INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ถึงอย่างไรไทยก็ต้องพึ่งแรงงานเมียนมา

611B2CA656BD4A7CAD365F8F6FA8CBD7

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

ถึงอย่างไรไทยก็ต้องพึ่งแรงงานเมียนมา

 

ไม่แปลกใจครับ ที่เวลานี้ แม้การแพร่ระบาดของ”โควิด 19” ในไทย ยังไม่บรรเทาเบาบางลงสักเท่าไร แต่แรงงานจากชาติเพื่อนบ้าน ส่วนใหญ่จากเมียนมา ก็ยังนิยมลักลอบเข้าไทยย่างสม่ำเสมอ มิได้ขาด

จะดักจับอย่างไร ลงโทษอย่างไร ก็ไม่เคยเข็ดหลาบ

จึงไม่แปลกใจเลย ที่จะพบแรงงานเมียนมา ได้แทบจะทุกๆที่ แทบในทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะที่ปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร ร้านกาแฟสด ร้านขายของชำ รวมทั้งแผงตลาดสด เพราะจ่ายค่าแรงถูก ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำมาตรฐานของไทยเรา ซึ่งอยู่ที่ระหว่าง ๓๑๓ บาทต่อวัน(เช่นที่ยะลา)ต่ำสุด ถึง ๓๓๖ บาทต่อวัน(เช่นที่ภูเก็ต)สูงสุด

สำหรับค่าแรงขั้นต่ำมาตรฐานในเขตกทม. อยู่ที่ ๓๓๑ บาทต่อวันครับ

ดังนั้น แรงงานขั้นต่ำสำหรับชาวต่างชาติถูกกฎหมาย จึงจะได้รับค่าตอบแทนน่าพึงพอใจ โดยเฉพาะในสมุทรปราการและสมุทรสาคร(๓๓๑ บาทต่อวัน) สมุทรสงคราม (๓๒๓ บาทต่อวัน) พร้อมได้รับสิทธิ์การดูแลสุขภาพ การรักษาพยาบาล เหมือนอย่างคนไทยทั่วไปด้วย

ดังนั้น เมืองไทยจึงเป็นสวรรค์ของแรงงานต่างชาติ เมื่อเทียบกับค่าตอบแทนการทำงานในชาติของเขา

แต่สำหรับแรงงานนอกกฎหมาย ไม่มีที่ไหนในเมืองไทย จะจ่ายค่าแรงให้เกินกว่า ๓๐๐ บาทต่อวันหรอกครับ

กระนั้น แรงงานผิดกฎหมาย ก็ยังหลั่งไหลเข้ามาไม่ยอมหยุด แม้การลักลอบเข้า จะต้องติดสินบนหัวละไม่น้อย ตามที่เป็นข่าว

ในขณะที่แรงงานไทย กลับนิยมไปทำงานในประเทศอื่นที่เสนอเงินเดือนสูงๆ ไม่ต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป เช่นที่อิสราเอล ไต้หวันและเกาหลีใต้ เป็นต้น

ส่วนสวรรค์แรงงานตะวันออกกลางนั้นกลายเป็น”สวรรค์มืด”ไปเลย หลังจากความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับซาอุดีอาระเบีย ต้องตกต่ำลงเพราะคดี”เพชรซาอุฯ”เป็นต้นมา ชาติอื่นๆแถวนั้น พลอยไม่ค่อยอยากได้แรงงานไทยไปด้วย

ย้อนกลับมาพิจารณาสถานะแรงงานไทยปัจจุบัน ที่น่าตกใจก็คือ จากความกดดันของโรค”โควิด 19” ส่งผลให้ธุรกิจปิดงานไปเป็นจำนวนมาก ทำให้มีคนไทยตกงานสะสมอยู่ที่ราว ๙๐๐,๐๐๐ คน(ตัวเลขของสภาพัฒน์ฯ)ในเวลานี้

สถานการณ์ที่แย่ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ คนไทยที่ว่านี้ไม่ยอมทำงาน ประเภทที่แรงงานผิดกฏหมายยอมทำ

แต่ยินดียอมตกงาน อยู่เฉยๆ มากกว่า ที่จะไปทำงานพวกนั้น ด้วยหวังให้รัฐคอยช่วยหลือ ด้วยเงินให้เปล่าเป็นครั้งคราว

ข้อเท็จจริงที่พึงระวังก็คือ แรงงานไทยเหล่านี้มีแนวโน้ม ที่จะก่อปัญหาอื่นๆ(ที่ยังไม่อาจชี้ให้เห็นชัดๆ)ตามมา หากยังคงตกงานกันต่อเนื่อง หาทางแก้ไขไม่ได้ ด้วยการฟื้นตำแหน่งงานเดิมๆให้ ทั้งนี้ ด้วยความหวังว่าการแพร่ระบาดของ“โควิด 19” จะบรรเทาลงในไม่ช้า

แต่มองไปแล้วจาก”ฉากทัศน์”ทั่วไป ยังไม่น่าจะเป็นจริง

เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจไทย สำนักข่าว “อัลญะซีเราะห์”(หรือที่เราคุ้นเคยกันในนาม “อัลจาซีรา”) รายงานในแง่ดีว่า

“ราชอาณาจักรไทย เป็นชาติที่ถือได้ว่า มีเศรษฐกิจโตเป็นที่ ๒ ของชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งๆที่ปีที่แล้วเศรษฐกิจหดตัวสูงสุดนับแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา  ขณะนี้ไทยพยายามฟื้นคืนตัวใหม่ หลังทำสงครามยื้อยุดหมายขจัด“โควิด 19” จึงจำเป็นที่จะต้องได้มา ซึ่งแรงงานราคาถูกจากเมียนมา กัมพูชาและลาว

แต่การได้มาซึ่งแรงงานดังกล่าว เป็นเรื่องซับซ้อน กลัวว่า การเข้ามาของแรงงาน ที่ไร้การควบคุม จะยิ่งเพิ่มการแพร่ระบาด จึงส่งผลให้ต้องปิดประเทศอีกครั้ง

แรงงานเหล่านั้น หลบหนีจากธุรกิจที่อาศัยแรงงานอพยพและยังรอทำงานอยู่ข้างนอกเพื่อดูสภาวะไวรัส หรือไม่เช่นนั้น ก็จะต้องเลือกเอาแรงงานที่ลักลอบเข้าผิดกฎหมาย”

มีแรงงานอยู่รายหนึ่งบอกกับ”อัลญะซีเราะห์”ว่า “เราไม่มีเอกสาร กลัวที่จะต้องลงทะเบียน ถ้าหากเราจะต้องถูกไล่ออก” แรงงานรายนี้ เป็นแรงงานผิดกฎหมายประจำร้านอาหารแห่งหนึ่งใน กทม.

เขาเล่าว่า เพื่อนบางคนถูกจับครั้งแล้วครั้งเล่า ระหว่างหลายเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากร้านอาหารที่ทำงานอยู่เปิดเกินเวลา แต่เกือบจะทุกคนก็กลับไปทำงานได้ หลังเจ้าของร้ายไปเสียค่าประกันตัวกับตำรวจ

เขาบอกด้วยว่าเวลานี้ เจ้าของธุรกิจจ้างทุกคน จะถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่ถูกต้อง ก็จ้าง เพราะถ้าไม่มีคนงาน ทุกอย่างก็จะพินาศหมด

ปัจจุบันไทยมีแรงงานอพยพที่จดทะเบียนถูกต้องราว ๒.๓ ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมา ทั้งนี้จากตัวเลขขององค์กรแรงงานสากลสหประชาชาติเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

แต่ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการมีมากกว่านั้น ถือเป็นแรงงานใต้ดินที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อ

ส่วนใหญ่ของแรงงานเหล่านี้อยู่ในภาคการเกษตร ทั้งนี้ จากการเปิดเผยของ”ธนิต โสรัตน์”รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เขายืนยันว่าเฉพาะในภาคการเกษตรมีแรงงานอพยพ ระหว่าง ๗๐๐,๐๐๐ คนถึงหนึ่งล้านคน

เมื่อพูดถึงสถานการณ์ในเมียนมา “หมิ่นทุน” ตัวแทนกลุ่มกฎหมายคุ้มครองเครือข่ายแรงงาน บอกว่านับแต่การยึดอำนาจเป็นต้นมา สถานการณ์ย่ำแย่มาก ผู้คนจึงพากันแห่มาไทย เพราะรู้ว่ามาแล้ว ไม่อดตาย แม้จะได้งานทำที่ไม่ดีนัก ในเมียนมาเอง ไม่มีอะไรที่เป็นจริงอีกต่อไป

ครับ ต้องขอขอบคุณ”อัลญะซีเราะห์”ที่ทำข่าวในด้านบวกให้เมืองไทยเที่ยวนี้ อีกครั้ง

และขอบคุณผู้เขียนรายงานใน”อัลญะซีเราะห์”คือ”วิจิตรา ดวงดี”ที่ช่วยเขียนเผยแพร่ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้

ได้ยินมาว่า เธอมีผลงานหลากหลายน่าชมเชย เกี่ยวกับการรายงานสถานการณ์ อันเป็นข้อเท็จจริง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผ่านๆมา

เอาเป็นว่า ต่อนี้ไป ผมจะไม่ออกปากขับไล่ คนงานเมียนมาอีกแล้วละครับ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *