สมรภูมิต่อไป…ขั้วโลกเหนือ

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
สมรภูมิต่อไป…ขั้วโลกเหนือ
นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หรือการประชดประชันแต่อย่างใด ทว่าหลังจากสงครามยูเครนยุติแล้ว ในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี จะเกิดความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นที่ทวีปอาร์กติกหรือขั้วโลกเหนือ และครั้งนี้จะเป็นการเผชิญหน้ากันโดยตรงระหว่างมหาอำนาจ 2 ขั้ว อันเป็นการพิพาทเพื่ออ้างสิทธิในดินแดนนี้ ทั้งๆที่มีผู้คนอาศัยอยู่น้อยมาก

ดังนั้นในยุทธบริเวณก็คงคาดได้ว่าจะมีการสูญเสียชีวิตประชาชนน้อยมาก แต่จะเป็นการสูญเสียชีวิตทหารที่เข้าร่วมในการสู้รบและสงครามอาจจะบานปลายไปสู่สงครามขนาดใหญ่ หรือสงครามโลกทีเดียว ถ้ามันไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 เสียก่อนจากความขัดแย้งที่ยูเครน
ผู้อ่านอาจสงสัยว่ามันจะเกิดความขัดแย้งกันได้อย่างไรในดินแดนที่มีแต่น้ำแข็งปกคลุม มีประชาชนชาวเอสกิโมอาศัยอยู่จำนวนน้อย นอกจากหมีขาวและแมวน้ำ มันมีอะไรน่าสนใจหรือ
ทว่าความผันผวนของธรรมชาติอันเกิดจากน้ำมือมนุษย์ได้เผยข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจ กล่าวคือภาวะโลกร้อนได้ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายกลายเป็นน้ำด้วยอัตราเร่ง ทำให้มีการค้นพบว่าภายใต้น้ำแข็งที่เคยปกคลุมอยู่หนาแน่นหลายกิโลเมตร ลึกลงไปนับร้อยเมตร หรือเกินกว่านั้นมีแหล่งแร่ธาตุที่จำเป็นและหายากอยู่เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ตำราภูมิรัฐศาสตร์ก็อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะมันจะกลายเป็นว่าใครได้ครอบครองขั้วโลกเหนือ หรือทวีปอาร์กติกจะมีความได้เปรียบในทางยุทธศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง
แต่ในสภาพปัจจุบัน 4 ใน 5 ชาติที่เข้าไปมีบทบาทและอิทธิพลเหนือทวีปอาร์กติก คือสมาชิกนาโต้ นั่นคือ เดนมาร์ค แคนนาดา นอร์เวย์ และสหรัฐฯ ได้พยายามที่จะจัดสรร แบ่งเขตพื้นที่ที่อ้างอิทธิพลเหนืออาณาเขต ในขณะที่รัสเซียเฝ้าติดตาม
ความเคลื่อนไหวทางทหาร และการทดลองที่เกี่ยวเนื่องกับการทหารของสมาชิกนาโต้และโดยเฉพาะสหรัฐฯ
ใครบ้างจะคิดว่าจะเกิดความตึงเครียดในภูมิภาคนี้ ทั้งๆที่เดิมที แม้ในช่วงหลังสงครามเย็นก็ยังมีความร่วมมืออันดีระหว่าง 5 ชาติ ที่มีอิทธิพลในอาร์กติกและมีความร่วมมือกันอย่างดีก็ตาม
ต่อเมื่อความสัมพันธ์นี้ได้ถูกกระทบจากเหตุการณ์ในยูเครน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างชาติตะวันตกกับรัสเซียเกิดความตึงเครียด จนนำไปสู่ความตึงเครียดในอาร์กติก เพราะมีการแสดงออกถึงการแสวงประโยชน์และอำนาจทางทหารเหนือ ดินแดนอาร์กติกอย่างชัดเจนของตะวันตก
ด้วยอาณาเขตที่กว้างใหญ่รายล้อมด้วยพื้นที่ยูเรเชีย ทวีปอเมริกาเหนือ เกาะแก่งและมหาสมุทรอาร์กติก มีการสำรวจพบแร่มีค่าและหายาก ตลอดจนแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งกลายเป็นจุดสนใจของหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ รัสเซีย อียู แคนนาดา เดนมาร์ค จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย เป็นต้น เพราะมันหมายถึงแหล่งวัตถุดิบที่จะมาเติมพลังให้กับการพัฒนาประเทศอย่างเป็นนัยสำคัญ นอกเหนือจากความเข้มแข็งทางทหาร
อ้างถึงการสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐฯ รายงานว่าจะมีน้ำมันดิบสำรองถึง 22% ของน้ำมันดิบสำรองของโลก หรือประมาณ 80 พันล้านบาเรล ส่วนก๊าซธรรมชาติก็มีสำรองประมาณ 23% นอกจากนี้ยังพบว่ามีแร่หายากที่กำลังเป็นที่ต้องการในการพัฒนาเทคโนโลยีในทิศทางปัจจุบัน

ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นที่สะสมทางชีวภาพนั่นคือ ฝูงปลาจำนวนมาก ซึ่งเดิมหลบซ่อนอาศัยอยู่ใต้พื้นน้ำแข็งที่หนาหลายกิโลเมตร
นอกจากทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาลที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างยิ่งแล้ว การละลายของน้ำแข็งยังก่อให้เกิดเส้นทาง เดินเรือเพิ่มขึ้น และทำให้การติดต่อทางเรือของยุโรปและเอเชียสั้นขึ้น เช่น การเปิดช่องแคบแบริง ทำให้เกิดเมืองท่าใหม่ๆตลอดแนวชายฝั่งจีน รัสเซีย อเมริกาเหนือและยุโรป
แน่นอนการละลายของน้ำแข็งอันเกิดจากสภาวะโลกร้อนก็มีผลกระทบอย่างสำคัญต่อระบบนิเวศน์ อย่างรุนแรงเช่นกัน จึงทำให้ต้องพยายามสร้างสมดุลของนโยบายระหว่างการพัฒนาและการรักษาสภาพนิเวศน์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือระหว่างรัฐต่างๆ
อย่างไรก็ตามกลุ่มประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ก็ไม่รีรอที่จะไปฉกฉวยประโยชน์และการขยายอิทธิพลในการครอบครองสิทธิ เช่น การปรับภารกิจของกองเรือที่ 2 ให้ครอบคลุมไปถึงการควบคุมมหาสมุทรอาร์กติก
ในขณะเดียวกันสหรัฐฯ ก็มีการวางยุทธศาสตร์ที่จะปกป้องทวีปนี้จากอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน ทั้งนี้จีนเองก็ได้เริ่มเจรจากับเดนมาร์กที่จะขอสัมปทานขุดแร่ในกรีนแลนด์แล้ว
แรงจูงใจในทางเศรษฐกิจของหลายๆประเทศจะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญในการทำลายระบบนิเวศน์อย่างรุนแรง และจะนำหายนะมาสู่โลก ดังนั้นความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ-รัสเซีย จะช่วยให้ชะลอหายนะนี้ได้ แต่มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อสภาพปัจจุบันคือการเผชิญหน้าที่ตึงเครียด
ความโลภของมนุษย์ที่หวังกอบโกยทรัพยากรธรรมชาติ จึงกลายเป็นภัยร้ายแรง เพราะมันจะเป็นตัวเร่งในการทำลายระบบนิเวศน์ ซึ่งนำภัยธรรมชาติมาสู่มวลมนุษย์ชาติชนิดที่ร้ายแรงจนเกินการคาดคิด
ทว่าภัยธรรมชาติอาจมาช้ากว่าภัยจากสงครามที่ต่างฝ่ายก็พยายามที่จะชิงความได้เปรียบในการกอบโกยทรัพยากรธรรมชาติ และการขยายกำลังอำนาจทางทหารเพื่อปกป้องผลประโยชน์ที่ตนเองอ้างอิทธิพลเหนือบริเวณความขัดแย้งนี้เมื่อพิจารณาแล้วก็คล้ายกับการล่าอาณานิคมยุคใหม่ แต่มันเป็นดินแดนที่ไม่เคยเป็นประเทศมาก่อน การแย่งชิงจึงรุนแรงและไม่ต้องคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม หรือกฎหมายระหว่างประเทศมากนัก
ใครมีอำนาจทางทหารมากกว่าก็จะพยายามขยายอิทธิพลในการครอบครองให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
สหรัฐฯที่กำลังร่วงโรยเพราะใช้จ่ายในการสร้างฐานอำนาจเป็นผู้นำเดี่ยว จึงมีความต้องการทวีปอาร์กติกอย่างเป็นที่สุด และมีโอกาสที่ความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์จะทวีความรุนแรงไปสู่สงครามแย่งชิงพื้นที่
และสงครามนั่นเองจะเป็นตัวเร่งในการทำลายระบบนิเวศน์ในที่สุด เพราะการรบย่อมใช้อาวุธที่ร้ายแรง ประหัตประหารกัน ซึ่งนอกจากทำลายมนุษย์แล้ว ยังทำลายสภาพแวดล้อมอีกด้วย
ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องมีกาตจัดระเบียบโลกใหม่ที่จะทำให้มนุษย์อยู่อย่างสันติสุข และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม







