INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สหรัฐฯกับพลังอำนาจของสื่อสารมวลชน

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

สหรัฐฯกับพลังอำนาจของสื่อสารมวลชน

ในปัจจุบันแม้สหรัฐฯจะถูกท้าทายอำนาจจากการรวมพลังกันของรัสเซียและจีน แต่สิ่งหนึ่งที่สหรัฐฯยังครองความเป็นผู้นำอยู่ ซึ่งอาจจะต่อต้านหักล้างความเป็นผู้นำได้ง่าย ๆก็คือพลังอำนาจในบริบทของสื่อสารมวลชน แม้ว่าโครงสร้างของสื่อสารมวลชนในสหรัฐฯ จะค่อนข้างหลากหลาย แต่ก็มีลักษณะเฉพาะที่อาจจัดเป็นลักษณะร่วมได้

            ประการแรกสื่อสารมวลชนของสหรัฐฯไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ หรืออิเล็กทรอนิกส์ ต่างมีพื้นฐานเป้าหมายทางธุรกิจ และเป็นของเอกชนทั้งหมด โดยไม่มีสื่อสารมวลชนเป็นของรัฐเลย ยกเว้นการสื่อสารไปยังประเทศอื่นๆเพื่อการโฆษณาชวนเชื่ออย่าง Voice or America (VOA) หรือสถานี้วิทยุ Radio Marti และสถานีโทรทัศน์ Marti Television

ส่วนที่เหลือทั้งหมดนั้นเป็นของเอกชน ที่มีเป้าหมายทางการค้าและมุ่งหวังกำไร ถ้าไม่สามารถหารายได้หรือทำกำไรได้เพียงพอก็จะต้องหยุดกิจการ หรือขายเปลี่ยนเจ้าของ

ทั้งนี้การดำเนินการของสื่อสารมวลชนของสหรัฐฯยังได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญในเรื่องเสรีภาพของการพูดการแสดงความคิดเห็น ดังนั้นสื่อจึงเป็นเงื่อนไขของสภาพการณ์สำคัญในการมีชีวิตปกติของสังคม และถือว่าสื่อสารของมวลชนมีสถานภาพเป็นผู้ปกป้องระบอบการปกครองประชาธิปไตย ทว่าในขณะเดียวกันสื่อสารมวลชนก็มีพลังในการชี้นำความคิดของสาธารณะ จึงได้รับสมญานามว่า “อำนาจที่ 4” ซึ่งในสังคมไทยจะเรียกว่า “ฐานันดรที่ 4”

อนึ่งชาวอเมริกันได้ถือเป็นหลักการในระบอบประชาธิปไตยว่าฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการตรวจสอบ ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ส่วนสื่อสารมวลชนตรวจสอบทั้งหมด

            อนึ่งในสหรัฐฯไม่มีกฎหมายพิเศษที่จะควบคุมสื่อ แต่ก็มีปัจจัยบางประการที่จะจำกัดเสรีภาพนั้น ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือการตรวจสอบกันเองทั้งภายในของสื่อและระหว่างสื่อ แต่ที่สำคัญยิ่งการตรวจสอบโดยตลาด นั่นคือยอดขาย การกดดันจากเจ้าของและสำนักพิมพ์ ดังนั้นการตรวจสอบเบื้องต้นจึงอาจเกิดขึ้นได้ที่กองบรรณาธิการนั่นเอง

อย่างไรก็ตามได้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายบริหารกับสื่อ ที่ปรากฏเป็นข่าวที่ดังมากคือ กรณี “เอกสารเพนตากอน” เมื่อค.ศ.1971 ซึ่งเอกสารของกระทรวงกลาโหมนี้เป็นเอกสารลับที่รั่วออกมา และหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ ตามด้วยวอชิงตันโพสต์ ได้นำมาลงตีพิมพ์ โดยอ้างอิงจากเอกสารดังกล่าวที่เชื่อมโยงไปสู่เบื้องหลังสงครามเวียดนาม ซึ่งเปิดโปงนโยบายรุนแรงของรัฐบาลสหรัฐฯ หนังสือพิมพ์ทั้ง 2 ฉบับได้รับเอกสารจากนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานในกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งเข้าร่วมในโครงการได้นำสำเนาเอกสารและส่งต่อให้กับสื่อ ทำให้ประธานาธิบดีนิกสัน โกรธมาก ฝ่ายบริหารจึงทำเรื่องขึ้นศาล เพื่อให้ศาลสั่งยุติการตีพิมพ์ แต่ศาลสูงสุดสหรัฐฯวินิจฉัยด้วยคะแนนเสียงข้างมากว่ารัฐบาลสหรัฐฯมิได้นำเสนอข้อโต้แย้งที่เพียงพอในการที่จะทำให้ศาลสั่งระงับการพิมพ์

อีกกรณีที่เป็นเรื่องอื้อฉาวไปทั่วโลก คือ การเผชิญหน้ากันระหว่างสื่อ และทำเนียบขาว  กรณี “วอเตอร์เกท” ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงหาเสียงเลือกตั้งปีค.ศ.1972 หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ได้ขุดค้นข้อมูลที่มีความพยายามนำเครื่องดักฟังเข้าไปติดตั้งในสำนักงานใหญ่ของพรรคเดโมแครต ซึ่งอยู่ในโรงแรมวอเตอร์เกท ในนครวอชิงตัน จากการสืบสวนของโพสต์พบว่า อาชญากรรมนี้เกี่ยวโยงไปถึงผู้นำพรรครีพับลิกัน และทำเนียบขาว

นอกจากนี้ยังพบว่ามีการละเมิดหลักกฎหมายหลายประการ เช่น การติดสินบน การให้การเท็จ และการข่มขู่ ผลสุดท้ายประธานาธิบดีนิกสัน ซึ่งกำลังถูกดำเนินการถอดถอนด้วยคดีวอเตอร์เกต จำต้องลาออกในเดือนสิงหาคม 1974 ในขณะที่กระแสสังคมกดดันอย่างหนัก

            ในปัจจุบันนี้เราคงจะจำได้ถึงเรื่องฉ้อฉลที่ถูกนำมาเปิดเผยในอินเตอร์เน็ตโดย Wikleaks ที่เปิดเผยถึงอาชญากรรมในสงครามอาฟกานิสถานโดยทหารสหรัฐฯ และนำเสนอเอกสารทั้งของกระทรวงกลาโหม และกระทรวงการต่างประเทศที่รับรู้รับเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว แต่มีการสั่งการให้ปกปิดไว้เพราะเกรงจะเกิดผลกระทบต่อรัฐบาลสหรัฐฯ

แต่การเปิดเผยดังกล่าวทำให้จูเลียน อัสซานจ์ ต้องถูกกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีข้อหาจารกรรมและมีโทษจำคุกนับร้อยปี หรือถึงขั้นประหารชีวิต จนจูเลียน อัสซานจ์ ต้องหนีภัยไปหลบอยู่ในสถานทูตเอควาดอร์ แต่ทางการสหรัฐฯ โดยการสมคบกับรัฐบาลอังกฤษ และการสมยอมของประธานาธิบดีเอกวาดอร์ก็นำกำลังเข้าไปจับกุมในสถานทูตหลังลี้ภัยนับสิบปี แม้ว่าในระหว่างการไต่สวนเพื่อส่งตัวอัสซานจ์กลับสหรัฐฯ ก็มีข่าวจากสำนักอัยการว่าพยานปากเอกที่กล่าวโทษอัสซานจ์นั้นสารภาพว่าให้การเท็จ ขณะนี้คดียังไม่สิ้นสุด แต่ก็เป็นตัวอย่างของการคุกคามสื่อของรัฐบาลอันเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ

นอกจากเสรีภาพของสื่อและการมีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไรของสื่อสหรัฐฯแล้ว ลักษณะตลาดของหนังสือพิมพ์หรือสื่อสารมวลชนอื่นๆ เช่น โทรทัศน์ก็มีรูปแบบโน้มเอียงไปในทางการผูกขาด

ดังจะพบว่าจำนวนหนังสือพิมพ์รายวันที่แข่งขันกันตามเมืองต่างๆ มีจำนวนลดลงอย่างมาก จำนวนเมืองที่มีหนังสือพิมพ์แข่งขันกันก็ลดลงเช่นกัน

กระบวนการที่ชี้นำไปสู่การรวมศูนย์มากขึ้นนี้ มิได้เกิดเฉพาะหนังสือพิมพ์ หรือสำนักพิมพ์ แต่เกิดขึ้นทั้งระบบของบริษัทที่ทำธุรกิจด้านนี้ เราจึงมีเหตุผลที่จะต้องพึงระมัดระวังในการรับข้อมูลข่าวสาร

1.มหาเศรษฐีเป็นผู้กำหนดวาระและเรื่องราวที่จะนำเสนอ

ดังนั้นใครที่เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ก็จะเป็นผู้กำหนดว่าจะนำเสนอข่าวอะไร จะนำเสนออย่างไร ครอบคลุมแต่ไหน ซึ่งปรากฏว่าหนังสือพิมพ์ในสหรัฐฯ และอังกฤษมีแนวโน้มที่จะถูกกำกับโดยนายทุนใหญ่

2.รายได้จากการโฆษณาของบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์เป็นตัวกำกับเนื้อหา ทั้งนี้เพราะสื่อสิ่งพิมพ์อาศัยรายได้หลังจากการโฆษณา ซึ่งทำรายได้กว่า 50% เมื่อเทียบกับรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์

3.ผู้บริหารหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่จะเป็นคนผิวขาวที่มีการศึกษาสูง ซึ่งจบจากสถานศึกษาเอกชนที่มีคุณภาพระดับโลก โดยได้มีการวิจัยพบว่าผู้ที่จบการศึกษาจากโรงเรียนเอกชนชั้นสูงและมหาวิทยาลัยเอกชนระดับสูงของโลก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในการเข้ามาบริหารหนังสือพิมพ์ ส่วนหนึ่งก็คงโยงใยไปถึงการเป็นเจ้าของโดยมหาเศรษฐี

4.การแทรกแซงทางการเมืองในสื่อที่ควรจะเป็นกลาง พบว่าข้อมูลข่าวสารที่นักหนังสือพิมพ์ได้รับ กับข้อมูลเบื้องลึกมีโยงใยไปสู่การเมือง ซึ่งบริษัทเจ้าของหนังสือพิมพ์สมยอมเพื่อผลประโยชน์ ซึ่งมีตัวอย่างที่ชัดเจนอันอาจนำมากล่าวอ้างได้ก็คือ ข่าว Brexit ข่าวสงครามอิรัก อาฟกานิสถานและข่าวการทารุณ เช่น ฆ่าชาวปาเลสไตน์ โดยรัฐบาลอิสราเอล

5.การปฏิบัติการของหน่วยข่าวที่เข้ามาแทรกแซงสื่อและทำ IO ทำให้เกิดความสับสนในการนำเสนอข่าวที่ไร้ที่มาหรือมีที่มาคลุมเคลือไม่ว่าจะเกิดจากทฤษฎีสมคบคิด หรือการปล่อยข่าวโดยหน่วยข่าวของรัฐบาล ทหาร หรือตำรวจ ทำให้การนำเสนอข่าวบิดเบี้ยวอันมาจากการแทรกซึมนี้

เรื่องราวที่เปิดเผยโดยอดีตลูกจ้าง CIA เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน เป็นบทพิสูจน์ได้อย่างดีถึงความร่วมมือระหว่างสายลับสหรัฐฯ อังกฤษ GCHQและ NSA ในการล้วงลึกข้อมูลส่วนบุคคล และการดำเนินการกำกับควบคุมและบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือจากการเผยแพร่ข่าว บนพื้นฐานความหลอกลวงด้วยยุทธวิธีต่างๆ

สิ่งเหล่านี้ควรนำมาพิจารณาสื่อไทยในปัจจุบันว่าได้ทำหน้าที่สมเป็นฐานันดร 4 หรือไม่ หรือจะคิดกันว่าเราเป็นประเทศด้อยพัฒนา มันจึงควรจะแย่กว่านี้อีก

 

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com