สหรัฐฯบอมบ์ซีเรียพร้อมข้ออ้างที่งี่เง่าว่าป้องกันตนเอง

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
สหรัฐฯบอมบ์ซีเรียพร้อมข้ออ้างที่งี่เง่าว่าป้องกันตนเอง
ผู้เขียนเคยปรารภไว้ภายหลังจากที่ ไบเดนรับตำแหน่งหมาดๆว่า อย่าคิดว่าไบเดนจะเป็นผู้ใฝ่สันติ ในทำนองกลับกันแม้ทรัมป์จะมีท่าทีและวาจาที่ก้าวร้าว แต่เขาไม่เคยก่อสงครามใหม่ในต่างแดนเลย นอกจากสงครามการค้ากับจีน

ยิ่งไปกว่านั้นทรัมป์ยังสั่งให้ทยอยถอนทหารออกจากอิรักและแอฟกานิสถาน ภายหลังการเจรจาตกลงกับตอลีบัน แต่พอไบเดนเข้ารับตำแหน่งทุกอย่างกลับตรงกันข้าม ไบเดนรุกหนักทั้งการทหารและการค้า ไม่ว่ากับจีนกับอิหร่าน และสงครามในตะวันออกกลาง
ล่าสุดไบเดนได้สั่งการให้มีการทิ้งระเบิดขนานใหญ่ในซีเรีย แน่นอนย่อมก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนไม่น้อย แม้จะยังไม่มีรายงานที่แจงรายละเอียดก็ตาม
นอกจากนี้บรรดาสื่อกระแสหลักต่างพากันงดเว้นการวิพากษ์วิจารณ์ นอกจากเสนอข่าว ซึ่งก็เป็นแบบเดียวกับข่าวที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯเสนอ

หนังสือพิมพ์วอชิงตันลงข่าวว่าคณะผู้บริหารได้สั่งการให้มีการทิ้งระเบิดกลุ่มนักรบที่มีสายสัมพันธ์กับอิหร่านในพื้นที่ของซีเรีย เพื่อเป็นสัญญานแสดงถึงความตั้งใจที่จะผลักดันกลับความรุนแรงที่สหรัฐฯเชื่อว่าได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
ทั้งนี้โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯแถลงเช่นเดียวกันกับวอชิงตันโพสต์ แต่ขยายความถึงความรุนแรงในอิรัก ซีเรีย โดยอ้างว่าได้รับการอนุมัติจากฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีไบเดน ในการตอบโต้การโจมตีกองกำลังอเมริกันและพันธมิตรในอิรัก และจะเป็นภัยคุกคามต่อไป
อนึ่งโฆษกกระทรวงกลาโหม ยังอ้างว่าการทิ้งระเบิดเป็นการทำลายฐานที่ตั้งและสิ่งอำนายความสะดวก ของกองกำลังที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน รวมทั้ง Kitab Hezbollah และ Kitab Sayyid Al-Shuhada

การโจมตีในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่ฐานที่ตั้งทางทหารอเมริกันในอิรัก ที่มีจุดมุ่งหมายในการจัดการกับกองกำลังที่มีสายสัมพันธ์กับอิหร่านโดยฐานนี้ได้ถูกโจมตีโดยจรวดหลายลูก ทำให้คนงานผู้รับเหมาและบุคลากรอเมริกันเสียชีวิตและบาดเจ็บอย่างละ 1 ราย โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ภาคเหนือของอิรักประมาณ 1 เดือนมาแล้ว
ทั้งหมดนี้คือข้อความที่สหรัฐฯกำลังจะสื่อว่าการทิ้งระเบิดในซีเรีย เพื่อโจมตีฐานของกองกำลังที่เชื่อว่าสนับสนุนโดยอิหร่านเพื่อเป็นการตอบโต้การโจมตีฐานกองกำลังสหรับฯในอิรัก
ที่มันตลกก็คือกองกำลังของสหรัฐฯที่เข้าไปอยู่ในอิรักนั้นเข้าไปโดยการรุกรานมิได้เข้าไปโดยการเชื้อเชิญของรัฐบาลอิรัก และฐานทางทหารของสหรัฐฯในซีเรียก็เข้าไปโดยการบุกรุกและยึดครอง
แต่กองกำลังของอิหร่านและรัสเซียนั้นเข้าไปโดยการเชื้อเชิญของรัฐบาลซีเรีย รวมทั้งกองกำลังของอิหร่านในอิรัก
นอกจากนั้นบรรดานักรบกลุ่มต่างๆที่สหรัฐฯกล่าวหาว่าสนับสนุนโดยรัฐบาลเตหะราน ก็ไม่มีหลักฐานใดๆจะพิสูจน์นอกจากคำกล่าวหาลอยๆ

ตรงกันข้ามกองกำลังกบฏซีเรีย และกองกำลังก่อการร้ายไอเอสนั้นมีหลักฐานประกอบชัดเจนว่าสหรัฐฯเป็นผู้สนับสนุนที่สำคัญ
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเกิดจากการสร้างข่าวผ่านสื่อกระแสหลักของสหรัฐฯและการปกปิดการสนับสนุนไอเอสของสหรัฐฯก็เฉกเช่นกัน
ด้วยเหตุฉะนี้การที่สหรัฐฯอ้างว่าการทิ้งระเบิดในซีเรียที่ตนเองเป็นผู้ไปรุกรานและยึดครองเช่นเดียวกับอิรักเป็นการป้องกันตนเองจากการรุกรานและโจมตีของเจ้าบ้าน และกองกำลังที่เชื่อเองว่ามีสายสัมพันธ์กับอิหร่านแขกรับเชิญของรัฐบาลซีเรียและอิรัก จึงเป็นตลกร้ายที่ผู้รุกรานอย่างสหรัฐฯจะอ้างว่าการโจมตีกองกำลังดังกล่าวเป็นการปกป้องตนเอง
กลับดำเป็นขาว ความจริงแล้วกองกำลังเหล่านั้นต่างหากที่มีสิทธิจะปกป้องตนเองจากการรุกรานของสหรัฐฯ และปฏิบัติการทั้งหลายของกองกำลังที่ต่อต้านสหรัฐฯก็เพื่อให้สหรัฐฯถอนกำลังออกไปจากประเทศของตนเอง ด้วยเขาเป็นประเทศเอกราชหรือต่อสู้เพื่อเอกราชของตนเอง
หากพิจารณาย้อนหลังไปดูการปฏิบัติการทางทหารของทั้งอิสราเอลและสหรัฐฯ เช่น การทั้งระเบิดในจุดสำคัญๆต่างๆแล้วอาจสรุปได้ว่าเป็นปฏิบัติการที่คอยปกป้องกองกำลังก่อการร้ายไอเอส จากการโจมตีโอบล้อมของกองกำลังรัฐบาลซีเรีย และกองกำลังที่สนับสนุนโดยอิหร่าน ตลอดจนการปฏิบัติการที่สนับสนุนโดยรัสเซีย เพื่อขจัดไอเอส
ที่ถือเป็นตลกร้ายก็คือ ฐานทางทหารสหรัฐฯที่ถูกโจมตีจนมีคนงานเสียชีวิต 1 คน บุคลากรของสหรัฐฯบาดเจ็บในอิรักนั้น จนถึงในขณะนี้ยังไม่อาจยืนยันได้ว่า ถูกโจมตีโดยกองกำลังไหน ฝ่ายใด เพราะมันมีที่ตั้งใกล้กับกองกำลังอิสระเคิร์ด ใกล้กับเมือง Irbil ของอิรัก แม้แต่สำนักข่าวอย่าง CNN หรือ Reuters/AP ก็ยังเสนอข่าวว่าไม่อาจระบุได้ว่าจรวด 15 ลูกที่โจมตีฐานทางทหารของสหรัฐฯมาจากกองกำลังไหน และไม่มีรายงานว่าเกี่ยวข้องอะไรกับฐานที่ตั้งของกองกำลังในซีเรีย ที่สหรัฐฯไปทิ้งระเบิด
ดังนั้นการกล่าวอ้างว่าการไปทิ้งระเบิดในดินแดนซีเรียของสหรัฐฯ ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่อิสราเอลมักอ้างว่าการโจมตีทิ้งระเบิดประเทศอื่นเป็นการป้องกันตนเอง
แต่การกระทำของสหรัฐฯในการอ้างการป้องกันตนเองนั้นมันยิ่งใหญ่ ขยายตัวไปทั่วโลก เสมือนว่าดินแดนทั้งหมดเป็นอานัติอยู่ภายใต้การปกครองของสหรัฐฯ และเมื่อใดที่ประเทศอื่นไม่ยอมทำตามคำบังคับบัญชาของสหรัฐฯ ก็อาจจะถูกโจมตีโดยอ้างว่าเป็นการป้องกันตนเอง เพราะประเทศเหล่านั้นไปละเมิดอธิปไตยของสหรัฐฯ นี่คือความยิ่งใหญ่ของมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลก
หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนก็เฉกเช่น โจรที่บุกเข้าไปขโมยของในบ้านคน และเมื่อเขาพยายามจะหยุดคุณ ก็จะอ้างว่าต้องฆ่าเขาเพื่อปกป้องตนเอง เพราะคุณโจรคิดว่าทรัพย์สินของเขาคือทรัพย์สินของตนนั่นเอง
นี่คือมาตรฐานของรัฐบาลอเมริกันที่ถือว่าตนเองคือเจ้าโลก
ยังมีตัวอย่างที่ชัดเจนปรากฏเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น ที่นายพลนอริเอก้า แห่งปานามา ปฏิเสธอำนาจอธิปไตยของสหรัฐฯเหนือคลองปานามาที่เป็นดินแดนของประเทศปานามา
ในที่สุดสหรัฐฯก็ส่งกองกำลังไปยึดคลอง และบุกจับนายพลนอริเอก้าในทำเนียบของเขา ด้วยข้อกล่าวหาค้ายาเสพติดและจับตัวมาขึ้นศาล พิพากษาจำคุกในสหรัฐฯ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างแน่ชัด
ทว่าสหรัฐฯย่อมทำได้เพราะเขาถือหลักอำนาจ คือ ความถูกต้อง
ดังนั้นการจะสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในโลกใบนี้เราจึงต้องรวมตัวกันต่อต้านระบบจักรวรรดินิยมที่ใช้อำนาจเป็นความถูกต้องแทนการใช้กฎหมายระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนหลักนิติธรรม
ที่สำคัญเราจะต้องไม่หลงไปในบ่วงของการโฆษณาชวนเชื่อที่สร้างมายาคติให้หลงคล้อยตาม เหมือนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว
เราต้องร่วมกันต่อต้านระบบที่ไร้ความยุติธรรม แม้จะอ้างกฎหมายแต่ก็เป็นกฎหมายที่มิได้ตั้งอยู่บนหลักนิติธรรม ตามด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่มีหลายมาตรฐาน ไม่ว่าที่มาของการใช้อำนาจเป็นความถูกต้องจะมาจากที่ใด มหาอำนาจ จักรวรรดินิยม หรือจอมเผด็จการใดๆในใต้หล้า หากเราร่วมมือกันมิยอมก้มหัวให้ ชัยชนะจะเป็นของผู้รักความยุติธรรมทั่วโลก และจะนำมาซึ่งสันติสุขถ้วนหน้า







