้อเท็จจริงที่โหดร้าย แนวคิดของเม่น และวัฒนธรรมแห่งระเบียบวินัย
ที่จริงแล้วมุมมองการต่อตกต่ำของบริษัทของจิม คอลลินส์ คล้ายคลึงกับแนวคิดของอิคารัส พาราดอกซ์ ของแดนนี่ิ มิลเล่อร์ อิคารัส พาราดอกซ์ เป็นคำศัพท์ใหม่สร้างขึ้นมาโดย แดนนี่ย์ มิลเล่อร์นักเศรษศาสตร์ชาวคานาดา
มหาวิทยาลัยแมคกริลล์ ภายในหนังสือชื่อ The Icarus Paradox เมื่อ ค.ศ 1990 อิคารัส พาราดอกซ์ ได้ถูกประยุกต์ใช้กับบริษัทที่บรรลความสำเร็จ และความสำเร็จในที่สุดจะนำพวกเขาไปสู่การตกต่ำ ความสำเร็จทำให้บริษัทหยิ่งผยอง และในไม่ช้าพวกเขาจะสูญเสียการสัมผัสความเป็นจริง การนำบริษัทไปสู่การตกต่ำ มันจะพาดพิงถึงอิคารัสของตำนานกรีซที่ตกทะลตาย เนื่องจากความล้มเหลวของปีกขี้ผึ้งที่ช่วยให้เอิคารัสบินหนีออกจากการติดคุกได้ แต่เขาได้บินขึ้นสูงไปบนอากาศใกล้ดวงอาทิย์จนเกินไป จนปีกขี้ผึ้งละลายและตกทะเลตายในที่สุด อิคารัส พาราดอกซ์ แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมเดิม หรือ “เส้นโคจร” ที่ทำให้บริษัทบางบริษัทบรรลุความสำเร็จนำไปสู่การตกต่ำของพวกเขาได้อย่างไร

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *