กองทัพไซเบอร์ของเกาหลีเหนือพร้อมรบแล้ว
คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET
กองทัพไซเบอร์ของเกาหลีเหนือพร้อมรบแล้ว
ในขณะที่ทั่วโลกกำลังผ่อนคลายในสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลี ด้วยท่าทีผ่อนปรนของผู้นำ DPRK คิมจองอึน ที่เปิดกว้างในการเจรจาอย่างมีมิตรไมตรีกับเกาหลีใต้ ตลอดจนการโอนอ่อนที่จะเจรจาโดยตรงกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งทรัมป์เองก็เชื่อมั่นว่าหากมีการเจรจากันก็น่าจะมีความก้าวหน้าไปถึงขั้นตอนที่จะขจัดอาวุธนิวเคลียร์ออกจากคาบสมุทรเกาหลี
ฉับพลันประธานาธิบดีทรัมป์ก็ก่อให้เกิดความตึงเครียดใหม่ด้วยการประกาศสงครามการค้ากับจีน ทั้งนี้สหรัฐฯ โดยทรัมป์ได้ออกมาตรการเก็บภาษีสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเงินถึง 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้จีนตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีเพิ่มจากสินค้าของสหรัฐฯเป็นจำนวน 3,000 กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจีนอธิบายว่าที่ยังไม่เก็บมากก็ต้องการเตือนสหรัฐฯให้เห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งก็ได้ผลตลาดหุ้นในสหรัฐฯและยุโรปขึ้นตัวแดงเต็มกระดาน
แต่ทรัมป์ยังไม่หยุดแค่นั้นกลับแสดงท่าทีแข็งกร้าวและปรับเปลี่ยนคณะผู้บริหารใหม่บางคน โดยเอาพวกขวาจัดหัวรุนแรงผู้นิยมสงครามอย่างนายปอมเปโอ อดีตผอ.ซีไอเอ มาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ เอานายจอห์น โบลตัน อดีตทูตประจำสหประชาชาตินี่ก็หัวรุนแรงเหมือนกัน และทั้งสองคนนี้ก็สนับสนุนแนวคิดที่จะให้โจมตีอิหร่านและเกาหลีเหนือ ซึ่งก็เท่ากับว่าจะเป็นการจุดชนวนสงครามทีเดียว ถ้าสหรัฐฯลงมือจริง หรือสนับสนุนให้อิสราเอลโจมตีอิหร่านตามข้อเสนอของนายจาเรต คุชเนอร์ ลูกเขยทรัมป์ ซึ่งเป็นยิวไซออนิสต์ อิหร่านและพันธมิตรอย่างรัสเซียคงไม่ยอมง่ายๆ
กลับมาพิจารณาถึงศักยภาพของเกาหลีเหนือ ซึ่งภาพโดยทั่วไปเรามองว่าเป็นประเทศที่ล้าหลังทางเศรษฐกิจอย่างมาก แต่เกาหลีเหนือแทนการทุ่มเงินพัฒนาเศรษฐกิจกลับหันมาใช้งบประมาณทุ่มเทในโครงการระเบิดนิวเคลียร์ และขีปนาวุธอีกสิ่งหนึ่งที่ทั่วโลกมิได้จับตามองก็คือ เปียงยาง ได้เพิ่มศักยภาพและสร้างความเข้มแข็งในโลกไซเบอร์ ซึ่งก้าวหน้าไปมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้
เครือข่ายการปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสารภายใต้การนำของคิมจองอึน ได้ปรับเปลี่ยนไปเป็นอาวุธสำคัญในการทำสงคราม ซึ่งเขาใช้ในการบ่อนทำลายจารกรรม ขโมย หรือขู่กรรโชก ระบบเงินอิเลคโทรนิค CRYPTO CURRENCY ซึ่งนอกจากจะเป็นการบ่อนทำลายทางเศรษฐกิจแล้ว ยังต้องการแสดงนัยทางการเมืองเพื่อข่มขวัญฝ่ายตรงข้าม
ในปี 2013 มีการโจมตีครั้งใหญ่ต่อเครือข่ายการสื่อสารใหญ่ 3 แห่ง และสถาบันการเงินการธนาคารอีก 2 แห่ง ของเกาหลีใต้ ผลที่เกิดคือเครือข่ายดังกล่าว โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการสื่อสารของ KBS ,MBS และ YTN ไม่สามารถจะดำเนินการได้อีก ส่วนในสถาบันธนาคาร ผู้แทนของธนาคารชันฮัน และนองฮับ รายงานว่า คอมพิวเตอร์ไม่ต่ำกว่า 32,000 เครื่องเสียหาย ทำให้ระบบอินเตอร์เน็ตแบงกิ้งล่ม และตู้จ่ายเงินจำนวนมากรวน
การแซงชั่นหรือการปิดกั้นทางการค้าทำให้เกาหลีเหนือ หาหนทางอื่นที่ผิดกฎหมายในการหาทุน ในปี 2015 ก็เกิดการโจมตีทางไซเบอร์อีกเป็นชุดที่ระบบธนาคารในฟิลิปปินส์ เวียดนาม และบังคลาเทศ และตรวจพบมัลแวร์ในคอมฯของพนักงานธนาคารหลายแห่งที่โปแลนด์ บราซิล ชิลี เอสโตเนีย เมกซิโก เวนิซซูเอลล่า และสหรัฐฯ
ในปี 2016 แฮกเกอร์ของเกาหลีเหนือได้ทำการถ่ายโอนเงินด้วยการขโมยจากธนาคาหลายแห่งเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้นับเป็นมูลค่าเฉียด 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉพาะที่ฉกมาจากธนาคารกลางสหรัฐฯที่นิวยอร์ก โดยใช้ชื่อในนามมูลนิธิบังหน้าในการปฏิบัติการ
เมื่อไม่นานมานี้ก็มีโปรแกรม WANNACRY ซึ่งแพร่ระบาดไปทั่วโลก ด้วยการเข้าปิดล๊อกหรือขโมยข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ขององค์กรใหญ่ๆหลายแห่ง และขู่กรรโชกทรัพย์เป็นค่าไถ่ ซึ่งทำให้เกาหลีเหนือได้รับเงินมาสนับสนุนโครงการของตน โดยไม่เกิดผลกระทบใดๆต่อเศรษฐกิจของประเทศ
อ้างถึงรายงานของอดีต ผอ.ศูนย์บัญชาการของรัฐบาลอังกฤษ นายโรเบิร์ต ฮเจนนิแกน เมื่อเดือนมิถุนายน 2017 พบว่าเกาหลีเหนือมีแฮกเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลถึง 1,700 คน และมีพนักงานสนับสนุนไม่ต่ำกว่า 5,000 คน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เชื่อว่าขบวนการนี้กระทำกันภายในศูนย์บัญชาการด้านการข่าวและข่าวกรองของกองทัพ เกาหลีเหนือที่มีชื่อรหัสว่า “หน่วย 586” และยังเชื่อมโยงกับสำนักงานย่อยอีก 7 แห่ง ที่เป็นเครือข่ายในการโจมตีทางไซเบอร์นอกประเทศที่เรียกกว่า “กรม 121”
กระทรวงความมั่นคงภายในประเทศของสหรัฐฯเรียกเครือข่ายงานนี้ว่า “งูเห่าจำบัง” (HIDDEN COBRA) แต่ภาคเอกชนเรียกพวกนี้ว่า “LAZARUS” ที่น่ากังวลคือไม่มีใครรู้ว่าเกาหลีเหนือมีกองกำลังในการทำศึกไซเบอร์นี้มากน้อยเท่าไร ในกองทัพไซเบอร์ของตน
จากรายงานของผบ.กองกำลังสหรัฐฯในเกาหลีใต้ พล.อ.บรู๊ค(BROOKS)อ้างว่าขีดความสามารถในการทำสงครามไซเบอร์ของเกาหลีเหนืออยู่ในอันดับต้นๆของโลกทีเดียว แถมยังมีประสิทธิภาพสูงมากอีกด้วย
ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีให้ความเห็นว่า แฮกเกอร์ของเกาหลีเหนือมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ทั้งนี้ทีมงานเหล่านี้ได้ทำการศึกษาจากโปรแกรมของบรรดาโจรไซเบอร์ ที่มีพฤติกรรมต่างๆในการโจมตี เช่น พวกมัลแวร์ หรือไวรัสในลักษณะต่างๆ โดยได้ลอกเลียนเทคนิคและพัฒนาต่อยอดจนทำให้เกาหลีเหนือมีความพร้อมในทางเทคนิคที่จะโจมตีในระดับสูงสุด ต่อเป้าหมายเครือข่ายโครงสร้างสำคัญๆได้ทั่วโลก
จากการทบทวนและวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อกันว่ากองกำลังด้านไซเบอร์ของกองทัพเกาหลีเหนือ น่าจะมีเป้าหมายที่จะโจมตีระบบโทรคมนาคม และการขนส่งตลอดจนระบบการเงินของเกาหลีใต้เป็นอันดับแรก
ดังนั้นหลายฝ่ายจึงเชื่อว่าการริเริ่มเจรจากับเกาหลีใต้ของคิมจองอึน เป็นแค่กลลวงของจอมเจ้าเล่ห์เพื่อจะซื้อเวลาเท่านั้น ในขณะที่เขาต้องการทำให้เกาหลีใต้ตายใจ แต่เกาหลีเหนือเริ่มการเตรียมการแล้ว และคงจะพร้อมที่จะโจมตีในเร็วๆนี้ แต่จะโจมตีหรือไม่ หรือเมื่อไหร่ขึ้นกับผลของการเจรจา โดยเฉพาะท่าทีเกาหลีใต้จะผ่อนปรนต่อการที่เกาหลีเหนือจะเป็นมหาอำนาจทางนิวเคลียร์
อนึ่งต้องเข้าใจว่าอย่างไรเสีย เกาหลีเหนือไม่มีวันยอมที่จะปลดอาวุธนิวเคลียร์ของตนโดยเด็ดขาด เพราะคิมจองอึนเชื่อว่าถ้าปราศจากมัน เกาหลีเหนือจะถูกรุกรานโดยมหาอำนาจแน่นอน ด้วยประการฉะนี้การขยายกำลัง และเพิ่มศักยภาพด้านไซเบอร์ จึงเป็นอีกแนวทางที่จะเสริมศักยภาพในการทำสงครามของเกาหลีเหนือ
ยิ่งทรัมป์ปรับขบวนทีมบริหารของตนไปในรูปของเหยื่อสงครามแล้วละก็ คิมจองอึนย่อมไม่มีทางที่จะปลดอาวุธตนเอง เพราะมันเป็นสัญญาณที่ส่งออกไปทั่วโลกว่าสหรัฐฯพร้อมจะใช้กำปั้นกับใครก็ตามที่ไม่ยอมศิโรราบต่อตน
โดยมีหลายประเทศในยุโรปสนับสนุน นอกจากนี้ประเทศใหญ่ๆอย่างฝรั่งเศส เยอรมัน และอิตาลีก็สนับสนุนอังกฤษด้วยการขับนักการทูตรัสเซีย ที่สำคัญสหรัฐฯก็ทำการขับนักการทูตรัสเซียออกไปอีก 60 คน ซึ่งแน่นอนรัสเซียก็ต้องตอบโต้
หากทั้งสองเรื่องนี้บานปลายออกไป ก็ประเมินได้ว่าการประทะกันด้วยอาวุธจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามใหญ่ขนาดสงครามโลกทีเดียว
North Korean Cyber Army is ready to strike a new blow.
Whether given command of attack?
The Globe breathed a sigh of relief after learning about attempts to direct dialogue of North and South Korea, as well as a planned meeting between Kim Jong-UN with the President of the United States Donald Trump. Hope that soon there will be any progress in resolving the crisis on the Korean peninsula and will lead to certain steps in the process of Korea’s denuclearization.
However, the DPRK has intensified in recent years not only its missile and nuclear capabilities. We regularly see Pyongyang increases strength and becoming more powerful in cyberspace. Network information operations under the leadership of
Kim Jong-UN had turned into a weapon of war, which he used for espionage, theft and extortion crypto currency as well as for political purposes to demonstrate their abilities and intimidation opponents.
In 2013 the large-scale attack has undergone three major network infrastructure broadcasters and two banking institutions of the Republic of Korea. As a result of the attack the South Korean computers broadcasters KBS, MBS, YTN couldn’t been restarted. Representatives of banks Shinhan Bank and Nonghyup stated that were infected with approximately 32000 computers was perturbed in some operations, and also not working Internet banking and ATMs.
International sanctions forced the leadership of the DPRK to seek alternative and illegal sources of funding. In 2015 was followed by a series of cyber-attacks on banks in the Philippines, Vietnam and Bangladesh. The malicious program also was detected on infected computers of employees of banks in Poland, Brazil, Chile, Estonia, Mexico, Venezuela and even the United States.
In 2016 North Korean hackers are practically carried out the most ambitious bank robbery in history. They were close to 1 billion dollars from steal the Federal Reserve of New York. Just a typo in the word “foundation” prevented them to do so.
Recently hackers from North Korea attacked South Korea’s crypto currency exchange and stood behind the spread of the program WannaCry, which
blackmailed suspended the work of many organizations and hundreds of thousands of computers worldwide. Taking into account the “earned” money, it becomes clear the indifference of Pyongyang to external economic and political
pressure. After all, the country would be able to stay afloat even for a very long time.
According to former Director of UK Government Center Head Quarters Robert Hjennigan, as of June, 2017 North Korea had 1700 state-sponsored hackers, and more than 5000 support staff. Experts believe that they all operate in the Main Intelligence Department of the DPRK’s Armed Forces, known as the “586” unit. Of the seven offices major subdivision conducting cyber attacks abroad, is the so-called “Bureau of 121. United States Department of Homeland Security calls this structure “Hidden Cobra”. But private firms have assigned all North Korean hackers common name Lazarus. No one knows how many different groups are divided into this whole Cyber Army.
According to the Commander of United States forces in South Korea, Gen. Brooks, the DPRK’s military capabilities is now matched by the opportunities to commit some of the most effective and organized cyber-
attacks in the world.
As IT experts, technology North Korean hackers become more sophisticated, their appetites grew rapidly. Cyber units of DPRK studied under other cybercriminals, loud attacks in recent years have copied
their techniques, code snippets and simple style. Currently Pyongyang’s cyber army really has the technical means to carry out attacks at the highest level on critical infrastructure objects.
After reviewing the previous activity cyber-soldiers of the DPRK, we can conclude that within the scope of their interests is also a major South Korean telecommunications corporations fall, transportation and financial companies.
Some experts believe that started negotiations between Pyongyang and Seoul are cunning Kim Jong-UN, who needs to buy time and divert attention to prepare for action, including in cyberspace. How to show news, cyber saber over South Korea already listed. However, the team will follow “fire!” will depend on the success of the negotiations and the willingness of the South Korean authorities to relent new nuclear power. It is important to understand that, despite softening rhetoric, Kim Jong UN, Pyongyang renounces its nuclear capability and cyber weapons.







