INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อารยะขัดขืน

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET
อารยะขัดขืน

    การต่อต้านหรือการต่อสู้กับความเจ็บปวดมันต้องเสียสละตัวเอง ยอมรับว่าเราอาจถูกทำลาย มันอาจดูว่าไม่มีเหตุผล และไม่เกี่ยวกับการแสวงหาความสุข แต่มันเกี่ยวกับการแสวงหาอิสรภาพ แท้จริงต้องใช้ความอดทนและต้องยอมรับว่าเราอาจล้มเหลว แต่เราก็มีเสรีภาพภายในที่มาพร้อมกับการแสดงออกในการต่อต้าน และนี่อาจเป็นเพียงอิสรภาพและความสุขที่แท้จริงที่เราจะได้รับ จากการที่เราลุกขึ้นมาต่อต้านความชั่วร้าย ซึ่งนั่นคือความสำเร็จอันสูงสุดของชีวิต มันเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ต่อเพื่อนมนุษย์ที่ถูกกัดขัง โดยโซ่ตรวนของความชั่วร้าย ด้วยอำนาจบาตรใหญ่ที่พยายามกดขี่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันให้เป็นเยี่ยงทาส ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบไปแล้วก็เหมือนการแบกไม้กางเขน เดินไปแม้จะรู้ว่ากำลังไปสู่ความตาย
    ส่วนใหญ่ของผู้ต่อต้าน เช่น Malcolm X หรือ Martin Luther King JR. ได้พ่ายแพ้มาแล้วในการต่อสู้จนต้องเสียชีวิต เพราะคำนวณผิดพลาดในขีดจำกัดและความอำมหิตของผู้ปกครอง แต่สุดท้ายการตายของเขาเหล่านั้นก็นำมาสู่ความเปลี่ยนแปลง เช่น การได้สิทธิเสมอภาคของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกาตามกฎหมาย แม้ว่าในทางปฏิบัติหรือภายในจิตใจคนผิวขาวที่เหยียดผิวก็ยังคงมีอยู่ในจิตใจของคนผิวขาวจำนวนไม่น้อย
    การเสียสละชีวิตของบรรดานิสิตนักศึกษาในช่วง 14 ตุลาคม 2516 ทำให้ชนชั้นปกครองต้องปรับเปลี่ยนท่าที และยอมโอนอ่อนผ่อนตามด้วยการเปิดช่องให้ระบอบประชาธิปไตยมีโอกาสหายใจ แต่ในที่สุดเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ยังคงไม่อาจปฏิวัติตัวเองเพื่อรองรับระบอบประชาธิปไตยได้ ผู้มีอำนาจก็รุกคืบกลับมาช่วงชิงอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน
    ในสหรัฐอเมริกาก็เช่นกัน Chris Hedges ได้แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ขัดขืนต่อผู้มีอำนาจ และรัฐบาลเองที่พยายามทำลายระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะภายหลังที่ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี ถูกลอบสังหารซึ่งรัฐบาลเงา (Deep State) มีบทบาทและอิทธิพลอย่างมาก แต่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ผกผันกลับมาสู่ยุคมืดของการปกครอง ที่ทำให้ประชาธิปไตยของสหรัฐฯถึงการแตกดับก็คือ เหตุการณ์หลังจากที่เกิดการถล่มตึกเวิรล์เทรดในมหานครนิวยอร์กที่เรียกว่า 9/11 ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ก็ประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง และตั้งกระทรวง Homeland ขึ้นมาทำให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือรัฐสภาที่ถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชน และกฎหมายดังกล่าวก็ถือได้ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา แต่ประชาชนส่วนใหญ่กำลังอยู่ในภาวะตระหนกตื่นกลัวภัยการก่อการร้าย ซึ่งในข้อเท็จจริงก็เกิดจากการสร้างมายาคติของรัฐบาลเงา (Deep State)ที่โยนไปให้บินลาเด็น อาฟกานิสถาน และซัดดัม ฮุนเซน แห่งอิรัก ในขณะเดียวกันศาลสูงของสหรัฐฯก็ตกอยู่ในครอบงำของอำนาจการเมือง และอิทธิพลของรัฐบาลเงาจึงไม่มีการต่อต้านคัดค้านจากประชาชนส่วนใหญ่
    อย่างไรก็ตามก็มีประชาชนบางส่วนลุกขึ้นมาต่อต้านเป็นระยะๆแต่ก็ไม่มากนักและก็ถูกปราบปรามลง มาจนถึงประธานาธิบดีทรัมป์ ก็ยังมีการรวมตัวเพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการจำบังในสหรัฐฯ แต่ครั้งนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเพราะทรัมป์แสดงออกถึงอำนาจบาดใหญ่แบบเผด็จการมากขึ้น ประเด็นนี้ทำให้รัฐบาลเงาไม่ค่อยสบายใจนัก และพยายามหาทางเปลี่ยนม้า ด้วยขบวนการที่จะปลดทรัมป์ออก เพื่อรักษาภาพประชาธิปไตยจอมปลอมไว้
    สำหรับประเทศไทยถ้าลองพิจารณาดูให้ลึกซึ้งจะเห็นได้ว่า กระบวนการที่จะขับเคลื่อนนำประเทศไปสู่การรวมศูนย์อำนาจมากขึ้นทุกที แต่ประชาชนส่วนใหญัยังคงตกอยู่ภายใต้การครอบงำทางความคิด ด้วยกระบวนการผลิตซ้ำทางความคิด คือการสร้างภาพความแตกแยกที่มีการวางแผนไว้อย่างแนบเนียน และการจูงใจประชาชนคนไทยที่ว่านอนสอนง่ายให้เชื่อว่าการยุติความขัดแย้งระหว่างสีเสื้อ จะนำไปสู่ความสงบ สันติสุข แต่ในความเป็นจริง ความขัดแย้งในทางความคิดของสีเสื้อยังคงมีอยู่ และมันคือภาพสะท้อนของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น โดยฝ่ายหนึ่งที่ส่วนใหญ่เป็นพวกชนชั้นล่างหรือรากหญ้า แต่อีกฝ่ายหนึ่งคือชนชั้นกลางที่ถูกชักนำโดยชนชั้นปกครองและกลัวการเปลี่ยนแปลงก็จะขัดขวางการเคลื่อนไหวของชั้นล่าง ทั้งนี้อุปกรณ์สำคัญก็คือการสร้างภาพอดีตผู้นำที่ถูกล้มไปแล้วว่ายังคงทรงอิทธิพลและจะกลับมาชิงพื้นที่การปกครองอีกครั้งหนึ่ง ทั้งๆที่ทุกวันนี้ขั้วอำนาจนั้นถูกลิดรอนตัดกิ่งก้านสาขาไปทุกวัน และก็คงไม่มีโอกาสกลับมาเลย
    การปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงเสียใหม่ก็ไม่ต่างอะไรกับการใช้กฎหมายความมั่นคงของสหรัฐฯ ซึ่งในนามความมั่นคงนั้นสามารถทำให้กองทัพมีอำนาจเหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคต แต่ความมั่นคงตามที่กล่างอ้างนั้น แท้จริงมีความคลุมเครือว่าเป็นความมั่นคงของใคร ของรัฐ ของรัฐบาล หรือของกองทัพ เพราะมันขึ้นอยู่กับการตีความ จนทำให้เกิดอำนาจรัฐซ้อนรัฐขึ้น เหมือนรัฐบาลเงาของสหรัฐฯ
    อย่างไรก็ตามด้วยการสร้างมายาคติทำให้คนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกตนว่าอะไรคือำนาจที่แท้จริงของประชาชน นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจที่บีบรัดทำให้ต้องหมกมุ่นในการทำมาหากินเพื่อเอาตัวรอด ส่วนนักวิชาการหรือปัญญาชนก็มีจำนวนไม่น้อยที่ถูกเสนอตำแหน่ง หรือผลประโยชน์ทำให้หันมาให้การสนับสนุนเต็มที่ อันนี้ก็รวมทั้งสื่อจำนวนไม่น้อยที่ต้องเอาตัวรอดภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีทิศทางไปในทางผูกขาดตัดตอนที่สอดรับกับการรวมอำนาจรวมศูนย์ จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ขาดการชี้นำไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง
    แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้จะมีความพยายามที่จะปิดบังสู่สาธารณะก็คือ ช่องว่างระหว่างคนร่ำรวยกับคนยากจน ห่างออกไปทุกทีภายใต้ระบอบการรวมศูนย์อำนาจ นั่นคือความร่วมมือระหว่างผู้ปกครองกับบรรดานายทุนใหญ่ ที่จะกอบโกยเอาทรัพยากรของชาติไปกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มพวกตน ในขณะที่ประชาชนถูกทิ้งให้อดอยาก
    การฉ้อฉลเกิดขึ้นมากมาย แม้จะมีกลุ่มคนออกมาท้วงติงด้วยเหตุผลและหลักฐานพอสมควร อย่างกรณีการหนีภาษีน้ำมันที่มีการกระทำให้ดูว่ามีการสมคบกันระหว่างข้าราชการและบริษัทเอกชน โดยกลุ่มที่ต่อต้านการกระทำดังกล่าวได้ออกเอกสารเผยแพร่อย่างชัดเจน แต่แทนที่ผู้นำจะดำเนินการตรวจสอบหรือหาทางที่จะเอารายได้รัฐคืนมากลับเพิกเฉยหรือถามหาใบเสร็จ เรื่องการครอบงำรัฐวิสาหกิจก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่โปร่งใส แม้จะอ้างความมีประสิทธิภาพ แต่การจัดขึ้นตอนบริหารที่ซับซ้อนขึ้นไม่ได้ตอบโจทย์นั้น ยิ่งไปกว่านั้นการรวมเอารัฐวิสาหกิจเข้ามาด้วยกันอันมีมูลค่าหลายล้านล้านบาท ก็อาจทำให้เกิดความเสี่ยงได้หลายประการ รวมทั้งการที่อาจมีการแปรรูปได้ นี่ถ้าทำแบบนี้ในยุคทักษิณคงมีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่พูดเก่งมากออกมาคัดค้านสนั่นเมือง แต่นี่เงียบปล่อยให้เอ็นจีโอว่าไป จะมีมาพูดบ้างก็เบาๆเท่านั้น
    ประชาชนจึงไม่มีทางเลือกมากนักที่จะรักษาสิทธิและเสรีภาพของตนเอง เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของมวลมหาประชาชน นั่นคือการแสดงออกด้วยการทำอารยะขัดขืน แม้ในเวลานี้อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่มันจะมีผลในระยะยาว เฉกเช่นการแสดงพลังของนักศึกษาเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งแม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงชั่วคราว แต่การถอดบทเรียนนั้นจะทำให้ขบวนการประชาชนที่ต่อสู้ตามแนวทางสันติอหิงสาไปปรับปรุงยุทธวิธีและกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อดำรงไว้ ซึ่งสิทธิเสรีภาพ และปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและประเทศชาติ จากการกระทำของผู้ปกครองที่ไร้ซึ่งธรรมาภิบาล
    ดังนั้นการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีจึงเป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น เพราะตราบใดที่ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยยังขยายตัวกว้างขึ้น ความยุติธรรมยังมีสองมาตรฐาน และที่สำคัญอำนาจอธิปไตยยังไม่ได้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ตราบนั้นกระบวนการเปลี่ยนแปลงยังคงต้องขับเคลื่อนต่อไปตามวิถีของมันเอง ซึ่งจะสอดรับกับวิถีโลก

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com