แหล่งกำเนิดสู่แหล่งกำเนิด : การมีชีวิตอยู่ภายในโลกที่ไม่มีของเสีย

แหล่งกำเนิดสู่แหล่งกำเนิด : การมีชีวิตอยู่ภายในโลกที่ไม่มีของเสีย
การมีชีวิตอย่างยั่งยืนเป็นส่วนที่สำคัญภายในการคุ้มครองธรรมชาติและรักษาทรัพยากร ภายในสังคมการโยนทิ้งของเรา ผลิตภัณฑ์หลายอย่างเหลือเกินจบลงภายในการฝังกลบ การสร้างมลพิษต่อสิ่งเเวดล้อม และสร้างความต้องการทรัพยากรใหม่มากขึ้น เพื่อการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แนวคิดของแหล่งกำเนิดสู่เเหล่งกำเนิดต้องการทำลายวงจรนี้ และทดแทนมันด้วยทางเลือกเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน
แหล่งกำเนิดสู่แหล่งกำเนิดเกี่ยวกับการมองขยะเป็นทรัพยากรนิรันดร และการทำสิ่งที่ถูกต้องจากการเริ่มต้น มันเกี่ยวกับการสร้างชุมชนและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายในวิถีทางเดียวกับระบบนิเวศที่มีสุขภาพตรงที่ทรัพยากรทุกอย่างได้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในวงจรหมุนเวียน – ตรงกันข้ามกับระบบเส้นตรงในขณะนี้ที่สามารถอธิบายได้ดีที่สุดเป็นแหล่งกำเนิดสู่สุสาน
บัน คี มูน อดีดเลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า การบริโภคของทรัพยากรธรรมชาติในขณะนี้และการใช้ที่ผิดของโลกของเราไม่สามารถยั่งยืนได้ เขาย้ำ เราอาจจะมีแผนที่สอง แต่เราไม่มีโลกใบที่สอง ผมเชื่อมั่นว่าบุคคลวัยหนุ่มสาวสามารถและจะสร้างความแตกต่างภายในการต่อสู้การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ด้วยการทุ่มเท ความลุ่มหลง และการทำงานเป็นทีม เราจะสร้างความแตกต่างที่โดดเด่น จงรักษาโลกใบที่หนึ่งเอาไว้
เรากำลังใช้ทรัพยากรราวกับว่าเรามีโลกสองใบ ไม่ใช่โลกใบเดียว เราไม่สามารถมีแผนที่สอง เพราะว่าเราไม่มีโลกใบที่สอง บัน คี มูน ได้เตือนเราว่า การเปลี่ยนแปลวของภูมิอากาศ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาของอนาคต มันเป็นปัญหาเร่งด่วนของวันนี้ ณ อัตราในขณะนี้ ในไม่ช้าเราจะต้องการโลกสองใบ แต่เรามีโลกใบเดียวเท่านั้น ทั้งวิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์บอกเราว่าเราต้องเปลี่ยนแปลงเส้นทาง และในไม่ช้า
วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เข้าคู่กับจากแหล่งกำเนิดไปสู่สุสาน หมายความว่าผลิตภัณฑ์ถูกใช้และจากนั้นทิ้งไป เมื่อไม่ต้องการต่อไปอีกแล้ว การสร้างของเสียจำนวนมากที่สร้างมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมอย่างมาก เพื่อที่จะทดแทนผลิตภัณฑ์ที่ทิ้งเหล่านี้ วัสดุใหม่ต้องถูกขุดและเสาะหา และเนื่องจากทรัพยากรของโลกของเราจำกัด เราต้องใ้ช้มันอย่างยั่งยืนและระมัดระวัง
นั่นคือทำไมเคิล บรอนการ์ต และวิลเลียม แมคโดโน ได้สร้างหลักการแหล่งกำเนิดสู่แหล่งกำเนิด
มันเปลี่ยนแปลงวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์แบบเส้นตรง ไปสู่วงจรที่ยั่งยืนและไม่สิ้นสุด ต้นไม้และพืชอื่นสลัดดอกและใบ เป็นสารอาหารแก่สิ่งมีชีวิตอื่น ระบบนี้สามารถเกี่ยวพันกับผลิตภัณฑ์บริโภคของเรา ผลลัพธ์คือเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่มีของเสียที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรของโลก คุณลักษณะสำคัญที่สุดของซึทูซีคือ รูปร่างของวงจร วงจรที่ไม่สิ้นสุดเป็นสัญลักษณ์ว่าผลิตภัณฑ์และทรัพยากรของมันจะถูกกลับนำมาใช้อยู่เสมอ
เมื่อ ค.ศ 2002 ไมเคิล บรอนการ์ต นักเคมีเยอรมัน และวิลเลียม แมคโดโน
นักออกแบบอเมริกัน ได้พิมพ์หนังสือชื่อ Cradlle to Cradle : Remaking the Way We Make Things การเเสดงความคิดเพื่อการออกแบบแหล่งกำเนิดสู่แหล่งกำเนิด : ซีทูซี
การให้รายละเอียดเฉพาะของการบรรลุโมเดลอย่างไร โมเดลได้ถูกดำเนินการโดยบริษัท องค์การ และรัฐบาลทั่วโลก โดดเด่นภายในสหภาพยุโรป จีน และอเมริกา การออกแบบซีทูซี เป็นเรื่องราวของภาพยนตร์หลายเรื่องเหมือนเช่น ของเสียเท่ากับอาหาร
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ทำให้ชัดเจน หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นต้นไม้ มันไม่ได้พิมพ์จากกระดาษเลย มันเป็นวัสดุพลาสติดที่สามารถรีไซเคิลเป็นหนังสือได้ หมึกพิมพ์ปลอดสารพิษและสามารถรีไซเคิลได้ด้วย มันสามารถกันน้ำได้ ดังนั้นเราสามารถอ่านภายในสระน้ำ หนังสือคงทนและเเข็งแรงกว่าหนังสือกระดาษ หนังสือพิมพ์บนกระดาษสังเคราะห์ ไม่เหมือนกับกระดาษที่เราคุ้นเคย มันไม่ได้ใช้เยื่อไม้หรือใยฝ้ายใดเลย แต่มันผลิตจากเมล็ดพลาสติค
วัสดุนี้ไม่เพียงแต่กันน้ำเท่านั้น มันเป็นต้นแบบเพื่อหนังสือเป็นสารอาหารทางเทคนิคด้วย
นั่นคือเป็นผลิตภัณฑ์สามารถชำรุดและหมุนเวียนทางอย่างไม่สิ้นสุดภายในวงจรอุตสาหกรรม ผลิตและผลิตใหม่เป็นกระดาษหรือผลิตภัณฑ์อื่น รูปแบบทางกายภาพของหนังสือสมควรกับถ้อยคำของหนังสือ
ต่อพวกเขาแล้ว มันเกี่ยวกับคำถามของการออกแบบ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดสู่แหล่งกำเนิด ออกแบบที่จะโยนทิ้ง และกำจัด นี่ได้สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างมาก
เราอยู่ตรงจุดที่บางสิ่งบางอย่างต้องทำแล่ว ถ้าเราจริงจังเกี่ยวกับความเป็นจริงของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และทำความสะอาดมหาสมุทร
ทำไมไม่ใช้ธรรมชาติตัวมันเองเป็นโมเดล ต้นไม้ผลิตดอกไม้จำนวนมาก เพื่อที่จะสร้างต้นไม้อื่น แต่เราไม่ได้พิจารณาของเสียมากมายแต่ปลอดภัย สวยงาม
และมีประสิทธืภาพ ดังนั้นของเสียเท่ากับอาหาร เป็นหลักการข้อแรกที่หนังสือ
ได้กำหนดไว้ อะไรที่ถูกมองเป็นของเสียสามารถกลายเป็นอาหารภายในวงจรผลิตภัณฑ์ใหม่ กรอบข่ายการออกแบบซีทูซีได้ถูกบันดาลใจโดยธรรมชาติ
ความมุ่งหมายไม่ได้ลดผลกระทบทางลบให้น้อยที่สุดเท่านั้น แต่จะทิ้งรอยเท้าทางนิเวศทางบวกไว้ด้วย ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ อาคาร และเมือง
จะเกิดขึ้นอย่างปลอดภัยต่อมนุษย์ สุขภาพที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม และการบรรลุความสำเร็จของธุรกิจ
ภายในโมเดลต้นกำเนิดสู่ต้นกำเนิด วัสดุทุกอย่างใช้ภายในกระบวนการอุตสาหกรรมหรือการค้า เช่น โลหะ เส้นใย สีย้อม แบ่งได้เป็นสองประเภท
สารอาหารทางเทคนิค หรือสารอาหารชีวภาพ สารอาหารทางชีวภาพจำกัดแน่นอน
วัสดุที่ย่อยสลายทางธรรมชาติและสามารถกลับมาเป็นระบบนิเวศ ตัวอย่างของวัสดุเหล่านี้คือ ใยธรรมชาติ และไบโอ พลาสติค ในขณะที่ โลหะ พลาสติต และเคมี เป็นตัวอย่างของวัสดุที่มีคุณค่า สารอาหารทางเทคนิคที่สามารถรีไซเคิลได้
การออกแบบซีทูซี เป็นวิถีทางเลียนแบบธรรมชาติที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์และระบบ เป็นโมเดลอุตสาหกรรมมนุษย์บนกระบวนการของธรรมชาติ ตรงที่วัสดุถูกมองเป็นสารอาหารหมุนเวียนภายในกระบวนการสร้างและสลายที่มีสุขภาพและปลอดภัย ตรงกันข้ามกับถ้อยคำบริษัทที่นิยมแพร่หลาย
“จากแหล่งกำเนิดไปสู่สาน” ซีทูซี แสดงความหมายโมเดลต้นกำเนิดสู่ต้นกำเนิดเป็นความยั่งยืน คำนึงถึงชีวิต และรุ่นในอนาคต ตั้งแต่กำเนืด หรือต้นกำเนิดของรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อไป เปรียบเทียบกับ ตั้งแต่กำเนิดไปจนตาย หรือสุสาน ภายในรุ่นเดียวกัน ซีทูซี เสนอแนะว่าอุตสาหกรรมต้องคุ้มครองและสนับสนุนระบบนิเวศ เพื่อที่จะให้ซีทูซียั่งยืน
วีสดุทุกอย่างภายในผลิตภัณฑ์ต้องรักษาให้สะอาดและไม่ควรจะผสมกัน ด้วยถ้อยคำทางปฎิบัติ ซีทูซี ต้องการให้ผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบภายในวิถีทางที่จะมั่นใจว่าวัสดุทุกอย่างสามารถถูกแยกประเภทเป็นวงจรทางชีวภาพ และวงจรทางเทคนิค วัสดุของเสียเป็นผลิตภัณฑ์เก่าได้กลายเป็นอาหารแก่ผลิตภัณฑ์ใหม่
ภายในวงจรทางเทคนิค วัสดุไม่ถูกใช้หมดไประหว่างการใช้ แต่ควรจะถูกมองเป็นผลิตภัณฑ์บริการ วัสดุเภายในผลิตภัณฑ์ออกแบบเพื่อวงจรทางเทคนิคสามารถถูกใช้ซ้ำ ทำให้มันถูกใช้ภายในผลิตภัณฑ์ใหม่
ภายในวงจรทางชีวภาพ ผลิตภัณฑ์ถูกบริโภคตลอดเวลา หรือภายหลังการใช้ วัสดุจะกลับไปสู่ส่วนหนึ่งของพื้นผิวโลกเป็นปุ๋ยหรือสารอาหารอื่นที่วัสดุใหม่สามารถถูกสร้างขึ้น ผลิตภัณฑ์เก่าไม่ได้กลับไปเป็นของเสีย แต่เป็นสารอาหารแก่ผลิตภัณฑ์ใหม
การออกแบบซีทูซี เป็นวิถีทางเปิดตาต่อการกำจัดของเสียและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน จุดมุ่งสำคัญของการริเริ่มกระทำคือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์ 100% ต่อบุคคลและสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงคุณภาพชีวิตแท้จริง ไม่ใช่เพียงแต่ทำให้อันตรายน้อยลง ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่เราใช้วันนี้เดินตามความคิดจากต้นกำเนิดไปสู่สุสานของการใช้มัน สูญเสียมัน และฝังมันกับพื้นดิน แต่กระนั้นซีทูซี หมายความว่าสิ้นสุดของวงจรการใช้ผลิตภัณฑ์จะตามมาด้วยการเริ่มต้นของอึกวงรจรการใช้ของผลิตภัณฑ์ – ไม่มีที่สิ้นสุด
ปรัชญาการออกแบบนี้พิจารณาวัสดุทุกอย่างเกี่ยวพันภายในกระบวนการอุตสาหกรรมและการค้าเป็นสารอาหาร กรอบข่ายต้นกำเนิดสู่ต้นกำเนิดมุ่งการออกแบบเพื่อประสิทธิภาพภายในมุมของผลิตภัณฑ์ด้วยผลกระทบทางบวก และผลกระทบทางลบของการค้า
การออกแบบต้นกำเนิดสู่ต้นกำเนิดรับรู้กระบวนการที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยของการเผาผลาญทางชีวภาพของธรรมชาติ เป็นโมเดลเพื่อการพัฒนาการเผาผลาญทางเทคนิคของกระแสของวัสดุอุตสาหกรม ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์สามารถถูกออกแบบเพื่อการกู้คืนและการใช้ประโยชน์ใหม่เป็นสารอาหารทางชีวภาพและสารอาหารเทคนิคภายในการเผาผลาญเหล่านี้
การยกเลิกแนวคิดของเสีย ของเสียเท่ากับอาหาร การออกแบบผลิตภัณฑ์และวัสดุด้วยวงจรชีวิตที่ปลอดภัยเพื่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม การนำกลับมาใช้ได้ตลอดผ่านทางการเผาผลาญทางชีวภาพและเทคนิค การสร้างและการมีส่วนร่วมภายในระบบที่จะรวบรวมและกู้คืนคุณค่าของวัสดุ
เหล่่านี้ตามการใช้ของมัน
การพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องการการเปลี่ยนแปลงที่ลบล้างภายในวิถีทางที่สังคมและธุรกิจของได้ถูกวางระบบ เศรษฐกิจหมุนเวียนได้นำเสนอโอกาสใหม่ของนวัตกรรม และการรวมกันระหว่างระบนิเวศ การทำธุรกิจ ชีวิตประจำวันของเรา และการบริหารของเสีย เศรษฐกิจหม่นเวียนเป็นทางเลือกต่อเศรษฐกิจเส้นตรงอยู่บนพื้นฐานของโมเดลขุด ผลิต ทิ้ง ผู้สนับสนุนโมเดลเศรษฐกิจนี้เชื่อว่ามันเป็นทางเลือกที่เจริญเติบโตบรรลุระดับความยั่งยืนที่สูงโดยไม่ทำให้การทำกำไรของธุริจลดลง
ภายในเศรษฐกิจเส้นตรง ทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้ เปลี่ยนแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ และโยนทิ้งไป ตรงกันข้ามเศรษฐกิจหมุนเวียนมุ่งที่จะปิดช่องว่างระหว่างการผลิตและวงจรระบบนิเวศ แนวคิดของเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งหมายการกำหนดระบบเศรษฐกิจที่เป็นมิตรทางสิ่งแวดล้อม อยู่บนรากฐานของหลักการแหล่งกำเนิดสู่เเหล่งกำเนิด เศรษฐกิจหมุนเวียนพยายามลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเป็นลบน้อยที่สุด

ลีวาย สเตราท์ ได้ทำการศึกษาการประเมินวงจรชีวิตครั้งแรกของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าเมื่อ ค.ศ 2007 เพื่อที่จะประเมินผลกระทบวงจรชีวิตทั้งหมดของผลิตภัณฑ์ของพวกเขา การศึกษาได้้ค้นพบว่าผลกระทบของน้ำยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่ภายในการปลูกฝ้าย ลีวายส์ ได้ประกาศหลักไมล์ที่เราภูมิใจจะร่วม เราได้ประหยัดน้ำหนึ่งพันล้านลิตรนับตั้งแต่ ค.ศ 2011 ผ่านทางกระบวนการวอเตอร์ เลส การลดน้ำที่ใช้ภายในการผลิตเสื้อผ้าลง 96%
ทำไมการลดน้ำสำคัญต่อเรา น้ำสำคัญต่อธุรกิจของเรามาก ทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตเสื้อผ้าต้องการน้ำ ตั้งแต่ไร่ฝ้ายไปถึงโรงงานผลิต
และภายในพื้นที่ของการขาดแคลนน้ำมากขึ้น เรารับรู้ว่าน้ำสำคัญต่อชุมชน
การเกษตร และอุตสาหกรรม ดังที่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามประหยัดน้ำอย่างต่อเนื่อง เราได้แบ่งปันแอลซีเอของเราด้วย บนการปรับปรุงการศึกษา
รากฐาน ค.ศ 2007 ของเราบนผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ของเรา
การศึกษาใหม่ของเราได้วิเคราะห์วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของยีนส์ตัวหนึ่ง มันได้ค้นหาลึกลงไปสู่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมภายในท้องที่การเพาะปลูกที่สำคัญ การผลิตและการจัดจำหน่ายเสื้อผ้าภายในหลายทำเล
ที่ตั้ง และนิสัยการซักและการทำให้แห้งของลูกค้าภายในตลาดที่สำคัญ
แอลซีเอ ได้พบว่าการปลูกฝ้ายได้ใช้น้ำมากที่สุดตลอดวงจรชีวิตของยีนส์อย่างต่อเนื่อง – 68% เพื่อที่จะลดผลกระทบของการบริโภคฝ้าย เราได้ฝึกอบรมเกษตรกรที่จะปลูกฝ่ายใช้น้ำน้อยลง
ไมเคิล โคโบริ รองประธานความยั่งยืนของลีวายส์ ได้แสดงสิถิติที่น่าสนใจบางอย่าที่ทีมของบริษัทได้ค้นพบตามมาจากการประเมินวงจรชีวิตทั้งหมดของผลิตภัณฑ์ของพวกเขา ลีวายส์ 501 ตัวหนึ่งต้องใช้น้ำ 3,781 ลิตรจากต้นกำเนิดไปสู่สุสาน จากน้ำ 3,781 ลิตร มากกว่า 66% ได้ถูกใช้ปลูกฝ้าย ประมาณ 20%
ได้ถูกใช้โดยเราเป็นผู้บริโภค ในขณะที่การผลิตใช้ประมาณ 13% เท่านั้น
ด้วยความรู้นี้ ลีวายส์ รู้ว่าตรงไหนที่ควรจะมุ่งความพยายามประหยัดน้ำของพวกเขา
ลีวายส์ ได้ทำงานกับบีซีไอ สอนเกษตรกรที่จะใช้ทั้งน้ำและเคมีน้อยลงอย่างไร ในขณะที่ยังคงให้ผลผลิตที่สูงอยู่ เท่าที่ผ่านมา 68% ของผลิตภัณฑ์ลีวายส์ทุกอย่าง
ถูกผลิตโดยใช้ฝ้ายที่ยั่งยืนหลากหลาย และภายใน ค.ศ 2020 เป้าหมายของเราคือ 100% ภายในกระบวนการผลิต ลีวายส์ได้รับเอาวิถีทาง วอเตอร์เลส จดเครื่องหมายการค้า วิถีทางนี้สามารถใช้น้ำน้อยลง 96% ภายในกระบวนการผลิต
และตั้งแต่การรับเอาไว้ ลีวายส์ได้ประหยัดน้ำ 3 ล้านลิตร และนั่นเพียงแค่การประยุกต์ใช้วิถีทางวอรเตอร์ เลส กับ 67% ของผลิตภัณฑ์ทุกอย่างของเรา
เป้าหมายของเราคืือ 100%
การประเมินวงจรชีวิต เศรษฐกิจหมุนเวียน และต้นกำเนิดสู่ต้นกำเนิด ได้ถูกมองเป็นถ้อยคำที่แทนกันได้โดยบุคคลบางคน และแนวคิดเเยกจากกันโดยบุคคลบางคน เรามีเครื่องมือความยั่งยืนแตกต่างกันหลายอย่าง ตั้งแต่เรียบง่ายไปจนถึงซับซ้อน และครอบคลุมลักษณะที่แตกต่างกันของความยั่งยืน
ความนิยมแพร่หลายของเครื่องมือเหล่านี้เพิ่มขึ้นและลดลง เครื่องมือความยั่งยืนที่มีชื่อเสียงอย่างหนึ่งคือ การประเมินวงจรชีวิต : แอลซีเอ มันมีมานาน
มากกว่า 20 ปี และระหว่างเวลานี้มันมีประสบการณ์กับคลื่ืนของการขึ้นและลงของความนิยมแพร่หลาย ภายในเวลาเดียวกันเครื่องมืออื่นได้เข้ามาและออกไปภายในคลื่นอย่างเดียวกัน เมื่อไม่นานมานี้แหล่งกำเนิดสู่เเหล่งกำเนิด : ซีทูซี
เป็นเครื่องมือความยั่งยืนอย่างหนึ่งที่ถูออภิปรายมากที่สุด ด้วยบริษัทมากขึ้น
ได้ใช้ความยายามที่จะดำเนินการซีทูซี ทั้งแอลซีเอและซีทูซี ในขณะที่มุ่งหมายเพื่อความยั่งยืน มันน่าสนใจที่จะตรวจสอบความแตกต่างและความเหมือนกัน
การประมินวงจรซีวิตเป็นวิถีทางต้นกำเนิดสู่ต้นกำเนิด ที่จะช่วยประเมินผล
กระทบทางสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกับทุกระยะของวงจรซีวิตของผลิตภัณฑ์
ตั้งแต่การสกัดวัตถุดิบผ่านไปสู่การผลิต การจัดจำหน่าย การใช้ และการทิ้ง
แอลซีเอเป็นวิธีการบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์มาตรฐาน เพื่อการคำนวณผลกระทบ เพื่อที่จะประเมินผลกระทบทางสิ่งเเวดล้อมตลอดชีวิต
การประเมินวงจรชีวิต ต้นกำเนิดสู่ต้นกำเนิด และเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้ถูกรวมกันโดยวิถีทางต่อความยั่งยืนของมัน เมื่อรวมเข้าด้วยกัน วิถีทางสามอย่างเหล่านี้ภายในความยั่งยืนสร้างสามเหลี่ยมแห่งความรักในที่สุด
ิ บริษัทหลายบริษัทต่างยืนยันว่าเป็นนายจ้างที่มีจริยธรรมและความรับผิดชอบทางสังคม แต่บริษัทไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่มุ่งจริยธรรม และความรับผิดชอบทางสังคมอย่างจริงจังเหมือนกับลีวายส์ สเตร้าส์
ลีวายส์ สเตราท์ ไม่ได้เป็นบริษัทธรรมดา สถาบันเอธิสเฟียร์ ได้เคยยกย่อง
ลีวายส์ สเตราท์ เป็นบริษัทที่มีจริยธรรมสูงสุดบริษัทหนึ่งของโลก
ลีวาย สเตราท์มีประวัติที่ยาวนานกว่าหลายประเทศนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทขึ้นมา ลีวายส์ จะไม่ยอมรับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเด็ดขาด
ผู้รับเหมาเย็บเสื้อผ้าสองรายของบริษัท ณ บังคลาเทศ ได้ใช้แรงงานเด็ก แต่บริษัทได้มองว่าถ้าเด็กไม่มีงานทำแล้ว เด็กต้องถูกบังคับให้ขายตัว เพื่อที่จะหาเลี้ยงครอบครัว ลีวายส์ ได้แก้ปัญหานี้ด้วยการนำเด็กออกจากโรงงาน การจ่ายค่าจ้างแก่เด็กเหล่านี้อยู่ต่อไป นานเท่าที่พวกเธอต้องเข้าโรงเรียนเต็มเวลา การรับประกันงาน ณ โรงงานไว้ จนพวกเธอมีอายุได้ 14 ปี อายุบรรลุนิติภาวะของท้องที่
ผู้รับเหมาของจีนได้ถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการใช้แรงงานเด็ก บริษัทได้ยกเลิกผู้รับเหมาจีนทันที แม้ว่าตลาดจีนอาจจะถูกปิดลงได้ แต่
ลีวายส์ จะไม่ยอมประนีประนอมเลย บริษัทได้ยีนยันการไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนแก่ทุกประเทศที่ผลิตเสื้อผ้าของบริษัท
ลีวาย สเตราท์ ก่อตั้งขึ้นโดยลีวาย สเตราส์ ผู้หุ้มห่อโลกใบนี้ด้วยยีนส์ เมื่อปี ค.ศ 1857 ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว
ลีไวส์ เป็นชื่อตราสินค้ายีนส์ที่เก่าแก่และนิยมแพร่หลายมากที่สุดของโลก
ลีวายส์ สเตราส์ ได้เดินทางไปอเมริกาเพื่อขายอุปกรณ์ทำเหมืองและผ้าเต๊นท์ ณ ซานฟรานซิสโก ตอนยุคตื่นทองของอเมริกา นักขุดทองคนหนึ่งได้บอกแก่เขาว่ากางเกงของพวกเขามักจะขาดง่าย และต้องการได้กางเกงที่หนาและทนทาน คำพูดนี้ได้ทำให้
ลีวายส์ สเตราท์ เกิดความคิดขึ้นทันที เขาได้ให้ช่างตัดเสื้อใช้ผ้าเต๊นท์ที่ขายไม่ได้ตัดเป็นกางเกงขาย ปรากฏว่ากางเกงขายได้ดีมาก
ต่อมา เดวิด จาคอบ ช่างตัดเสื้อได้ตอกหมุดกระดุมตามมุมกระเป๋ากางเกงที่มักจะขาดง่ายให้คงทนมากขึ้น
พวกเขาได้ใช้ผ้ายีนส์หรือผ้าเดนิมย้อมเป็นสีน้ำเงิน เนื่องจากสีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ของคนงาน และสีน้ำเงินได้กลายเป็นมาตรฐานของกางเกงยีนส์ในระยะต่อมา
เมื่อ ค.ศ 1886 ลีวายส์ สเตราท์ ได้ใช้สัญลักษณ์เป็นเครื่องหมายการค้าครั้งแรกคือ รูปม้าสองตัวหันหลังให้กันดึงกางเกงยีนส์ เพื่อที่จะแสดงให้เห็นความทนทานของกางเกงยีนส์นับตั้งแต่นั้นมา
ลีวายส์ สเตร้าท์ ได้มองหาวิถีทางที่จะผสมผสานระหว่างการทำกำไรและความรับผิดชอบทางสังคมอยู่เสมอ บริษัทได้บริจาค 2.5% ของกำไรก่อนภาษีแก่มูลนิธิลีวายส์ สเตร้าท์ เพื่อการสนับสนุนองค์การกุศลภายในชุมชนที่บริษัททำธุรกิจอยู่
เมื่อเกิดเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ บริษัทไม่ได้ปลดบุคคลากรออกจากงานเลย
ผู้บริหารต้องกระทำไม่ใช่เพียงแต่พูดถึงจริยธรรม การเพิ่มโบนัสและเงินเดือนขึ้นอยู่กับการพิจารณาพฤติกรรมของผู้บริหารที่มีจริธรรมด้วย
ลีวายส์ สเตราท์ ได้พยายามลดการใช้น้ำและพลังงานอยู่เสมอ ตั้งแต่การใช้น้ำปลูกฝ้ายตามชนบทของอินเดีย ไปจนถึงการใช้น้ำซักยีนส์ อายุการใช้งานของยีนส์หนึ่งตัวต้องใช้น้ำ 3,478 ลิตร มากพอที่จะใส่อ่างอาบน้ำขนาดสปาร์ได้ถึง 15 อ่าง
บริษัทกลัวว่าการขาดน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศ จะกระทบต่อการดำรงอยู่ของบริษัทได้ เนื่องจากฝ้ายจะมีราคาแพงหรือหาได้ยาก ลีวายส์ สเตร้าท์ได้มีการอบรมเทคนิคสมัยใหม่ของการทดน้ำและการกักน้ำฝนแก่บรรดาเกษตรกรภายในอินเดีย ปากีสถาน หรือบราซิล
การแนะนำยีนส์รุ่นที่ใช้หินนวดให้นิ่มไม่ต้องใช้น้ำ และการเย็บป้ายแนะนำให้ใช้น้ำน้อยแก่ลูกค้า รวมไปถึงการบอกให้ลูกค้าใส่ยีนส์ไว้ภายในช่องแช่แข็ง เพื่อที่จะฆ่าเชื้อโรค
ชิป เบิรก ซีอีโอของลีวายส์ สเตราท์ ได้กล่าวว่าผมอาจจะถูกมองว่าเป็นซีอีโอที่ใส่”ยีนส์สกปรก”เราควรจะเอายีนส์ออกจากเครื่องซักผ้า เพื่อที่จะประหยัดน้ำ ผมไม่เคยซักยีนส์ของผมเองนานเป็นปีแล้ว

แทนที่เราจะร้ายกาจต่อรอยเท้ามนุษย์ หนังสือ Cradle to Cradle
ได้กล่าวว่า มนุษย์ไม่ได้มีปัญหามลภาวะ พวกเขามีปัญหาการออกแบบ ความคิดคือ แทนความพยายามที่จะไม่ดีน้อยลงกับการออกแบบและนวัตกรรม ด้วยการลดผลผลิตคาร์บอน หรือด้วยการกำจัดเคมีที่ใช้ มนุษย์ควรจะเพียงแค่ออกแบบอะไรให้ดีขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น
ิิื จากต้นกำเนิดสู่ต้นกำเนิด ได้ถูกมองเป็นการแสดงความคิดมีอิทธิพลมากที่สุดอย่างหนึ่งนับตั้งแต่ Silent Spring หนังสือเขียนเมื่อ ค.ศ 1962 โดย
ราเชล คาร์สัน การแสดงผลกระทบที่อันตรายของยาฆ่าแมลงบนสิ่งแวดล้อม และการนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้ออมทั่วประเทศภายในอเมริกา ความคิดภายในหนังสือ Cradle to Cradle ค่อนข้างเรียบง่าย แต่เปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงต่อวิถีทางที่บุคคลคิดเกี่ยวกับการออกแบบของมนุษย์
ไนกี้ ได้รับเอาเศรษฐกิจหมุนเวียนไว้ บริษัทอ้างว่า 71% ของร้องเท้าของพวกเขาถูกผลิตจากวัสดุรีไซเคิลจากกระบวนการผลิตของพวกเขาเอง เมื่อ ค.ศ 2015 ไนกี้ได้ฟื้นคืน 92% จากของเสียของพวกเขา รายงานความยั่งยืนของ
ไนกี้มีทั้งความพยายามที่จะบรรลุของเสียเป็นศูนย์ภายในลูกโซ่อุปทาน ลงทุนภายในเทคโนโลยีขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียนภายในโรงงานของบริษัท และลดผลผลิตเคมีเป็นพิษจากกระบวนการย้อมไปสู่สิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างวัสดุผลกระทบต่ำและนำมาใช้ใหม่สูง เราสามารถก้าวไปสู่โมเดลวงจรปิดทีใช้วัสดุนำกลับมาใช้ตั้งแต่เริ่มต้น รวมด้วยกับการออกแบบที่ฉลาด เราสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้สูงสุด ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมลง และสามารถ
ถอดชิ้นส่วนได้ง่าย และนำมาใช้ไหม่ได้ มาร์ค พราเกอร์ ซีิอีโอของไนกี้ พูด
วัสดุรีไซเคิลได้มาจากร้องเท้าเก่า ขวดพลาสติต และเศษซากของโรงงาน
เรียกชื่อว่า ไนกี้ ไกรน์
เราได้คาดหวังการเปลี่ยนแปลงจากโมเดลธุรกิจแบบเส้นตรงไปสู่หมุนเวียน
และโลกที่ต้องการผลิตภัณฑ์วงจรปิด การออกแบบด้วยวัสดุดีขึ้น ทำด้วย
ทรััพยากรน้อยลง และประกอบกันที่จะนำมาใช้ใหม่ได้ง่ายกับผลิตภัณฑ์ใหม่ เราได้จินตนาการใหม่กระเเสของเสียเป็นกระเเสคุณค่า
ในขณะนี้ไนกี้กำลัผลิตรองเท้าของพวกเขาส่วนใหญ่จากขยะของมันเอง
ไนกี้ได้ใช้เศษซากของโรงงานและสเปซ เวสท์ ยาน รีไซเคิล ผลิตร้องเท้าผ้าใบสเปซ ฮิปปี้ เพื่อการลดผลกระทบคาร์บอนของผลิตภัณฑ์
เเต่ละการออกแบบแตกต่างกันสี่อย่างภายในคอลเลคชั่นชื่อสเปซ ฮิปปี้
01 02 03 และ 04 ได้ถูกผลิตจากวัสดุเศษซากนำมาจากพื้นโรงงาน ไนกี้เรียกชื่อ ขยะอวกาศ และวัสดุรีไซเคิลอื่น ไนกี้ ได้กล่าวว่า ผลลัพธ์ เป็นการสร้างรองเท้าด้วยคะแนนร้อยคาร์บอนต่ำที่สุด
มันเกี่ยวกับการคิดค้นที่จะผลิตมากที่สุดด้วยวัสดุน้อยที่สุด พลังงานน้อยที่สุด
และคาร์บอนน้อยที่สุด อย่างไร จอห์น โฮค หัวหน้าออกแบบของไนกี้ พูด
ผมอยากจะพูดว่าเสปซ ฮิปปี้ โจมตีวายร้ายขยะ
มันได้เปลี่ยนแปลงวิถีทางที่เรามองวัสดุ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีทางที่เรามองความสวยงามของผลิตภัณฑ์ของเรา มันได้เปลี่ยนแปลงวิถีทางที่เรารวมผลิตภัณฑ์เข้าด้วยกันอย่างไร
ไนกี้ ได้กล่าวว่ารองเท้าเป็นขั้นตอนแรกไปสู่การใช้กระบวนการของเศรษฐกิจหมุนเวียน ความมุ่งหมายที่จะกำจัดของเสียและมลภาวะจากการผลิต เราเชื่อว่าอนาคตของผลิตภัณฑ์เป็นการหมุนเวียน เราต้องคิดเกี่ยวกับทั้งกระบวนการ
เราออกแบบมันอย่างไร เราผลิตมันอย่างไร เราใช้มันอย่างไร เรานำมาใช้ใหม่อย่างไร และเราจะตัดของเสีย ณ ทุกขั้นตอนอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานของกรอบความคิดหมุนเวียนที่แสดงการปฏิบัติที่ดีที่สุด
ไนกี้ ได้เริ่มต้นขายร้องเท้าผ้าใบจากคอลเลคชั่นสเปซ ฮิปปี้ ใหม่ของพวกเขา
ร้องเท้าที่ถูกสร้างจากของเสียโรงงานและผ่านการใช้แล้ว บริษัทเครื่องกีฬาเรียกว่า ขยะอวกาศ กระบวนการผลิตของไนกี้เพื่อรองเท้าใช้เส้นด้ายโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลประมาณ 85-90% รีไซเคิลโฟม และโฟม เครเตอ ผลลัพธ์เป็นการออกแบบที่มีรอยเท้าคาร์บอนต่ำ
ไนกี้ได้เปิดตัว ไนกี้ คอนซิเดอร์ ดีไซน์ ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาที่รวมหลักการความยั่งยืนกับนวัตกรรมใหม่สุดเพื่อการกีฬา
ตัวอย่างเช่น รองเท้าวิ่งขายดีสุดของไนกี้ พีกาซัส ฉลองการครบรอบปีที่ 25
เป็นรองเท้าวิ่งสุดยอดของ ไนกี้ คอนซิเดอร์ ดีไซน์
มาร์ค พาร์เกอร์ ซีอีโอ กล่าวว่า
เมื่อเรามองที่เราออกแบบ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริหารธุรกิจโลกของเราอย่างไร มันไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาความท้าทายของวันนี้ เรากำลังออกแบบ
เพื่อเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของวันพรุ่งนี้ และต่อเราแล้วหมายถึงการใช้ทรัพยากรน้อยลง วัสดุที่ยั่งยืนมากขึ้น และพลังงานที่นำมาใช้ใหม่ เพื่อการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่
เป้าหมายของไนกี้ คอนซิเดอร์ ดีไซน์ คือการสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ด้วยการลดของเสียตลอดกระบวนการการออกแบบและการพัฒนา การใช้วัสดุที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม และการกำจัดมลพิษ นักออกแบบไนกี้ได้ถูกคาดหวังทำการเลือกการออกแบบที่ฉลาดและยั่งยืน ณ ตอนเริ่มต้นกระบวนการคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา การนำไนกี้ไปสู่คอนซิเดอร์ ดีไซน์ของไนกี้ ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงคือ ไนกี้ คอนซิเดอร์ ร้องเท้าแต่ละคู่ประกอบด้วยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลไม่สิ้นสุดที่ด้านนอกและพื้นที่ย่อยสลายทางชีวภาพ การแสดงความสำเร็จและความเป็นไปได้ของการออกแบบด้วยซีทูซี


ตัวอย่างที่ดีมากของแหล่งกำเนิดสู่แหล่งกำเนิด เปรียบเทียบกับแหล่งกำเนิดสู่สุสานคือ รองเท้าวิ่ง ร้องเท้าส่วนใหญ่ของวันนี้ประกอบด้วยวัสดุไม่เป็นมิตรต่อสิ่งเเวดล้อม เช่น ยาง สี และกาว เป็นต้น แต่ไม่นานมานี้ไนกี้ ได้เริ่มต้นสร้างรองเท้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ยึดวิธีการแหล่งกำเนิดสู่แหล่งกำเนิด การใช้หนังไม่ใส่สารเคมี เย็บไม่ใช้กาวเป็นพิษ และพื้นแทนกันได้
ไนกี้ กล่าวว่า ความสำคัญของเราคือ ของเสียเป็นศูนย์ วิสัยทัศน์ของเราคืออนาคตหมุนเวียน แนวคิดของเสียจะไม่มีอยู่่ต่อไป เรากำลังกำจัดของเสียทุกที่ที่เราสามารถ การเริ่มต้นด้วยการออกแบบที่เอาของเสียออกไปจากผลิตภัณฑ์ของเราและบรรลุกระบวนการผลิตสูงสุด เรารู้ว่าการทำการเปลี่ยนแปลงออกแบบและกระบวนการที่สำคัญเหล่านี้สำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายของเรา
ของการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของเราครึ่งหนึ่ง ของเสียได้ถูกสร้างทั่วทั้งลูกโซ่อุปทานของเรา ตั้งแต่ของเสียทางเกษตรเกี่ยวพันกับการเก็บเกี่ยววัตถุดิบ ไปจนถึงของเสียทางการผลืตที่สร้างภายในกระบวนการผลิตรองเท้า
ไปจนถึงของเสียที่สร้างเมื่อลูกค้าได้ใข้ผลิตภัณฑ์ของเราและโยนมันทิ้งไป
เรากำลังทำงานไปสู่อนาคตหมุนเวียน ตรงที่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกนำมาใช้ซ้ำ และไม่มีอะไรเป็นของเสีย เศรษฐกิจหมุนเวียนหรือแหล่งกำเนิดสู่เเหล่งกำเนิด
เป็นวิถีทางที่วัสดุทุกอย่างภายในระบบยังคงถูกใช้ซ้ำ
เรากำลังพัฒนาวัสดุและกระบวนการผลิตใหม่ที่สร้างของเสียน้อยลง เทคโนโลยีไฟล์นิคของไนกี้สร้างด้านบนของรองเท้าโดยตรงจากเส้นใย ไม่ใช่ตัดมันจากผ้า เส้นใยโพลีเอสเตอร์เพื่อรองเท้าไฟล์นิคในขณะนี้เป็นโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล 100% เราได้เปลี่ยนเส้นทางขวดพลาสติตมากกว่า 4 พันล้านใบจากการฝังกลบด้วยการใช้โพลีเอสเตอร์รีไซเคิล
เมื่อ ค.ศ 2017 เราได้เปิดตัว วัสดุซุปเปอร์ ใหม่ เรียกว่าไฟล์ลีเธอร์ ทำจากอย่างน้อยที่สุดเส้นใยหนังรีไซเคิล 50% ไฟล์ลีเธอร์ทั้งยั่งยืนและสมรรรถนะสูง
ด้วยโอกาสที่จะเป็นผู้พลิกเกมเป็นไนกี้ ไฟล์นิค
ไนกี้ได้ทำการเปลี่ยนแปลงบริษัทอย่างสำคัญไปสู่ความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน การมุ่งการรักษาของเสียที่จะนำกลับไปสู่วงจรชีวิต ไนกี้ได้ถูกสร้างบนโมเดลธุรกิจของการค้นหาต้นทุนต่ำสุดของแรงงานเท่าที่เป็นไปได้ การนำไปสู่แรงงานเด็ก ไนกี้เป็นเป็นรายเเรกภายในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าด้วยความผูกพันที่จะปรับปรุงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ดังนั้นบริษัทจะหลุดพ้นจากการปฏิเสธความรับผิดชอบแรงงานเด็ก และพวกเขาจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร
ไนกี้และเเรงงานเด็ก เป็นเส้นทางไปสู่ความยั่งยืน ไนกี้จะแก้ปัญหาแรงงานเด็กอย่างไร
ไนกี้ได้ถูกก่อตั้งเริ่มแรกเมื่อ ค.ศ 1964 เป็นบลู ริบบอน สปอร์ต เปลี่ยนเป็นชื่อไนกี้เมื่อ ค.ศ 1971 ผู้ก่อตั้งร่วมคนหนึ่งของสองคน ฟิล ไนท์ ได้เกิดความคิดในขณะที่เขาอยู่ที่คณะบริหารธุรกิจสแตนฟอร์ด ณ เวลานั้นรองเท้าอเมริกันจำนวนมาก
ส่วนใหญ่ถูกผลิตภายในอเมริกา ในกี้สามารถเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วโดยใช้
โมเดลของการผลิตแบบจ้างภายนอกแก่เครือข่ายของซัพพลายเออร์ต้นทุนต่ำภายในโลก ไนกี้ไม่ได้เป็นเจ้าของโรงงาน ดังนั้นไนกี้ไม่เคยผลิตรองเท้าเอง
และเนื่องจากพวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าของโรงงาน การบริหารโรงงานเป็นธุรกิจของเจ้าของไม่ใช่ไนกี้
นับตั้งแต่ ค.ศ 1970 ไนกี้ได้ถูกกล่าวหาจากการใช้แรงงานเด็กผลิตรองเท้าและเสื้อผ้า บริษัทได้ถูกสร้้างบนโมเดลธุรกิจของการค้นหาต้นทุนต่ำสุดเท่าที่เป็นไปได้ การนำไปสู่การใช้แรงงานเด็กและการหาประโยชน์ส่วนตัว แต่กระนั้นจนกระทั่งเมื่อ ค.ศ 1991 เมื่อเจฟฟรีย์ บอลลินเจอร์ นักเคลื่อนไหวแรงงานชาวอเมริกัน
ได้พิมพ์รายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติของโรงงานของไนกี้ภายในอินโดนีเซีย
การเปิดเผยความน่าละอาย : ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ แรงงานเด็ก และสภาวะที่ไม่ดีของโรงงาน โรงงานที่คนงานทำงานนานหลายชั่วโมง ด้วยเงินจำนวนน้อยมากภายในสภาะที่อันตรายต่อสุขภาพ
นักศึกษามหาวิทยาลัยอเมริกัน จิม คีดี้ ได้เจาะลึกการผลิตที่ขาดมนุษยธรรมของไนกี้เมื่อ ค.ศ 1990 และภายในภาพยนตร์ของเขา Behind the Swoosh ได้เปิดเผยคนงานที่ได้รับค่าจ้าง 1.25 เหรียญต่อวันถูกบังคับให้อยู่ภายในสลััมใกล้ท่อน้ำทิ้งอย่่างไร และใช้ห้องน้ำและอาบน้ำร่วมกับหลายครอบครัว
และเมื่อ ค.ศ 1996 วารสารไลฟ์ ได้รายงานข่าวแรงงานเด็กด้วยภาพที่ตกตะลึง
ของเด็กปากีสถานอายุ 12 ปี เย็บลูกฟุตบอลล์ไนกี้ ภาพเป็นการมองเห็นที่มีพลังต่อสถานการณ์ที่แสดงการมีอยู่อย่างแท้จริง ชื่อเสียงของบริษัทได้เสียหายอย่างมาก และการประท้วงได้เริ่มต้นเกิดขึ้น โรงงานที่ใช้คนงานทำงานหนักเหล่านี้ได้ลุกเป็นไฟ ไนกี้ได้รับความสนใจจากสื่ออย่างมาก ทำให้เกิดปัญหาอย่างรุนแรงต่อธุรกิจ รวมทั้งเมื่อ ค.ศ 1992 เรามีการประท้วง ณ
บาร์ซีโลนา โอลิมปิค ซีบีเอสได้สัมภาษณ์คนงานของโรงงานไนกี้ ได้กระตุ้นความสนใจของคลื่นของสื่อกระเเสหลักอย่างมาก ไนกี้ต้องเผชิญกับอุปสงค์ที่ลดลงและการวิจารณ์อย่างไม่หยุดยั้ง พวกเขาต้องปลดบุคคลออกจากงาน และเริ่มต้นที่จะรับรู้การเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงได้เริ่มต้นจากคำปราศัย
ของซีอีโอฟิล ไนท์เมื่อ ค.ศ 1998 ไนกี้ได้ยอมรับว่าบริษัทต้องมีความรับผิดชอบทางสังคม ฟิล ไนท์ ยอมรับว่า ผลิตภัณฑ์ของไนกี้ได้กลายเป็นความหมายเดียวกับค่าจ้างทาส การบังคับทำงานล่วงเวลา ไปแล้ว ฟิล ไนท์ กล่าวว่า
ผมเชื่ออย่างแท้จริงว่าลูกค้าอเมริกันไม่ต้องการที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ภายใต้สภาวะที่ไม่ถูกต้อง ณ การปราศัยนั้น เขาได้ประกาศไนกี้จะเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำของคนงาน การเพิ่มการตรวจสอบอย่างสำคัญ และการปรับใช้มาตรฐาน
โอเอสเอชเอของอเมริกาภายในทุกโรงงาน ไนกี้ได้กลายเป็นบริษัทแรกภายในอุตสาหกรรมของพวกเขาที่พิมพ์รายชื่อและทำเลที่ตั้งอย่างสมบูรณ์ของโรงงานที่บริษัทได้ทำสัญญาด้วย บริษัทได้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของการผลิตรองเท้าที่จะลดอีนตรายต่อคนงานที่ผลิตมัน
ในไม่ช้าไนกี้ ได้ตอบสนองด้วยการสร้างจรรยาบรรณที่บังคับให้ซัพพลาย
เออร์ต้องทำตาม เช่น การห้ามใช้แรงงานบังคับ คนงานต้แงมีอายุ 16 ปีขึ้นไป หรือคนงานต้องได้ค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศอย่างน้อยที่สุด ภายหลังจากการใช้จรรยาบรรณของบริษัท ภาพพจน์ของไนกี้ต่อสายตาประชาชนเริ่มต้นดีขึ้น
ไนกี้ ได้แสดงตัวเองเต็มใจทำการตัดสินใจอย่างเข้มแข็ง เช่น การยกเลิกความสนับสนุนแก่ซัพพลายเออร์ต้นทุนต่ำที่สำคัญภายในบังคลาเทศ เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถมีสภาวะการทำงานที่บรรลุมาตรฐาน การก้าวไปนี้ได้สร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันแก่ไนกี้ ในขณะที่บริษัทอื่นกำลังใช้ประโยชน์
บังคลาเทศเป็นฐานต้นทุนต่ำที่สุด แต่มันทำให้บริษัทเปิดเผยตัวเองน้อยลงเมื่ออาคารรานา พลาซาได้พังทลายลง
ในขณะนี้ไนกี้ได้พบตัวเองบ่อยครั้งอยู่รายการบนสุดของบริษัทที่ยั่งยืน
พวกเขาได้ปรากฏบนรายการสิบลำดับสูงสุดของบริษัทชื่นชอบที่สุดของฟอร์จูน
ความผูกพันของไนกี้ที่จะปรับปรุงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม การให้ความโปร่งใสเกี่ยวกับกระบวนการของพวกเขา และการยืนยันสภาวะการทำงาน
ที่เหมาะสมภายในลูกโซ่อุปทาน การพลิกกลับกระเเสน้ำของการรับรู้ของประชาชน
ในขณะนี้บริษัทบ่อยครั้งถูกพบอยู่เท้าหน้าเมื่อมันเป็นเรื่องของคุณธรรม
เช่น เมื่อนักมวยแมนนี่ พาเกียว ไม่นานมานี้ได้วิจารณ์ต่อต้านเกย์ระหว่างการสัมภาษณ์สื่อ ไนกี้ได้ยกเลิกการเป็นหุ้นส่วนกับเขาภายในวันต่อมา เรียกการวิจารณ์ของเขาว่า น่าขยะเเขยง การฟื้นฟูของบริษัทได้กลายเป็นเรื่องราวความสำเร็จของความซื่อสัตย์ของบริษัทภายในสองทศวรรษที่ผ่านมา
เมื่อ ค.ศ 1998 ฟิล ไนท์ ซีอีโอ ของไนกี้ ได้แถลงต่อประชาชนต่อการเปลี่ยนแปลงที่ได้สัญญาไว้ บริษัทได้ใช้นโยบายใหม่ และการบังคับนโยบายใหม่ เมื่อ ค.ศ 2005 ไนกี้เป็นบริษัทแรกภายในอุตสาหกรรมที่ได้แสดงความโปร่งใส เมื่อบริษัทได้พิมพ์รายชื่อโรงงานที่ทำสัญญาทุกโรง ภายในปีเดียวกันไนกี้ได้พิมพ์รายงานความ
รับผิดชอบทางสังคมฉบับแรกเกี่ยวกับระดับอัตราค่าจ้างและสภาวะการทำงานภายในโรงงาน และยอมรับการเกิดขึ้นของปัญหาอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเมื่อบริษัทได้ยอมรับข้อปัญหาของการใช้แรงงานเด็กและโรงงานที่ใช้แรงงานเยี่ยงทาส การแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส และการมุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันไนกี้ได้ถูกรวมอยู่ท่ามกลางผู้นำความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท
เมื่อสิ้น ค.ศ 2013 รายงานได้ระบุว่าคนงานมากกว่าหนึ่งล้านคนทำงานอยู่ภายในโรงงานที่ทำสัญญา ลูกโช่คุณค่าของไนกี้ได้ใช้บุคคลรวม 2.5 ล้านคน บริษัทได้ดำเนินนโยบายการสนับสนุนคนงาน การเรียกร้องให้ซัพพลายเออร์ทำตามนโยบาย และการตรวจสอบจากฝ่ายที่สาม
ผู้ตรวจสอบได้รายงานว่าการละเมิดของโรงงานได้ลดลงจาก 29% ค.ศ 2012 เป็น 16% ค.ศ 2013 การทำงานล่วงเวลามากเกินไปได้ลดลงเป็น 55 จาก 116 เมื่อ ค.ศ 2012
นอกเหนือจากการปรับปรุงสภาวะการทำงานของคนงานอย่างต่อเนื่องแล้ว
ไนกี้กำลังปรับปรุงลูกโซ่อุปทานด้วย การอนุรักษ์น้ำ เนื่องจากผบกระทบของความขาดแคนน้ำ และการเปลี่ยนแปลงทางบรรยากาศต่อโมเดลทางธุรกิจของบริษัท ไนกี้ใช้โรงงานมากกว่า 700 โรงทั่วโลก โรงงานหลายโรงจะอยู่ภายในภูมิประเทศภายใต้การขาดแคลนน้ำสูง เช่น จีน อินเดีย และไทย เมื่อ ค.ศ 2008
ไนกี้ ได้กล่าวว่าบุคคลส่วนใหญ๋ไม่ได้เชื่อมโยงน้ำกับรองเท้าหรือเสิ้อผ้า แต่เราทำด้วยการมองทุกสิ่งทุกอย่างที่ใช้น้ำ เราเข้าใจความสำคัญของน้ำต่อการสนับสนุนธุรกิจ ชีวิตมนุษย์ และระบบนิเวศ
เราได้ผูกพันลึกลงไปและได้ขยายความเข้าใจให้กว้างขึ้นต่อรอยเท้าน้ำของเรา รอยเท้าน้ำ หมายถึงปริมาณการใช้น้ำภายในการผลิตหรืออย่างอื่น การจัดการและการร่วมทั้งแนวทางและความก้าวหน้าของเรา นั่นคือการรวมทั้งผลกระทบของน้ำการเกษตรของวัสดุที่เราได้ใช้ กระบวนการผลิตที่ใช้น้ำ เช่น การย้อมสี และการใช้น้ำภายในบริษัท
การใช้น้ำภายในการผลิตของไนกี้เป็นสัดส่วนที่น้อยของรอยเท้าน้ำโดยส่วนรวมของเรา การใช้น้ำและการสูญเสียน้ำที่ไหลออกจากการผลิตของเราน้อยมาก ไนกี้ยอมรับว่าการบริหารลูกโซ่อุปทานต้องใช้ทรัพยากรพื้นฐานภายในการผลิตของเรา น้ำต้องใช้กับการปลูกฝ้าย ผลิตวัตถุดิบอย่่างอื่น ย้อมสีสิ่งทอ ภายในโรงงานที่มีสัญญา
ไนกี้ได้ค้นหาวิถีทางที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การใช้วัสดุไปจนถึงการออกแบบ บริษัทรู้ว่าวัสดุมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากที่สุดภายในลูกโซ่อุปทานของเรา ดังนั้นเราได้สร้างผลิตภัณฑ์ของเราจากวัสดุที่ยั่งยืน คุณค่าสูง และคุณภาพดีแก่ไนกี้และนักกีฬา ปัจจุบัน 97% ของเราเท้ากีฬาและเสื้อผ้าของไนกี้ทำคะแนนบนการปฏิบัติงานที่ยั่งยืน ดังนั้นเราสามารถติดตามผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและการปฏิบัติของซัพพลายเออร์ได้

“จากแหล่งกำเนิดสู่แหล่งกำเนิด” อ้างถึงอุดมคติของการสิ้นสุดของของเสีย
ผู้สนับสนุนต้องการผลิตภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของวงจรปิด ธรรมชาติโดยตัวมันเองเป็นโมเดล ตรงที่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตายได้แตกสลายเป็นสารอาหารที่หล่อเลี้ยงชีวิตใหม่ ไมเคิล บรอนการ์ต นักเคมีเยอรมัน ได้ถูกยกย่องด้วยการคิดค้นแนวคิดของแหล่งกำเนิดสู่เเหล่งกำเนิด – ซึทูซี กล่าวว่าเราควรจะแนะนำใหม่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรานำกลับมาสู่วงจรทางชีวภาพ การเคลื่อนไหวค่อยได้รับความสนใจ ดาราฮอลลีวูด แบรด พิทท์ ได้สนับสนุนหนังสือของของพวกเขา Cradle to Cradle
พวกเขาเชื่อว่าเราสามารถคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของเราได้เท่านั้น ถ้าวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดถูกวางแผนมาก่อน ตั้งแต่การเริ่มต้นการพัฒนาของมัน ซีทูซี อ้างถึงกระบวนการผลิตตรงที่ผลิตภัณฑ์ได้ถูกพัฒนาเพื่อวงจรปิดที่ส่วนผสมของผลผลิตปลอดภัยและเป็นประโยชน์ ย่อยสลายตามธรนมชาติและรักษาดิน เรียกว่าสารอาหารทางชีวภาพ หรือรีไซเคิลเป็นวัสดุคุณภาพสูงเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ตามมา เรียกว่าสารอาหารทางเทคนิค
นับตั้งแต่ ค.ศ 2013 ยักษ์ใหญ่กีฬา พูมา ได้ผลิตคอลเลคชั่นย่อยสบายทางชีวภาพเรียกว่าอินไซเคิล รองเท้า แจคเก็ต และกระเป๋าสะพายหลัง ถูกผลิตจากพลาสติครีไซเคิลทั้งหมด แต่วัสดุอื่น เช่น หนัง ฝ้าย และยาง และการผลิตและกาขนส่งของมันยังคงมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมสูง
บริษัทชุดกีฬาและร้องเท้า พูมา ได้เปิดตัว อินไซเคิล คอลเลคชั่นของรองเท้า เสื้อผ้า และเครื่องประกอบวงจรปิดครั้งแรกของบริษัท
ทั้งหมดไดัรับการรับรองจากซีทูซู ผลิตภัณฑ์อินไซเคิลของพูมาย่อยสลายทางชีวภาพหรือรีไซเคิลได้ ผลิตภัณฑ์อินไซเคิลของพูมาแสดงขั้นตอนที่ยิ่งใหญ่ไปสู่ การลดรอยเท้าทางสิ่งเเวดล้อมของเรา และการให้ทางเลือก
ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยินมากขึ้นแก่ลูกค้า ผลัตภัณฑ์ทุกอย่างภายในคอลเลคชั่นอินไซเคิล ได้รับรองโดยสถาบันนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ซีทูซี ภารกิจของพวกเขาคือ การบริการโครงการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง นำทางผู้ผลิตผลิตภัณฑ์
และนักออกแบบภายในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและสุขภาพดีแก่โลกของเรา ซีทูซี ได้สร้างโครงการรับรองที่ประเมินผลิตภัณฑ์ด้วยปัจจัยความยั่งยืนห้าตัว 1 การใช้วัสดุที่ปลอดภัยและสุขภาพดีทางสิ่งแวดล้อม 2 การออกแบบใช้ประโยชน์ใหม่ด้วยการรีไซเคิล 3 การใช้พลังงานหมุนเวียนและ
การรักษาระดับคาร์บอนดินและพืชพันธุ์ 4 การคุ้มครองน้ำเป็นทรัพยากรที่มีค่า และ 5 การสร้างความยุติธรรมทางสังคม คอลเลคชั่นอินไซเคิลของพูมา
สามารถถูกเเตกเป็นการใช้วงจรทางชีวภาพ หมายความว่าวัสดุที่สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ และวงจรทางเทคนิค หมายถึงวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้
พูมา ได้กระตุ้นลูกค้าให้นำผลิตภัณฑ์กลับมาเมื่อสิ้นสุดวงจรชีวัตของมัน
ด้วยการดำเนินโครงการ “นำฉันกลับมา” เพื่อที่จะป้องกันบุคคลจากโยนทิ้งผลิตภัณฑ์ลงถังขยะ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า เสื้อผ้า และเครื่องประกอบที่ใช้แล้วของตราสินค้าใดกตาม และนำมันกลับมาภายในวงจรการผลิต บริษัทได้วางถัง
ภายในร้านค้าของพวกเขาทั่วโลกทำให้มันสะดวกมากขึ้น และเพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้าต่อการริเริ่มกระทำนี้
การริเริ่มอินไซเคิลของพูมา ได้ถูกเริ่มต้นภายหลังจากพบว่า 57% ของรอยเท้าของบริษัทมาจากวัตถุดิบที่ใช้กับผลิตภัณฑ์ เช่น หนัง ฝ้าย และยาง
ด้วยเหตุนี้บริษัทมุ่งที่การเพิ่มจำนวนของผลิตภัณฑ์ผลิตจากวัสดุยั่งยืนมากขึ้น
อินไซเคิลใช้ใช้โพลีเมอร์ย่อยสลายทางชีวภาพได้ โพลีเอสเตอรรีไซเคิล และฝ่ายออร์แกนิค เพื่อที่จะกำจัดสารพิษและเคมีอันตรายอื่น
ผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสสลายทางชีวภาพของอินไซเคิล เช่น เสื้อเชิรต สามารถถูกทำลายโดยจุลินทรีย์เป็นสารทางชีวภาพได้
แฟรงซ์ คอช ซีอีโอของพูมา ได้กล่าวว่า เรารู้สึกว่าเรารับผิดชอบต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ของเรา และแนวคิดที่สร้างสรรค์นี้ภายในความยั่งยืนเป็นขั้นตอนแรกไปสู่วิสัยทัศน์ระยะยาวของเราของการใช้วัสดุและเเนวคิดการออกแบบที่สร้างสรรค์ต่อผลิตภัณฑ์ของพูมาที่รีไซเคิลภายในวงจรทางเทคนิคหรือวงจรทางชีวภาพ
รูดอล์ฟ และอดอฟ แดสสเลอร์ ได้ก่อตั้งบริษัทด้วยกันภายในห้องซักผ้าของแม่ของพวกเขาเมื่อ ค.ศ 1920 ภายในเยอรมัน
เริ่มแรกมันได้ถูกเรียกชื่อว่าแดสส์เล่อร์ บราเธอร ชู แฟคตอรี่ และได้เริ่มต้นผลิตรองเท้ากีฬา อดอล์ฟ แดรสสเลอร์ เป็นช่างฝีมือที่รอบคอบออกแบบและผลิตรองเท้า ในขณะที่น้องชายของเขา รูดอล์ฟ แดรสสเลอร์ เป็นพนักงานขายที่เชื่อมั่น เมื่อ ค.ศ 1936 รองเท้าโอลิมปิค แดรสสเลอร์ ประดับบนเท้านักกีฬาโอลิมปิคที่ชนะเหรียญทอง และธุรกิจของพวกเขาได้เจริญเติบโตทันที
เมื่อยอดขายได้เริ่มต้นเพิ่มสูงขึ้น ความตึงเครียดระหว่างสองพี่น้องได้เกิดขึ้น
สองพี่น้องได้ต่อสู้กัน
รูดอล์ฟ ได้แยกจากน้องชายของเขาที่จะก่อตั้งพูมา การเริ่มต้นการแข่งขันที่ขมขื่นระหว่างพี่น้อง อดอล์ฟ ได้ก่อตั้งอดิดาส ปีต่อมา
เมื่อ ค.ศ 1952 พูมา ได้เปิดตัวซุปเปอร์ อตอม รองเท้าฟุตบอลคู่แรกทีใช้สตัดเป็นสกูร
พูมา ก่อตั้งโดยรูดอล์ฟ แดสเล่อร์ เมื่อ ค.ศ 1948 เขาได้เรียกชื่อมันครั้งแรกว่า รูดา การวมกันของอักษรสองตัวแรกของชื่อและนามสกุลของเขา ต่อมาเขาได้เปลี่ยนชื่ออย่างรวดเร็วและเลือกชื่อ พูมา วิสัยทัศน์ของรูดอล์ฟคือ
ผลิตภัณฑ์ทุกอย่างของเขาต้องรวมคุณลักษณะของเสือพูมา ความรวดเร็ว ความเข้มแข็ง และพลัง และรองเท้าคู่แรกที่เปิดตัวคือรองเท้าฟุตบอลอตอม ภายหลังจากนั้นไม่นานนักกีฬาได้เริ่มต้นใส่พูมาภายในการแข่งขันที่สำคัญ เมื่อ ค.ศ 1952 นักวิ่ง
โจเซฟ บาร์เธล ได้ใส่รองเท้าพูมาในขณะที่เขาชนะเหรียญทองโอลิมปิคภายใน 1500 เมตร ยิ่งกว่านั้นโลโก้ของพูมาแทนความหมายเสือพูมากระโดด ความสามารถกระโดดครั้งเดียวได้สูงถึงยี่สิบฟุต โลโก้นี้แสดงความเข้มแข็ง ความรวดเร็ว และพลังที่พูมามีภายในรองเท้าของพวกเขา

เฮนเนส แอนด์ มอริทซ์ เอบี : เอช แอนด์ เอ็ม เป็นบริษัทค้าปลีกเสื้อผ้าข้ามชาติสวีเดน เสื้อผ้าฟาสท์แฟชั่นของผู้ชาย ผู้หญิง วัยรุ่น และเด็ก
เอช แอนด์ เอ็ม ดำเนินงานภายใน 74 ประเทศ ด้วยร้านค้ามากกว่า 5,000 แห่ง
พวกเขาเป็นผู้ค้าปลีกเสื้อผ้าโลกใหหญ่ที่สุดลำดับสอง ตามหลังอินดิเท็กซ์ ของสเปน บริษัทแม่ของซารา เอช แอนด์ เอ็ม ก่อตั้งโดยเออร์ลิง เพรสสัน
และบริหารโดยลูกชายของเขาสตีฟาน เพรสสัน และเฮเลนา เฮลเมสสัน
อุตสาหกรรมฟาสท์ แฟชั่น กำลังเจริญเติบโต เอช แอนด์ เอ็ม อยู่แถวหน้าของการเคลื่อนไหวนี้ บุคคลเกือบทุกคนอย่างน้อยที่สุดมีเสื้อผ้าชิ้นหนึ่งจากเอช แอนด์ เอ็ม หรืออย่างน้อยที่สุดเดินเข้าไปข้างในร้านค้าของพวกเขา เพราะว่า
พวกเขาสามารถนำเสนอขอบเขตของเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่กว้าง ณ ราคาต่ำมาก
กลุ่มเอช แอนด์ เอ็ม ได้ยื่นไปถึงผู้รักแฟชั่นทั่วโลก และได้เดินทางมาไกลนับตั้งแต่ร้านเฮนเนสแห่งแรกเปิดภายในเวสเทเรส สวีเดน ย้อนหลังไปเมื่อ ค.ศ 1947
ในปัจจุบันนี้เราได้นำเสนอแฟชั่นโลกและออกแบบภายในวิถีทางที่ตื่นเต้นและยั่งยืน เมื่อ ค.ศ 1946 ผู้ประกอบการชาวสวีเดน เออร์ลิง เพรสสัน ได้ขับรถยนต์เที่ยวภายในอเมริกา ภายในนิวยอร์ค ความคิดของการขายแฟชั่นผู้หญิง ภายในวิถีทางใหม่ได้กำเนดขึ้น เมื่อปีต่อมา ค.ศ 1947 เพรสสัน ได้เปิดร้านชุดผู้หญิงภายในเวสเตโรส สวีเดน เขาเรียกชื่อว่าเฮนเนส
ประมาณสองปีต่อมา เพรสสันได้ซื้อร้านเสื้อผ้าล่าสัตวและตกปลา ชื่อ มอริทซ์ วิดฟอรสส เมื่อเขาได้รวมกับเฮนเนส ร้านค้าได้เริ่มต้นขายเสื้อผ้าของผู้หญิงและผู้ชาย ร้านค้าใหม่ได้ถูกเรียกชื่อว่าเฮนเนส แอนด์ มอรริทซ์ – เอช แอนด์ เอม
ณ เอช แอนด์ เอ็ม เราเชื่อว่ามันไร้ความรู้สึกที่เสื้อผ้าจำนวนมากและสิ่งทอที่ทิ้งแล้วสิ้นสุดลงภายในการฝังกลบ อัพไซเคิลและในที่สุดรีไซเคิล เป็นสองของหลายวิถีทางที่จะบรรลุเป้าหมายของเราไปสู่อนาคตแฟชั่นอย่างยั่งยืน
อุตสาหกรรมแฟชั่นให้น้ำหนักมากกับทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่เอช แอนด์ เอ็ม ได้กำหนดเป้าหมายชัดเจนไปข้างหน้า ภารกิจของเราคือการใช้รีไซเคิลเท่านั้น หรือวัสดุเสาะหาอย่างยั่งยืนอื่นภายใน ค.ศ 2030
บริษัทเสื้อผ้าฟ้าสท์ แฟชั่น เอช แอนด์ เอ็ม ได้เปิดรายงานความยั่งยืน ค.ศ 2016
บริษัทได้กำหนดความผูกพันที่จะใช้รีไซเคิล 100% หรือวัสุดที่เสาะหาอย่างยั่งยืนอื่นภายใน ค.ศ 2030 และกลายเป็นภูมิอากาศบวกตลอดลูกโซ่อุปทานทั้งหมดของพวกเขาภายใน ค.ศ 2040 ในขณะที่พวกเขาไม่ได้เป็นบริษัทแรก
ที่สร้างข้อผูกพันนี้ พวกเขาเป็นตัวอย่างของแนวโน้มที่เจริญเติบโตไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์วงจรปิดหรือ แหล่งกำเนิดสู่แหล่งกำเนิดภายในแฟชั่น
เอช แอนด์ เอ็ม กำลังแนะนำคอลเลคชั่นวงจรปิด 20% ของเสื้อผ้าประกอบด้วยเส้นใยรีไซเคิล นี่เป็นขั้นตอนแรกไปสู่แหล่งกำเนิดสู่แหล่งกำเนิดภายในลูกโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแฟชั่น เพื่อที่จะสร้างความยั่งยืน เอช แอนด์ เอ็ม ได้กล่าวว่า
เราได้กำหนดวิสัยทัศน์ ณ เอช แอนด์ เอ็ม – วิสัยทัศน์ที่กล้าหาญอย่างแท้จริง – เป็นหมุนเวียน 100% มันหมายความว่าเราต้องการมีวิถีทางหมุนเวียนต่อผลิตภัณฑ์ถูกผลิตอย่างไร และจะใช้วัสดุที่เสาะหาหมุนเวียนหรือยั่งยืนเท่านั้น
เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นโมเดลเศรษฐกิจออกแบบที่จะกำจัดของเสียและรักษาทรัพยากรมีคุณค่าไว้ ภายในโมเดลนี้วัสดุไหลภายในวงกลมไม่ใช่เส้นตรง
มันไหลเวียนใหม่วัสดุที่ใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายในเศรษฐกิจหมุนวียน เรามุ่งหมายที่จะรักษาผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ และวัสดุ ให้มีประโยชน์และคุณค่าสูงสุดตลอดเวลา ของเสียจะไม่มีอยู่ภายในเศรษฐกิจหมุนเวียน

เมื่อ ค.ศ 2013 บริษัทได้แนะนำการรวบรวมเสื้อผ้า ลูกค้าสามารถหย่อนทิ้งเสื้อผ้าทุกอย่างจากตราสินค้าอะไรก็ได้ ณ ร้าน เอช แอนด์ เอ็ม ทุกแห่งทั่วโลก ร้านจะพิจารณาว่าเสื้อผ้าแต่ละชิ้นสามารถขายเป็นเสื้อผ้าใช้แล้ว เปลี่ยนแปลง
เป็นผลิตภัณฑ์อื่น หรือทำให้เป็นสิ่งทออื่นได้หรือไม่ ถ้าเราบริจาคให้ เราจะได้ส่วนลด 15% จากการซื้อของเรา
แม้ว่าบริษัทพยายามจะช่วยสิ่งแวดล้อมและรักษาตราสินค้าเป็นบวก มันไม่มีคุณค่าอะไรเลยที่บริษัทได้มองเห็นการโจมตีของการโต้แย้งและเรื่องน่าละอาย บริษัทได้ปล่อยการโมษณาของเด็กอัฟริกันใส่เสื้อกันหนาว อ่านว่า”ลิงเท่ที่สุดภายในป่า” อินเตอร์เน็ตได้วิจารณ์เอช แอนด์ เอ็ม เรียกตราสินค้าว่าเหยียดผิวและไร้ความรู้สึก เอช แอนด์ เอ็ม ได้ขอโทษต่อภาพนี้ปรากฎภายในร้านค้าออน ไลน์ ของพวกเขา บริษัทได้เอาภาพออกไป และกล่าวว่าพวกเขาได้ดึงเสื้อกันหนาวนี้ออกไปจากร้านค้าของพวกเขาทั่วโลก
ภาพได้ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางต่อการอ้างอิงเป็นลิง ลิงได้ถูกแสดงมา
ยาวนานภายในการพูดส่อเสียดทางเชื้อชาติและชาติพันธุ์
เลอบรอน เจมส์ ซุปเปอรสตาร์ เอ็นบีเอ ได้ใช้อินสตาแกรม กระเเทกไปยังเอช แอนด์ เอ็ม เมื่อผมมองภาพนี้เมื่อไร ผมมองเห็นเจ้าชายน้อย ผู้ปกครองของโลก ชาวอเมริกัน อัฟริกัน พลังสัมผัสไม่ได้ที่ไม่เคยสามารถปฏิเสธได้
เราชาวอเมริกัน อัฟริกันทุกคนต้องทำลายอุปสรรคอยู่เสมอ พิสูจน์บุคคลว่าผิด
และเเม้แต่ทำงานหนักขึ้นที่จะพิสูจน์เราเป็นส่วนหนึ่ง
เขาได้ปรับปรุงภาพการโฆษณาของเอช แอนด์ เอ็ม ตรงที่เด็กใส่มงกฏด้วยถ้อยคำพูด เจ้าชายน้อย บนหัวของเขา
เอช แอนด์ เอ็ม ได้กล่าวว่า เราเข้าใจว่าบุคคลจำนวนมากอารมณ์เสียกับภาพ
เราที่ทำงาน ณ เอช แอนด์ เอ็ม สามารถเห็นด้วยเท่านั้น เราเสียใจอย่างสุดซึ้ง
ที่ภาพได้ถูกถ่าย และเราเสียใจตีพิมพ์จริงด้วย ดังนั้นเราไม่เพียงแต่กำจัดภาพจากช่องทางของเราเท่านั้น แต่เป็นเสื้อผ้ากันหนาวจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ของเราทั่วโลกด้วย
ภายในการเผชิญกับความน่ารังเกียจทั่วโลกต่อการพังทลายของอาคารรานา พลาซ่าภายในบังคลาเทศ และความหายนะของโรงงานเสื้อผ้าอื่น เอช แอนด์ เอ็ม ผู้ผลิตเสื้อผ้าใหญ่ที่สุดภายในบังคลาเทศ ได้สัญญาที่จะจัดการสภาวะที่อันตรายภายในโรงงานทำสัญญาของพวกเขาที่นี่ เอช แอนด์ เอ็ม เป็นตราสินค้าใหญ่ที่สุดและรายเเรกได้ลงนามสัญญาภายในการปลุกของการพังทลายอาคารรานา พลาซ่า ค.ศ 2013 คนงานเสี่ยชีวิต 1,138 คน และเป็นความหายนะเสียชีวิตมากที่สุดภายในปะวัติของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าโลก ข้อตกลงเป็นสัญญาผูกพันตามกฏหมายที่รวมโรงงานมากกว่า 1,660 แห่ง ผู้ตรวจสอบอิสระได้ถูกแต่งตั้งที่จะตรวจสอบโรงงานได้ดำเนิการแผนแก้ไขภายหลังการพังทลายรานา พลาซ่า หรือไม่ แต่ลักษณะความผูกพันของข้อตกลงก้าวหน้าช้ามาก เพียงแค่โรงงานเจ็ดแห่งจาก 1, 660 ได้ดำเนิการแผนแก้ไขอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากความล้มเหลวของการทำตามข้อตกลง คนงานเสื้อผ้า 78,842 คนภายในบังคลาเทศได้ผลิตเสื้อผ้าอยู่ต่อไปแก่เอช แอนด์ เอ็ม ภายในอาคารทีไม่มีทางหนีไฟ นักวิเคราะห์ ได้เขียนภายในรายงานของสภาวะการทำงาน ณ โรงงานของซัพพลายเออร์ของเอช แอนด์ เอ็ม คนงาน ได้กล่าวว่า พวกเขาทำงานเก้าถึงสิบเจ็ดชั่วโมงต่อวัน เกินข้อจำกัดสิบสองชี่วโมงต่อล่วงเวลาของสัปดาห์กำหนดโดยเอช แอนด์ เอ็ม นอกจากนี้คนงานได้รายงานว่าคนงานที่ตั้งท้องมักจะถูกไล่ออกจากงานของเธอ เอช แอนด์ เอ็ม ไม่ได้ตอบสนองต่อข้อวิจารณ์ แต่ได้กล่าวว่ารายงานได้ยกปัญหาที่สำคัญ เอช แอนด์ เอ็ม กำลังทำงานอย่างกระตือรือร้นหลายปีที่จะช่วยทำให้สถาวะของคนงานเสื้อผ้าเข้มแข็งขึ้น และจะทำอย่างต่อเนื่อง
Cr : รศ สมยศ นาวีการ

