INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ไทยได้บทเรียนอะไรบ้าง จากสงครามยูเครน

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

ไทยได้บทเรียนอะไรบ้าง จากสงครามยูเครน

ในยุคโลกาภิวัตน์นี้แม้ยูเครนจะอยู่ห่างไกลจากประเทศไทยมาก และในอดีตเราก็มิได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับยูเครนในฐานะประเทศเอกราช คนไทยรู้จักยูเครนน้อยมาก แต่พอเกิดสงครามขึ้นหลายฝ่ายที่มีองค์ความรู้และสนใจในความผันแปรที่เกิดขึ้นในโลก จึงต่างให้ความสนใจและมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งบทความนี้ใคร่จะแบ่งหัวข้อในการถอดบทเรียนดังต่อไปนี้

            1.ประเทศไทยเป็นประเทศเอกราช มีอธิปไตยและบูรณาภาพในดินแดนของตนเองอันผู้ใดจะละเมิดมิได้ เหมือนยูเครน แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าเรามิได้โดดเดี่ยวไม่เกี่ยวข้องกับใคร จะทำอะไรก็ได้

ดังนั้นนโยบายต่างประเทศของไทยที่อยู่ท่ามกลางประเทศต่างๆโดยเฉพาะในยุคที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง เพื่อเปลี่ยนดุลของอำนาจในโลกไทยจึงต้องร่วมมือระวังเป็นพิเศษกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายต่างประเทศของไทยที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง คือการไม่ชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน เหมือนอย่างนี้ผู้นำยูเครนนายเซเลนสกี้ตัดสินใจดำเนินนโยบายที่อิงตะวันตก และหวังความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ อียู และนาโต้ จนทำให้รัสเซีย ต้องตัดสินใจบุกยูเครน เพราะนโยบายต่างประเทศของยูเครนเป็นภัยคุกคามต่อรัสเซีย

            2.สงครามในครั้งนี้นำไปสู่สงครามเศรษฐกิจ คือการมีการแซงซั่นรัสเซีย ทั้งการค้าและการเงิน ตลอดรวมทั้งการตั้งเขตห้ามบินของเครื่องบินรัสเซีย ซึ่งรัสเซียก็ตอบโต้ด้วยมาตรการต่างๆรวมทั้งการตัดการส่งก๊าซธรรมชาติไปยุโรป ทำให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น

ในประเด็นนี้ก็ต้องเข้าใจว่าเมื่อราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นก็จะทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น รวมทั้งค่าขนส่งจนเกิดความขาดแคลนสินค้าบางประเภท และเกิดเงินเฟ้อโดยทั่วไป

ประเทศไทยได้มีการเตรียมการอะไรบ้างล่วงหน้า คำตอบก็คือ คงไม่มี คำถามก็คือในอนาคตอาจเกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีก ท่ามกลางความตึงเครียดของสงครามเย็นยุคใหม่ เราควรจะมีการเตรียมการอะไรหรือไม่อย่างไร หากยังคิดไม่ออกก็ใคร่ขอเสนอให้ลองพิจารณาโครงการความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงทางพลังงาน

จะเป็นได้หรือไม่ที่เราจะร่วมมือกับประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติที่เหลือ และส่งออกเป็นหลัก เช่น ซาอุดิอารเบีย การ์ต้าและอิหร่าน โดยประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่ผลิตอาหารเหลือส่งออก

ทั้งนี้อาจดำเนินการตกลงระหว่างประเทศร่วมมือกันสร้างคลังน้ำมัน เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา และมีสำรองใช้ยามฉุกเฉิน ในขณะที่มีการจัดสร้างคลังสินค้าด้านการเกษตร หรือด้านอาหาร เช่น ไซโลเก็บข้าว ข้าวโพด หรือสินค้าเกษตรอื่นๆ เพื่อรักษาระดับราคา และมีไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

3.ในการทำสงครามยูเครน สื่อทั้งหลายถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำสงครามข่าว (Information Warefare) หรือ Information Operation (IO) ดังนั้นการเสพข่าวจึงควรจะมีการตรวจสอบทั้ง 2 ด้าน และพิจารณาด้วยเหตุผล ปัญหาคือประเทศไทยส่วนใหญ่จะรับข่าวตะวันตก เมื่อเสพข่าวเข้าไปก็เชื่อถือว่าเป็นความจริงทั้งหมด ทั้งๆที่มันเป็นการทำ IO จึงตกเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ

ทั้งนี้นอกจากสื่อแล้วการกีฬาก็ถูกแทรกแซง ทั้งที่แต่เดิมห้ามนำไปเกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่า FIFA ซึ่งเคยห้ามการแสดงออกทางการเมืองในสนามฟุตบอล ปัจจุบันอนุญาตให้แสดงออกในการต่อต้านรัสเซียในรูปแบบการต่อต้านสงคราม

เท่านั้นยังไม่พอสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟสบุ๊คที่เคยห้ามการกล่าวร้ายถึงบุคคลหรือประเทศ ก็ยังอนุญาตให้มีการประณามรัสเซียได้โดยถือเป็นข้อยกเว้น

คนไทยจึงควรเรียนรู้ถึงความจริงเหล่านี้ และที่สำคัญมันแสดงถึงความลำเอียง การแบ่งแยกเชื้อชาติ ผิวสีและศาสนาอย่างชัดเจน เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ในอิรัก ลิเบีย ซูดาน เยเมน อัฟกานิสถาน สื่อตะวันตกเหล่านั้นกลับให้น้ำหนักในการเสนอข่าวน้อยมาก ทั้งที่มีคนตายเป็นหมื่นเป็นแสน คนอพยพนับหลายล้าน ซึ่งถ้านับเอาอาชญากรรมสงครามที่อิสราเอลกระทำต่อชาวปาเลสไตน์มาเป็นเวลา 73 ปี แล้วจะยิ่งเห็นชัดเจนมาก

            4.บทเรียนจากยูเครนแสดงให้เห็นว่าเราต้องมีพวกมีกลุ่มสนับสนุนจริงใจ และจริงจังในการร่วมกันแสดงจุดยืนและร่วมปกป้องกันในยามคับขัน

จะเห็นได้ว่านายเซเลนสกี นั้นหวังความช่วยเหลือจากนาโต้ทั้งด้านกำลังทหารและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา แต่พอถึงเวลาจริง ความช่วยเหลือกลับไม่เป็นดังที่หวัง เพราะแต่ละประเทศที่เคยให้คำมั่น ต่างก็ต้องรักษาผลประโยชน์ของตน รูปแบบความช่วยเหลือจึงมาในรูปของเงินช่วยเหลือและอาวุธ โดยนำมาสู่การสนับสนุนแบบสงครามกองโจรอันเป็นสงครามภายในประเทศ ซึ่งยิ่งจะทำให้ยูเครนพินาศย่อยยับยิ่งขึ้นไปอีกกับสงครามยืดเยื้อ

อนึ่งสิ่งที่ยุโรปและพันธมิตรดำเนินการสงครามเศรษฐกิจกลับยิ่งซ้ำเติมสภาพเศรษฐกิจที่ฟุบตัวเพราะโควิด-19 ให้เลวร้ายยิ่งขึ้น ยิ่งมีการตอบโต้จากรัสเซียเศรษฐกิจที่เคยคาดหวังจะฟื้นตัวภายหลังโควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นก็ยิ่งดิ่งลงเหว

หากไทยไม่อาจยืนหยัดเป็นกลางได้ เพียงประเทศเดียวโดดเดี่ยวก็ควรจะมุ่งหาเพื่อนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เช่น เพื่อนบ้านในประชาคมอาเซียน โดยเราต้องแสดงบทบาทนำที่ชัดเจนและโดดเด่น ถ้ากำลังของอาเซียนยังไม่พอ ก็ลองพิจารณาดูว่าควรจะมีการฟื้นฟูกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement-NAM) ขึ้นมาใหม่ได้หรือไม่ หากยังไม่รู้จะเริ่มต้นที่ไหนก็ลองไปคุยกับอินโดนีเซียดูก่อนเป็นไร เพราะเขาเคยเป็นประเทศผู้ก่อตั้งในสมัยประธานาธิบดีซูการ์โน

ในยามนี้รัฐบาลพึงตระหนักว่าประชาชนคนไทยกำลังอดอยากยากแค้นอย่างแสนสาหัส ไหนจะตกงาน ไหนจะขาดรายได้ ไหนจะข้าวของแพง ซึ่งถูกซ้ำเติมจากวิกฤตการณ์ยูเครน ที่แม้จะอยู่ห่างไกลประเทศไทย แต่ผลกระทบก็ยังส่งมาถึงได้ในยุคโลกาภิวัตน์

ภาวะเศรษฐกิจที่บีบคั้น แม้จะไม่รุนแรงเท่าภาวะสงคราม แต่มันก็ทำให้ประชาชนตายแบบผ่อนส่ง รัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร ในเมื่อด้านดีมานด์คือความต้องการซื้อสินค้าและบริการตกต่ำ เนื่องจากรายได้ขาดหายไป ในขณะที่ด้านซัพพลาย ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นเพราะปัญหาราคาพลังงานที่พุ่งสูง ราคาวัตถุดิบ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่ขาดแคลน จนทำให้เศรษฐกิจถดถอย กลายสภาพเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Stagflation” รัฐบาลจึงควรมีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ปัญหา ไม่ใช่การแก้แบบไร้ทิศทาง จากการกู้เงิน มิฉะนั้นอาจเกิดจราจลครั้งใหญ่ขึ้นได้

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com