INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ปูติน กับ ทรัมพ์ ใครโกหกเก่งกว่ากัน

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

ปูติน กับ ทรัมพ์ใครโกหกเก่งกว่ากัน

ผมเพิ่งจะมาตระหนักว่าพวกนักการเมืองระดับโลก ดูน่าเคารพนับถือ บางทีก็โกหก พูดจากลับกลอก หลอกลวง อย่างไร้เกียรติเหมือนกัน

ถ้าการโกหกหลอกลวงนั้นก่อประโยชน์ต่อพวกเขา ส่วนจะเกิดโทษต่อผู้อื่นอย่างไร หรือไม่แค่ไหนนั้น”ช่างหัวมัน”

คงจะจำกันได้ว่าเมื่อครั้งที่”โดนัลด์ ทรัมพ์”ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ เขาโกหกไฟแล่บอย่างไร

แปลกไหมเล่าครับ คนอเมริกันพากันเชื่อคำโกหกของเขาค่อนประเทศ เกือบทำให้เขาชนะเลือกตั้งอีกครั้ง และถ้าชนะก็คงจะพาให้ชาติสหรัฐ ฉิบหายและขายหน้า ไปกว่านี้อีกเยอะ

แม้เลือกตั้งเสร็จแล้ว เขาแพ้เลือกตั้ง ก็ยังพยายามโกหกกับชาวบ้านร้านตลาดต่อไปว่า“โจ ไบเดน”ต่างหากที่แพ้ ด้วยการพยายามใช้เครื่องไม้เครื่องมือทางการเมืองที่เขามีอิทธิพลเหนือ ในระดับท้องถิ่น เสาะหาตัวเลขที่ตกหล่นในการนับคะแนน มายืนยันให้ได้ว่า ยังไงๆเขาก็ชนะเลือกตั้ง

แต่ไม่มีใครยอมเล่นกับเขาด้วย

ในที่สุดเขาใช้”ไม้ตาย”ปลุกระดมพวก”ขวาตกขอบ”คลั่งชาติ เข้าขัดขวางการนับคะแนนเลือกตั้งรอบสุดท้ายของสภาผู้แทนราษฎร ก่อจลาจลและเข้าทำลายตึกรัฐสภา ขัดขวางการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

เดชะบุญที่รองประธานาธิบดี”ไมค์ เพนซ์“ไม่เล่นด้วย ในที่สุดผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ การนับคะแนนยืนยันเป็นการชี้ขาดว่า “โจ ไบเดน”ต่างหาก ที่ชนะเลือกตั้ง

นักการเมืองอย่าง”โดนัลด์ ทรัมพ์” ประเภทแพ้ไม่เป็น จึงนับเป็น”ตัวร้ายทางการเมือง”ชนิดที่ยากจะหาได้

“แดเนียล เนล” นักวิเคราะห์ของ ซีเอ็นเอ็น ได้ติดตามสรุปพฤติกรรมโกหกของ”โดนัลด์ ทรัมพ์”ระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเอาไว้รวม ๑๕ ข้อด้วยกัน ดังต่อไปนี้

หัวข้อที่ ๑ เป็นหัวข้อที่โกหกบ่อยที่สุด ว่าด้วยสภาวะอากาศ คือ“ฝนไม่ตกในวันที่เขาสาบานตน”(เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ)เมื่อสี่ปีกว่าที่ผ่านมาแล้ว

อันที่จริงแล้ว ฝนตกในช่วงที่เขากล่าวคำปราศรัยเลยละ แต่“ทรัมพ์”บอกกับฝูงชนที่ไปชุมนุมแสดงความยินดีว่า

“ฝนไม่เคยมา”พอเขาพูดจบ แล้วเดินเข้าข้างใน ปรากฏว่าฝนกระหน่ำลงมาราวฟ้ารั่ว ชาวบ้านชาวช่องและแขกเหรื่อ ก็เปียกปอนสิครับ

นี่เป็นครั้งแรกที่”ทรัมพ์”โกหกต่อสาธารณชน เมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

หัวข้อที่ ๒ เป็นโกหกที่อันตรายที่สุด คือคำพูดที่ว่า “สามารถควบคุมไวรัส(“โควิด 19”)เอาไว้อยู่”

ซึ่งก็เหมือนกับการโกหกในครอบครัว ในหลายรูปแบบ เช่นว่า ”ไวรัสก็เหมือนโรคหวัด” หรือที่ว่า”ไวรัสสามารถควบคุมได้”หรือที่ว่า”ไวรัสหายไปแล้ว ไม่มีแล้ว” คล้ายๆ กับจะแนะนำให้ชาวอเมริกัน ไม่ต้องปรับตัวอะไรจากพฤติกรรมปกติ จึงปรากฏว่าระหว่างหนึ่งปีที่เกิดวิกฤติไวรัส มีคนอเมริกันตายไปถึง ๓๘๖,๐๐๐ ราย

หัวข้อที่ ๓ เล่าตำนานโกหกเผชิญภัย ในการส่งสัญญานเตือน

เมื่อปี ๒๐๑๙ “ทรัมพ์”ทวีตเตือนว่า”อลาบามา”เป็นรัฐหนึ่งที่สุ่มเสี่ยงสูงจากภัยพายุ”เฮอร์ริเคน ดอเรียน”ซึ่งจะต้องรุนแรงยิ่งกว่าการเตือนครั้งแรก

จากนั้นทวีตของสำนักงานอากาศแห่งสหพันธ์กลับแถลงอีกทางว่า อันที่จริงแล้ว”อลาบามา”ไม่ได้รับกระทบใดๆ จากพายุเลย

ที่จริง กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ที่ทำเนียบขาวจะแก้ไขง่ายๆโดยเร็ว แต่”ทรัมพ์”กลับไม่ประสงค์ที่จะยอมรับความผิดพลาดนี้ตามเนื้อผ้า ทว่าเขากลับเพิ่มรณรงค์ไปในเชิงตลก แทนที่จะพิสูน์ว่าการทวีตครั้งแรกของเขาไม่ถูกต้อง แม้ภาพภูมิพายุที่นำออกมาแสดงประกอบจะขัดแย้งกับตำนานโกหก

หัวข้อที่ ๔ กรณี”ลูกเสือ”นับเป็นการโกหกที่โง่เขลาที่สุด

เมื่อผม(“แดเนียล เดล”)ส่ง”อีเมล์”ไปถึง”ลูกเสือแห่งอเมริกา”ปี ๒๐๑๗ (ในกรณีที่”ทรัมพ์”อ้างว่า หัวหน้าลูกเสือโทรบอกกับเขาว่า การปราศรัยทางการเมืองอันน่าพิศวงของเขา ณ ที่ประชุมลูกเสือแห่งชาติ เป็นคำปราศรัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อพวกเขา)นั้น

“ผม(แดเนียล เดล”)ไม่คาดว่าจะได้รับคำตอบ” เพราะสิ่งยากที่สุดในการตรวจสอบความจริงเกี่ยวกับ”ทรัมพ์”ก็คือคนที่”ทรัมพ์”โกหกใส่ ไม่คิดว่าพวกเขาควรจะให้ความสนใจอะไรต่อการที่จะนำเอาความนั้น ไปอ้างหรือเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อหักล้าง”ทรัมพ์” แต่ลูกเสือแห่งชาติ(แหล่งข่าวระดับอาวุโส)กลับให้คำตอบนั้น ..เป็นถ้อยคำที่ผมในฐานะนักข่าวการเมืองในกรุงวอชิงตัน ดีซี.ไม่คิดจะพิมพ์เผยแพร่..”

”แหล่งข่าวยืนยันกับผมว่า การโทรนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”

หัวข้อที่ ๕ หนึ่งในโกหกสร้างความแปดเปื้อน ซึ่งน่าเกลียดที่สุด ก็คือกรณที่กล่าวหา”อิลฮาน โอมาร์”(ส.ส.รีพับลิกัน)สนับสนุน”อัล กออิดะห์”

ในงานหนึ่งที่ทำเนียบขาวในปี ๒๕๖๓ “ทรัมพ์”บิดเบือน คำพูดของเธอเมื่อปี ๒๕๕๖ โดยอ้างว่าเธอชี้ชวนให้เขาเชื่อว่าสมาชิกพรรคเดโมแครตแห่งรัฐมินเนโซตา แสดงความเห็นสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย”อัล กออิดะห์”

หลายเดือนหลังจากนั้น”ทรัมพ์”ก็ยังคงพูดซ้ำๆเช่นนี้อีกในการโจมตี”โอมาร์”

หัวข้อที่ ๖ การโกหกที่น่าเบื่ออย่างต่อเนื่องก็คือ “สหรัฐเคยเสียเปรียบดุลการค้าจีน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ”

ตามปกติ”ทรัมพ์”มักชอบพูดจาเกินจริง ไม่ชอบตัวเลขที่ตรงไปตรงมาแต่จะใช้ตัวเลขเกินจริงเสมอ คงจะคิดว่ามัน”เว่อร์”ดี

เอาเป็นว่าเขาพูดไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ครั้งก่อนขึ้นเป็นประธานาธิบดีว่าสหรัฐเสียเปรียบดุลการค้าจีนปีละ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ตัวเลขจริงๆ จะไม่ถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐก็ตามที

หัวข้อที่ ๗ ชอบใช้มุขตลกเพื่อสร้างความบันเทิง มักเป็นมุขที่ใช้ผู้ชายเป็นสื่อ หรือไม่ก็พูดถึงอะไรที่ใหญ่โต แน่ละจะต้องเป็นกรรมกรที่ทำงานหนัก ประเภทที่เดินมาหา”ทรัมพ์”พร้อมด้วยน้ำตารื้นด้วยความซาบซึ้งใจ…..แม้จริงๆ แล้วเรื่องที่สร้างมุขเช่นนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย การเล่าเรื่องเช่นนี้ นับเป็นการเล่นละคร อันเป็นศิลปการแสดงอย่างหนึ่ง

หัวข้อที่ ๘  การโกหกคำโต(เมื่อจำเป็น) นั่นก็คือกรณีที่“ทรัมพ์”อ้างว่าไม่เคยรู้เรื่องการจ่ายเงินค่าบริการทางเพศแก่ดาราหนังโป๊”สตอร์มี แดเนียลส์”ดังที่เขาบอกกับกลุ่มนักข่าวเมื่อปี ๒๐๑๘ บนเครื่องบิน”แอร์ฟอร์ซ วัน”ว่าไม่รู้เรื่องการจ่ายเงิน ๑๓๐,๐๐๐ เหรียญและไม่เคยรู้ว่าทนายส่วนตัวของเขา(ไมเคิล โคเฮน)เอาเงินที่ไหนไปจ่าย ซึ่งเป็นการโกหกที่กล้าหาญมาก ข้อเท็จจริงก็คือ เขารู้เรื่องนี้อยู่แก่ใจ ไม่เช่นนั้นเขาจะจ่ายเงินคืนให้”ไมเคิล โคเฮน”เพื่ออะไร

หัวข้อที่ ๙ โกหกโดยไม่พูดถึงรายละเอียด อย่างกรณีที่อ้างว่าได้ยุติการแยกตัวเด็กจากผู้ปกครองครัวผู้อพยพ(ที่จับไว้ที่พรมแดนติดเม็กซิโก)ออกมา

“ทรัมพ์”พูดว่านโยบายแยกเด็กจากครอบครัวผู้อพยพนั้นกระทำมาแต่สมัยบารัก โอบามา “ผมคือคนที่ยุติเรื่องนี้”

หัวข้อที่ ๑๐ ใช้การโกหกรณรงค์หาเสียงอย่างไร้ความอาย โดย”ทรัมพ์”กล่าวหา”โจ ไบเดน”ว่า จะทำลายมาตรการคุ้มครองราษฎร(จัดทำขี้นมาโดยรัฐบาล”บารักไบเดน”)ด้วยการตั้งเงื่อนไขต่างๆมากมายในการคุ้มครองสุขภาพ แม้”ไบเดน”จะออกมาปฏิเสธและแก้ต่างอย่างไร ในข้อเท็จจริง ว่าไม่ได้เป็นไปตามที่”ทรัมพ์”กล่าวอ้าง แต่”ทรัมพ์”ก็กลับหาเสียงโจมตีซ้ำๆ ไม่ยอมเลิก

หัวข้อที่ ๑๑ โกหกทหารผ่านศึก กล่าวคือแทนที่”ทรัมพ์”จะบอกข้อเท็จจริงส่วนที่ดีๆ ที่”โอบามา”ทำไว้ประกอบการพิจารณาเลือกโครงการช่วยทหารผ่านศึกว่าด้วยความช่วยเหลือด้านสุขภาพ เขากลับบอกว่า แค่นั้นไม่พอหรอก จากนั้น”ทรัมพ์”ก็แทนที่โครงการดังกล่าวด้วยโครงการของตนเองซึ่งแพงกว่ามาก

หัวข้อที่ ๑๒ ผู้ที่คู่ควรกับรางวัล”คุณลุงผู้บ้าคลั่ง” ข้อสังเกตนี้มาจากการกล่าวหา”ทรัมพ์”ว่า ตัวเขาไม่เป็นแค่เพียง”นักทฤษฎีสมคบคิด”เท่านั้น แต่ยังท่วมท้นไปด้วยการสมคบคิดทางวัฒนธรรม ชอบอ้างอะไรต่างๆ เป็นที่น่าหัวร่อ แล้วก็บอกว่านั่นคือ”ข้อเท็จจริง” ชอบอ้างหลักฐานที่ไม่ระบุแน่ชัด รวมทั้งเรื่องไร้สาระที่อ้างถึงผู้คน ตัวอย่างถ้ยคำที่พูดว่า “พวกเขา(ไม่รู้ว่าใคร)บอกว่า เสียงจากกังหันลมนั่นแหละ ที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง”

ผู้ประกาศเอ็นบีซี เคยกล่าวในการสัมภาษณ์”ทรัมพ์”ว่า”คุณก็เหมือนลุงผู้บ้าคลั่ง ที่”รีทวีต”ทุกอย่างที่เกิดขึ้น”

หัวข้อที่ ๑๓ โกหกได้อย่างนักหลอกลวง แผนการทำได้สำเร็จแค่สองสัปดาห์ ซึ่ง ณ ที่นี้หมายถึงแผนสุขภาพอันยิ่งใหญ่ของเขาที่คุยว่า”จะเกิดได้ในสองสัปดาห์เท่านั้น”

ลึกลงไปในกึ๋นหรือในสันดานแล้วสำหรับ”ทรัมพ์”แล้วทุกขณะจิตในฐานะประธานาธิบดี โอกาสที่เขาจะขายใคร หรือขายอะไร ย่อมมีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะถามเมื่อไร เขามีคำตอบจากสิ่งที่เขาสามารถกลั่นจากสมองโดยอัตโนมัติ เขารอได้ที่จะตอบ หากถูกถาม แต่ถ้าลืมถาม ก็แล้วกันไป

หัวข้อที่ ๑๔ โกหกที่โปรดปรานส่วนตัว ทำให้”ทรัมพ์”ได้รับสมญานามว่า “บุคคลแห่งปีแห่งมิชิแกน”

“ทรัมพ์”ไม่เคยอาศัยอยู่ในรัฐมิชิแกน แต่โกหกนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นในสัปดาห์สุดท้ายของปี ๒๐๑๖ แล้วก็กลายเป็นฐานหลักหาเสียงสำหรับปี ๒๐๒๐ ใน ทุกครั้งที่ชุมนุมหาเสียงในรัฐมิชิแกน

หัวข้อที่ ๑๕ เป็นโกหกที่กดดันตัวเขาเองมากที่สุด ที่ว่า“ผมต่างหากที่ชนะเลือกตั้ง” เป็นโกหกที่เข้าข่าย พูดถึงบ่อยๆ จนตัวเขาเองก็เชื่อว่า”โกหกนั้นเป็นความจริง” ทำให้สาธารณชนกว่า ๗๐ ล้านเสียง เชื่อเขาและโหวตเสียงให้เขา นอกจากนั้นยังส่งผลให้กลุ่มชนเป็นจำนวนมาก ออกมาประท้วงการรับรองผลเลือกตั้ง ถึงขั้นบุกยึดตึกรัฐสภา 

ทั้งหมดที่นำมารายงานนี้ เพื่อบันทึกเอาไว้ว่า เป็นประวัติศาสตร์ในอีกด้านว่า สหรัฐอเมริกาหนึ่งในชาติของโลก ที่ได้รับการนับถือว่า มีความเป็นประชาธิปไตยได้มาตรฐานที่สุดนั้น ก็มีโอกาสเลือกบุคคลที่ไร้คุณธรรมและเป็นนักโกหกตัวยง ขึ้นมาเป็นผู้นำ จนสร้างความแตกแยกภายในชาติได้ แบบไม่เคยเกิดมาก่อน

อันนำไปสู่ถามว่า ระบอบประชาธิปไตยคือหลักการดีที่สุด ในการบริหารและปกครองประเทศจริงหรือและสาธารณชนทั่วไป สมควรจะมีจิตสำนึกต่อการเลือกตั้งอย่างไร จึงจะได้ผู้นำที่ดีและมีความสามารถจริงๆ ไม่จอมปลอม เช่น”โดนัลด์ ทรัมพ์”

แต่แปลกไหมล่ะ ในที่สุด ก็มีนักการเมืองระดับโลกที่น่าเคารพนับถืออีกคนหนึ่ง พลันก็ลุกขึ้นมาโกหกชาวโลก ได้อย่างน่าหน้าตาเฉย

โกหกว่าจะส่งทหารเข้าไปปลดแอกเขตดอนบาสในยูเครน อันเป็นที่ตั้งของสาธารณรัฐโดเนสค์และสาธารณัฐโลฮันสค์ เพื่อช่วยให้ชาวยูเครนพูดภาษารัสเซียหลุดพ้นจากการกดขี่ของรัฐบาล”เคียฟ”

จากนั้นก็ส่งทหารเข้าไป ขับไล่ทหารยูเครน บอกว่าจะทำให้เป็นเขตปลอดทหาร

แต่ในที่สุดกลับทำมากไปกว่า โดยกรีฑาทัพเข้าบุกยูเครนพร้อมกันสามด้าน ทั้งทางตะวันออก ทางเหนือและทางใต้ หมายยึดกรุงเคียฟ ซึ่งเท่ากับคุกคามชาติยุโรปตะวันตกอื่นๆ โดยรอบ ทำท่าจะกลายเป็นสงครามใหญ่อยู่รอมร่อ  

นักการเมืองผู้นี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ”วลาดิมีร์ ปูติน”ประธานาธิบดีรัสเซียนั่นเอง

เขาต้องการยึดยูเครนทั้งประเทศ ทั้งๆ ที่รู้ว่าผิกฎหมายระหว่างประเทศและรู้ว่ายูเครนไม่ยินยอม พร้อมใจ ยอมสู้ตาย เพราะไม่ได้เป็นไปตามที่”ปูติน”ประกาศเจตนารมณ์ไว้อย่างจำกัดแต่แรก

นี่คือ”โกหกคำโต”เชื่ออะไรไม่ได้ เป็นการหลอกให้ทุกคนในโลกตายใจว่า จะไม่เกิดสงครามยึดทั้งประเทศ สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล

ถามทิ้งท้ายว่า

ระหว่าง”ทรัมพ์”กับ”ปูติน” ใครโกหก ได้เลวร้ายและน่ากลัวกว่ากันครับ 

  

 

 

 

 

Facebook Comments Box

One thought on “ปูติน กับ ทรัมพ์ ใครโกหกเก่งกว่ากัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com