INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

‘70’ ปี กับการหายไปของการถกเถียงเรื่องรูปของรัฐ (Form of State)

oslo handshake

 

‘70’ ปี กับการหายไปของการถกเถียงเรื่องรูปของรัฐ (Form of State)

อาทิตย์ ทองอินทร์

ปัจจัยประการที่ 1 ถ้ามองจากข้อตกลงออสโล ฉบับปี 1993 การระบุสถานะตัวตนคู่เจรจาของข้อตกลงนี้ผมมองว่ามีนัยความหมายที่สำคัญมาก นั่นคือ ระหว่าง ‘รัฐบาล’ อิสราเอล (the government of Israel) กับองค์การเพื่อการปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Palestine Liberation Organization: PLO) ในฐานะ ‘ผู้กระทำการแทนในนาม’ คนปาเลสไตน์ทั้งหมด

ความสำคัญของนัยตรงนี้คือ มันสะท้อนว่ากระบวนการสันติภาพร่วมกันนับจากนี้จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง ‘รัฐ’ ฝ่ายหนึ่ง กับ ‘องค์กร’ ที่มิได้มีสถานะเป็นรัฐ และกำลังทำหน้าที่ตัวแทนกลุ่มชนในลักษณะราวกับกำลังเรียกร้องเอกราช หรือแบ่งแยกดินแดน

ตัวเลขที่จะช่วยทำความเข้าใจประเด็นนี้ให้ชัดขึ้น คือ  ‘70’ หมายถึงการย้อนกลับไปเมื่อ 70 ปีก่อน (ค.ศ. 1948) กล่าวคือ โดยจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่สถานะตามข้อตกลงนี้ปิดเร้นมิให้เห็นข้อเท็จจริงที่ตรงกันข้ามมากกว่า นั่นคือ จริงๆ แล้วสถานะของความเป็นรัฐอิสราเอลในตัวของมันเองก็เกิดขึ้นอย่างมีปัญหา กระบวนการสันติภาพใดๆ ที่ไม่เปิดให้กับการถกเถียงเรื่องนี้ หรือถูกครอบงำหลักด้วยประเด็นจะลากเส้นแบ่งแผนที่ออกเป็นหนึ่งรัฐ (one state solution) หรือสองรัฐ (two state solution) มันจึงติดหล่มชะงักงัน (deadlock) ด้วยแก่นแกนของปัญหาเป็นอีกเรื่องที่แม้จะใกล้เคียงแต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน นั่นคือ เรื่องการออกแบบระเบียบสังคมการเมืองใหม่ที่หนุนเสริมชีวิตที่ดีมีศักดิ์ศรีอย่างเท่าเทียมให้กับผู้คนเหนือพื้นที่ปัญหา

พูดอีกแบบคือ ข้อบกพร่องหนึ่งของกระบวนการสันติภาพนี้อยู่ที่มันวางอยู่บนการให้ความสำคัญกับ ‘พื้นที่’ มากกว่า ‘มนุษย์’ ซึ่งเรามิอาจจะปรับมุมมาหารือเรื่องนี้ได้เลย หากไม่พูดคุยกันถึงการปรับเปลี่ยนรูปรัฐของอิสราเอล ผมมีตัวอย่างรูปธรรมรองรับข้อถกเถียงนี้อยู่สองเรื่อง

1. ในเชิงของพื้นที่

แผนการของสหประชาชาติต่อดินแดนปาเลสไตน์ ตามข้อมติแห่งสมัชชาใหญ่ที่ 181 (Resolution 181) วางอยู่บนการสนับสนุนการจัดตั้งสองรัฐให้ดำรงอยู่คู่กัน คือ รัฐของชาวอาหรับ ซึ่งในที่นี้คือ คนปาเลสไตน์ กับรัฐของชาวยิว หากพิจารณาแผนที่ประกอบจะพบว่า รัฐอิสราเอลจะจัดตั้งขึ้นในพื้นที่ราว 56 เปอร์เซ็นต์ของดินแดนทั้งหมดและทอดตัวอยู่ตรงกลาง ขณะที่อีกรัฐของชนปาเลสไตน์จะจัดตั้งขึ้นบริเวณขอบฝั่งตะวันตกและตะวันออกของดินแดน โดยแยกออกเป็น 2-3 ส่วนที่มีจุดเชื่อมเพียงเล็กๆ

 

israel palestine map

แผนที่ดินแดนอิสราเอลและปาเลสไตน์ / ที่มา: occupiedpalestine.wordpress.com

 

พิจารณาแผนที่ อาณาเขต พื้นที่เช่นนี้ จะพบว่าแผนการนี้ดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะสามารถเป็นจริงได้ที่รัฐหนึ่งจะมี 2-3 ดินแดนเล็กที่แยกจากกัน และกั้นขวางด้วยผืนแผ่นดินของชนชาติปฏิปักษ์ที่เข้ามารุกรานยึดครอง

หากลองมองทาบเทียบกับกรณีของอินเดีย ที่มีการแตกออกเป็นปากีสถานตะวันตกกับตะวันออก สุดท้ายก็จะเห็นว่าต้องแยกประเทศอยู่ดี เป็นปากีสถานกับบังกลาเทศ ผมมองว่า แผนการของสหประชาชาติ รวมถึงแนวทางสองรัฐเช่นนี้ ก็จะผลักดันให้กรณีกาซ่ากับเวสต์แบงค์เดินไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่น่าจะแตกต่างกัน หรืออย่างน้อยก็คือจะเจอปัญหาในลักษณะเดียวกัน

2. ในเชิงของผู้คน

ผลที่เกิดขึ้นจากสงครามเมื่อปี 1948 นำมาซึ่งกระแสไหลบ่ารอบใหญ่ที่สุดระลอกแรกของชาวปาเลสไตน์ที่ถูกขับไล่ออกจากดินแดนตัวเองราว 700,000 ชีวิต และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันตัวเลขผู้อพยพปาเลสไตน์อยู่ที่ราว 7 ล้านชีวิตหรือมากกว่านั้น พวกเขาเรียกเหตุการณ์ในปี 1948 ว่าเหตุการณ์ ‘นักบารฺ’ (النكبة; Nakba) อันหมายถึงความหายนะ (catastrophe) และจัดงานรำลึกขึ้นทุกปี โดยหมายที่จะเรียกร้อง ‘สิทธิที่จะกลับบ้าน’ หรือ ‘สิทธิในการหวนกลับคืนสู่มาตุภูมิของตนเอง’ (Right of Return) มาโดยตลอด

ตัวเลขผู้อพยพปาเลสไตน์ข้างต้นเป็นประเด็นสำคัญ เพราะการเรียกร้องสิทธิหวนคืนกลับบ้านนั้น หมายถึงประชากรปาเลสไตน์ราว 7 ล้านคน จะกลับไปยังประเทศซึ่ง ณ ปัจจุบัน ครอบคลุมรวมถึงพื้นที่ของรัฐอิสราเอลด้วย ซึ่งอาจทำให้ชาวยิวกลายเป็นประชากรส่วนน้อยของประเทศโดยทันที

ดังนั้น ถ้าเราไม่สามารถมีกระบวนการสันติภาพที่ถกเถียงกันในเรื่องของรูปแบบ ลักษณะหน้าตาของรัฐอิสราเอลใหม่ เช่น สิทธิพื้นฐานในฐานะพลเมืองของชาวปาเลสไตน์ที่หวนคืนมาตุภูมิจะเป็นเช่นไร ระบอบการเมืองและหลักการเข้าสู่อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารจะปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องและได้สมดุลเช่นไร กระบวนการสันติภาพก็จะติดชะงัก มิอาจหาข้อยุติลงตัวได้ โดยเฉพาะในสายตานักชาตินิยมยิว ประเด็นนี้จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญแห่งความล้มเหลว และเป็นอุปสรรคสำคัญของกระบวนการสันติภาพ

‘51’ ปี กับ การยึดครองทางการทหาร

ย้อนกลับไป 51 ปี (1967) เหตุการณ์ ‘สงครามหกวัน’ ในปีนั้นนับเป็นจุดเปลี่ยนผ่านของประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในประเด็นอิสราเอล – ปาเลสไตน์ และภูมิภาคตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยโน้มนำไปสู่ความเสื่อมถอยของลัทธิชาตินิยมอาหรับ กระแสการเมืองอิสลามที่หวนกลับมาระลอกใหม่ แต่สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอคือ หลังสงครามหกวัน ณ พื้นที่ซึ่งเป็นปาเลสไตน์บวกกับอิสราเอล อาจกล่าวได้ว่า เกิดระเบียบทางการเมืองชุดใหม่เกิดขึ้น ผมเรียกว่า เป็นระเบียบทางการเมืองหลังสงครามหกวัน

ระเบียบชุดนี้วางสถานะผู้คนในพื้นที่อย่างมีลำดับชั้นสูงต่ำ โดยชาวยิวได้รับการรับประกันสิทธิ เสรีภาพ และอำนาจในฐานะพลเมืองเจ้าของประเทศ ส่วนชาวปาเลสไตน์ถูกปฏิบัติราวกับเป็นคนต่างด้าวเข้ามาขออาศัย หรือบางครั้งก็ให้รู้สึกราวกับเป็นประชากรของดินแดนอาณานิคมที่ถูกยึดครอง ระเบียบทางการเมืองหลังสงครามหกวัน จึงเป็นระเบียบของผู้ชนะสงคราม ทำให้การเจรจาหรือกระบวนการสันติภาพใดๆ คู่ขัดแย้งมิได้มีสถานะ หรือกระทั่งการยอมรับในสถานะที่เท่าเทียมกัน

ถ้าเราลองดูสถานะบุคคลของผู้คนปาเลสไตน์ในเยรูซาเลมตะวันออกในปัจจุบัน จะพบว่าพวกเขาต้องถือหนังสือพาสปอร์ตชั่วคราวของจอร์แดน แต่ไม่มีเลขประจำตัวระบุความเป็นประชาชน ส่วนที่บ้านของพวกเขาเองนั้น ชาวปาเลสไตน์จะได้ถือบัตรประจำตัวระบุที่อยู่อาศัย แต่สิทธิสถานะก็ยังห่างไกลจากสิ่งที่เรียกว่า บัตรประชาชนอยู่มาก ให้ความรู้สึกเพียงเป็นการขึ้นทะเบียนอยู่ในฐานจัดเก็บข้อมูลเท่านั้น

ขณะเดียวกัน เวลาเดินทางไปทำงานก็จะถูกตรวจตราอย่างเข้มงวดมาก ผู้คนต้องตื่นมาต่อแถวเดินผ่านช่องตรวจรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ตี 4 ราวกับกำลังเดินออกจากคุกหรือสวนสัตว์เพื่อออกสู่ข้างนอกเป็นระยะเวลาชั่วคราว สิทธิ สถานะ และศักดิ์ศรีความเป็นพลเมืองที่คลุมเครือและถูกกดทับเช่นนี้คือโจทย์สำคัญของการคิดถึงกระบวนการสันติภาพ

นอกจากนี้ หากเราพิจารณาแผนที่ จะเห็นว่าอาณาเขตของอิสราเอลก่อนและหลังปี 1967 แตกต่างกันอย่างมหาศาล หลังสงครามหกวัน กองทัพอิสราเอลสามารถยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของดินแดนที่มีปัญหา  ขณะเดียวกัน แม้กระบวนการสันติภาพจะเริ่มขึ้นในปี 1993 บนฐานข้อตกลงออสโล แต่เราก็จะเห็นรัฐบาลอิสราเอลผลักดันโครงการที่พักที่อยู่อาศัยของชาวยิวรุกขยายเข้าไปเรื่อยๆ ในเขตเวสต์แบงค์ที่ยึดครองได้ทางการทหารจากสงครามเมื่อปี 1967 นี่เป็นอีกหนึ่งปัญหาว่า กระบวนการสันติภาพจะทำอย่างไรกับชาวยิวที่ไปตั้งรกรากที่อยู่ในเวสต์แบงค์เรียบร้อยแล้ว

 

oslo handshake

ยิตซัค ราบิน, บิล คลินตัน และ ยัสเซอร์ อาราฟัต

‘23 และ 14’ ปี กับ ปัจจัยทางการเมืองภายในของทั้งสองฝ่าย

ตัวเลขชุดที่สามคือ ‘23 และ 14’ (อันหมายถึงปี 1995 และปี 2004) กล่าวคือ ข้อตกลงออสโล (Oslo Accords) ค.ศ. 1993 ในฝ่ายของอิสราเอลเองก็มีกลุ่มคนไม่น้อยที่ไม่ได้มองว่าตนได้เปรียบจากข้อตกลงชุดนี้ โดยเฉพาะยิวไซออนิสต์ (Zionism) และบรรดานักชาตินิยม ส่งผลให้ในปี 1995 หรือ 23 ปีที่แล้ว นักชาตินิยมสุดโต่งคนหนึ่งได้ทำการลอบยิงสังหารผู้นำของอิสราเอลที่ไปตกลงในข้อตกลงออสโล คือ นายกรัฐมนตรี ยิตซัค ราบิน และแรงสนับสนุนต่อกระบวนการสันติภาพได้เปลี่ยนไปในเชิงลบอย่างชัดเจน เมื่อพรรคลิคุด (Likud) ขึ้นครองอำนาจในอิสราเอล ขณะที่ในปี 2004 หรือ 14 ปีที่แล้ว ยัสเซอร์ อาราฟัต ผู้นำปาเลสไตน์ เสียชีวิตลง หนึ่งปีถัดมาก็ติดตามมาด้วยปัญหาความขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มการเมืองในปาเลสไตน์ ฟาตะห์ (Fatah) กับ ฮามาส (Hamas)

จากตรงนี้เอง จะเห็นว่าตัวแปรอีกชุดที่สัมพันธ์กับผลแห่งกระบวนการสันติภาพ ก็คือปัจจัยทางการเมืองภายในของคู่ขัดแย้ง ทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์

ในอิสราเอลเอง ต้องยอมรับว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้เป็นนักชาตินิยมสุดโต่ง และยังพอจะเป็นแรงสนับสนุนทางการเมืองต่อการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งด้วยสันติวิธี หรือการพูดคุยเจรจารอบใหม่ได้ ดังนั้น การเมืองภายในของคู่ขัดแย้งเป็นเรื่องน่าสนใจให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนมากขึ้น เพราะหากมองจากภายนอกว่า ยิวเป็นก้อนเดียวกัน เฉกเช่นกับที่เรามองยิวในอเมริกาว่าเป็นก้อนเดียวกับยิวไซออนิสต์ แต่เราก็เห็นการรณรงค์เพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์จากกลุ่มคนที่เป็นยิวในอเมริกาไม่น้อยเช่นเดียวกัน

ตรงนี้เป็นจุดบ่งชี้บางอย่างว่า ในการจะผลักดันกระบวนการสันติภาพใดๆ ก็ตาม
แรงพลังเชิงบวกอาจมาจากคนที่เรามองในเชิงอัตลักษณ์อย่างเหมารวมว่าเขาคือศัตรูก็เป็นไปได้

ถ้าเราหลุดจากภาพตรงนี้ได้ แล้วมองว่าใครที่สามารถเป็นมิตรถักทอพลังร่วมกันได้ ก็จะทำให้กระบวนการสันติภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเราสำรวจตรวจสอบและให้น้ำหนักกับมุมมองคนรุ่นใหม่ในอิสราเอลและปาเลสไตน์อย่างถี่ถ้วนมากขึ้น ก็อาจพบข้อสังเกตที่น่าสนใจ ว่าทั้งสองชนชาติน่าจะมีจำนวนคนรุ่นใหม่ไม่น้อยกำลังขบคิดเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

นักวิชาการ รวมถึงสื่อบางท่านเรียกคนรุ่นใหม่เหล่านี้ว่าเป็น ‘Oslo Generation’ อันหมายถึง กลุ่มวัยที่เกิดและเติบโตมากับความล้มเหลวของกระบวนการสันติภาพออสโล แล้วก็เกิดความท้อถอยในการที่จะเอาชนะซึ่งกันและกัน ตรงนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญที่น่าจะทำให้คู่ขัดแย้งเดินหน้าต่อไปได้

‘7’ กับระเบียบการเมืองระดับภูมิภาค

โดยทั่วไปแล้ว เราอาจจะเห็นกระแสการแสดงความรู้สึก การเรียกร้อง การจัดแคมเปญรณรงค์ และการจัดเวทีสัมมนาเกี่ยวกับความเป็นธรรมให้กับชาวปาเลสไตน์กระจายอยู่กว้างขวางทั่วทั้งโลก แต่น่าสนใจว่าทำไมมันจึงปรากฏผลที่มีพลังไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น และทำไมเราไม่เห็นการแสดงออกที่มากเพียงพอตามที่เราคาดหวังจากโลกอาหรับ

ข้อท้าทายของผมก็คือ เหตุที่เป็นดังข้างต้นก็เพราะกระแสการเห็นอกเห็นใจชาวปาเลสไตน์ที่เราเห็นอยู่มากนั้น มันบังเกิดในระดับของมวลชน ไม่ใช่ชนชั้นนำของบรรดารัฐอาหรับ ซึ่งอิสราเอลที่ผ่านมาสามารถดำรงสถานะตัวเองอยู่ได้จากการถักทอเครือข่ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคงกับบรรดาชนชั้นนำ โดยเฉพาะรัฐกษัตริย์ริมอ่าว

 

Tahrir Square on July 29 2011

การชุมนุมที่จัตุรัสตารทาห์รีร์ 29 กรกฎาคม 2011 ส่วนหนึ่งของกระแสอาหรับสปริง / photo by Ahmed Abd El-Fatah

 

ประเด็นนี้เชื่อมโยงไปที่ตัวเลขชุดสุดท้าย คือเลข ‘7’ นั่นคือ 7 ปีที่แล้ว (ค.ศ. 2011) มักถูกนับกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสอาหรับสปริง แม้ผลลัพธ์ปลายทางของปรากฏการณ์ดังกล่าวจะปรากฏออกมาหลากหลาย กระทั่งยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า ปรากฏการณ์นี้คือการเปลี่ยนผ่านของระบอบการเมืองไปสู่อะไร

แต่สำหรับผมแล้ว ปรากฏการณ์ของอาหรับสปริง มองอย่างภาพรวมที่สุด มันคือความพยายามเปลี่ยนแปลงลักษณะของระบอบการเมืองจากการเมืองชนชั้นนำ (elite politics) ไปเป็นการเมืองของมวลชน (mass politics) ที่มนุษย์สามัญชนจะถูกนับรวมส่วนเป็นตัวแสดงทางการเมืองได้บ้าง ไม่ว่าจะในรูปแบบประชาธิปไตย หรือการเมืองอิสลามก็ตาม

กระแสนี้ถ้าประสบความสำเร็จในหลายพื้นที่ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นการเมืองแบบใด มันก็จะทำให้มวลชนที่มีความเห็นอกเห็นใจกับพี่น้องปาเลสไตน์ (ซึ่งเรามองกันอย่างเร็วๆ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าน่าจะมีจำนวนเยอะพอสมควร) สามารถกำหนดชะตานโยบายทางการเมืองของประเทศตัวเองได้ อันนี้จึงเป็นผลประโยชน์สำคัญที่ทำให้ประเทศอย่างอิสราเอล รวมถึงอเมริกานั้น ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคาบสมุทรอาหรับ

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นตัวอย่างในหลายเหตุการณ์ เช่น การที่สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนค้ำยันซาอุดีอาระเบียอย่างหนักแน่น ทั้งในการก่อสงครามที่เยเมน มาจนถึงกรณีสังหาร จามาล คาช็อกกี เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะรักษาระเบียบการเมืองระดับภูมิภาคให้อยู่ในร่องรอยของยุคก่อนอาหรับสปริง คงไว้ซึ่งเสถียรภาพในอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำที่เป็นพันธมิตรกับอเมริกา และอยู่ในเครือข่ายความสัมพันธ์กับอิสราเอล พร้อมกับปิดล้อมป้องกันโอกาสการลุกฮือของมวลชนที่ต่อต้านตะวันตกและมีความรู้สึกร่วมกับพี่น้องปาเลสไตน์ ระเบียบดังกล่าวจึงเป็นระเบียบที่ช่วยค้ำยันสถานะอันมั่นคงให้กับอิสราเอล

ดังนั้น ผมคิดว่าสุดท้ายแล้วถ้าจะถามว่าบรรดารัฐในตะวันออกกลางจะมีส่วนร่วม หรือจะสนับสนุนคนปาเลสไตน์ได้มากเพียงใด รวมไปถึงรัฐที่ไม่ใช่รัฐมุสลิม ไม่ใช่รัฐในตะวันออกกลาง เช่น ประเทศไทย หรือว่าประเทศอื่นๆ จะสามารถ ‘ทำเรื่องราวให้ถูกต้อง’ ได้มากเพียงใด ก็จำเป็นจะต้องมองข้ามผลประโยชน์แห่งชาติแบบคับแคบ ไปยังผลประโยชน์ร่วมในระดับโลก ซึ่งเป็นเรื่องระยะยาว ประเด็นนี้ผูกติดอยู่กับความเป็นธรรม และเกี่ยวกระทบกับระเบียบโลกที่อาจจะสั่นคลอนลงในอนาคต หากทุกฝ่ายเพิกเฉยกับการกระทำอันอธรรมดิบเถื่อนละเมิดกติกา

เพราะสุดท้ายเราจะอยู่ในโลกที่ไม่อาจเชื่อถืออะไรได้อีกเลย สิ่งที่จะเป็นกฎกติกาเดียวของโลกในวันนั้น คือ ‘กฎแห่งป่า’ (law of jungle) ที่สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก กำลังอำนาจคือเครื่องชี้ขาดตัดสิน ซึ่งจะทำให้การอยู่ร่วมกันในอนาคตระยะยาวเป็นไปได้ยากกันหมดทั้งโลก

การชวนมองวิสัยทัศน์ระยะยาวแบบนี้ผมไม่แน่ใจว่าจะเพียงพอต่อการโน้มน้าวให้ประเทศต่างๆ เกิดแรงจูงใจและตระหนักเห็นผลที่จะร่วมช่วยสนับสนุนคลี่คลายประเด็นปาเลสไตน์ให้ถูกต้องได้หรือไม่กระบวนการสันติภาพคงต้องลองเสี่ยงฝากแขวนไว้กับทุกท่าน ในฐานะมนุษย์ที่อยู่ร่วมในบ้านหลังใหญ่ซึ่งเรียกว่าโลกใบนี้

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *