รวมหนังสือการบริหารคลาสสิคที่ควรอ่าน
หนังสือการบริหารคลาสสิคเล่มหนึ่งที่ควรจะอ่านหรือเคยอ่านมาแล้ว ควรจะอ่านอีกครั้งหนึ่ง หนังสือเล่มนี้คือ In Search of Excellence โดย Thomas Peter and Robert Waterman
เมื่อต้น ค.ศ 1980 บริษัททั่วโลกได้มีความสนใจอย่างมากต่อการบริหารแบบญี่ปุ่น เรื่องราวความสำเร็จที่ไม่เคยมีมาก่อนของบริษัทญี่ปุ่นภายใน ประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ความลับน่าอัศจรรย์ที่ได้ขับเคลื่อนบริษัทญี่ปุ่นไปไกลมากและรวดเร็วมากคืออะไร ความลับเหล่านี้หลายอย่างคือหลักการที่กำเนิดขึ้นมาภายในอเมริกา ณ ช่วงเวลานี้บริษัทอเมริกันอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างรุนแรงที่จะตอบสนองต่อการแข่งขันจากบริษัทญี่ปุ่นอย่างไร หนังสือการบริหารขายดีที่สุดเล่มหนึ่งชื่อ Theory Z หรือมักจะเรียกกันว่า สไตล์การบริการแบบญี่ปุ่น ผู้เขียนคือ วิลเลียม อูชิ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ ลอสแอนเจลิส ได้กล่าวว่า บริษัทอเมริกัน เช่น ไอบีเอ็ม และฮิวเลตตฺ-แพคการ์ด ได้ใช้หลักการดีที่สุดของทั้งการบริหารแบบอเมริกันและการบริหารแบบญี่ปุ่นรวมกัน
ริช่าร์ด พาสคาล และแอนโธนี เอโธส ผู้เขียนร่วมหนังสือการบริหารขายดีที่สุดเล่มหนึ่งชื่อ The Art of Japanese Management ยืนยันว่าลักษณะเฉพาะอย่างของการบริหารแบบญี่ปุ่นเกิดขึ้นจากความสามารถของผู้บริหารญี่ปุ่นที่ได้รวมกันระหว่าง Soft’s คือ Staff, Style, Skill, Shared Value และ Hard’s คือ Strategy, Structure, System ของกรอบข่าย 7-Sได้เป็นอย่างดี บริษัทญี่ปุ่นได้ใช้หลักการบริหารหลายอย่างของบริษัทอเมริกัน แต่ได้ถูกใช้อย่างเข้มแข็งและมีวินัยมาก
กรอบข่าย 7-S ของแมคคินซี่ย์ เป็นมุมมองอย่างหนึ่งของการบริหารองค์การ ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย โทมัส ปีเตอร์ ,โรเบริต วอเตอร์แมน, ริชาร์ด พาสคาล และแอนโธนี เอโธส การวิจัยได้พบว่าบริษัทอเมริกันที่มีประสิทธิภาพได้บริหารปัจจัยที่สำคัญเจ็ดตัวขององค์การ ได้อย่างสอดคล้องและประสานกัน ปัจจัยเจ็ดตัวเหล่านี้ได้ถูกเรียกชื่อนำหน้าด้วย S ทุกตัวคือ : Strategy (กลยุทธ์) Structure (โครงสร้าง) System (ระบบ) Skill (ทักษะ) Staff(บุคคล) Style (สไตล์) Shared Value (ค่านิยมร่วม) แมคคินซี่ย์ บริษัทที่ปรึกษาแนวหน้าระดับโลก ได้ใช้กรอบข่าย 7-S นี้เป็นเครื่องมือพื้นฐานของการให้คำแนะนำปรึกษา แมคินซี่ย์ได้พบว่า บริษัทที่นำกลยุทธ์ไปสู่การกระทำแล้วล้มเหลว เนี่องจากความไม่สอดคล้องท่ามกลาง 7-S กลยุทธ์ใหม่ได้ถูกกระทำโดยใช้โครงสร้างเดิม ระบบเดิม หรื่อค่านิยมร่วมเดิม ดังนั้นกลยุทธ์ใหม่ได้กลายเป็นล้มเหลวไปในที่สุด
ค่านิยมร่วมอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของกรอบข่าย 7-S เพราะว่าค่านิยมร่วมคือรากฐานของการสร้างองค์การ ค่านิยมร่วมแสดงว่าเราคือใคร เราทำอะไร เราไปที่ไหน และเราใช้หลักการอะไร ค่านิยมร่วมคือ รากฐานและจิตวิญญานของวัฒนธรรมองค์การ เราต้องไม่ลืมคำกล่าวของปีเตอร์ ดรักเกอร์ ว่า วัฒนธรรมกินกลยุทธ์เป็นอาหารเข้า นูคอร์ คอรปอเรชั่น ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ระดับโลกของอเมริกา เป็นกรณีศึกษาที่ดีของการนำกลยุทธ์ไปกระทำได้บรรลุความสำเร็จสูงมาก เนื่องจากการสร้างความสอดคล้องที่ดีท่ามกลาง 7-S ของนูคอร์
กรอบข่าย 7-S ได้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกภายหนังสือ The Art of Japanese Management และระยะเวลาเดียวกันโทมัส ปีเตอร์ และโรเบิรต วอเตอร์แมน ได้ใช้กรอบข่าย 7-S เป็นรากฐานของการวิจัยหนังสือ In Search of Excellence ของพวกเขาด้วย
เมื่อ ค.ศ 1983 เป็นระยะเวลาที่มีหนังสือการบริหารโด่งดังหลายเล่ม หนังสือการบริหารที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อนักบริหารธุรกิจขายดีที่สุด บรรดาหนังสือการบริหารเหล่านี้ที่ขายได้มากที่สุดคือ In Search of Excellence ของ โทมัส ปีเตอร์ และโรเบิรต วอเตอร์แมน ได้ถูกพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ 1982 หนังสือทางธุรกิจยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดเวลา ยอดขาย 5.000,000 เล่มทั่วโลก เป็นเอกสารทางวิชาการที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางมากที่สุดภายในอเมริกา ค.ศ 1989-2006 และแปลเป็นภาษาต่างประเทศมากกว่าสิบภาษา เป็นหนังสือคลาสสิคเล่มหนึ่งของโลก และได้ถูกอ้างอิงอยู่บ่อยครั้งโดยสิ่งตีพิมพ์ทางการบริหาร การวิจัยของหนังสือเล่มนี้ได้ถูกดำเนินการระหว่าง ค.ศ 1979-1980 แม้ว่าเวลาผ่านมา 35 ปีแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังคงถูกตีพิมพ์อยู่ หนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์ ได้ยกย่องว่าเป็นหนังสือขายดีที่สุดนานกว่าสามปี เนื่องจากการค้นพบความลับของศาสตร์และศิลปการบริหารของหนังสือเล่มนี้
สามปีต่อมาภายหลัง In Search of Excellence
โทมัส ปีเตอร์ และแนนซี่ ออสติน ได้เขียนหนังสือร่วมกันเล่มหนึ่งชื่อ A Passion for Excellence และเมื่อ ค.ศ 1987 โทมัส ปีเตอร์ ได้เขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ Thriving on Chaos และหนังสือเล่มล่าสุดของเขาชื่อ Liberation Management หนังสือเหล่านี้เป็นการต่อยอดจาก In Search of Excellence
เมื่อ ค.ศ 1994 จิม คอลลินล์ และเจอรี่ย์ พอร์ราส์
นักวิชาการ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ร่วมทีมทำวิจัยพิมพ์เป็นหนังสือการบริหารเล่มหนึ่งที่โด่งดังชื่อ Build to Last ขายได้มากกว่าหนึ่งล้านเล่ม และแปลเป็นภาษาต่างประเทศสิบสามภาษา บรรดาหนังสือพิมพ์ทางธุรกิจได้ยกย่องว่าเป็น In Search of แ และได้ทำความเข้าใจสิ่งที่บริษัทเหล่านี้มีร่วมกัน แต่ได้พยายามหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดของโทมัส ปีเตอร์ และโรเบิรต วอเตอร์แมน พวกเขาได้ค้นพบหลักการหกข้อที่นำไปสู่ความยั่งยืนของบริษัทที่บรรลุความสำเร็จเหล่านี้ และคล้ายคลึงอย่างมากกับคุณลักษณะของบริษัทดีเด่นของโทมัส ปัเตอร์ และโรเบิรต วอเตอร์แมน
หนังสือการบริหารเล่มล่าสุดของจิม คอลลินล์ ชื่อ Good to Great พิมพ์เมื่อ ค.ศ 2001 ติดลำดับหนังสือขายดีที่สุดของหนังสือพิมพ์นิวยอรค ไทม์ ขายได้ 1.5 ล้านเล่มภายในปีเดียว
ทำลายสถิติของหนังสือ In Search of Excellence ไปเลย
In Search of Excellence ได้สร้างผลกระทบอย่างสำคัญต่อผู้บริหารและบริษัทจำนวนมาก หนังสือเล่ม ได้รายงานผลการวิจัยบริษัทอเมริกันดีเด่น 43 บริษัท เช่น 3 เอ็ม แมคโดนัลด์ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ล วอลท์ ดีสนีย์ วอลมาร์ท ไอบีเอ็ม โบอิ้ง เท็กซัส อินสตูร์เม้นท์ และดาว เคมีคอล เป็นต้น บริษัทดีเด่นสี่สิบสามบริษัทได้ถูกคัดเลือกโดยใช้เครื่องวัดผลการดำเนินทางการเงิน เช่น การเจริญเติบโตของทรัพย์สินสะสม การเจริญเติบโตของทุนสะสม และผลตอบแทนเฉลี่ยจากยอดขาย บริษัทดีเด่นเหล่านี้มีคุณลักษณะเด่นแปดข้อที่ได้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์การที่เข้มแข็ง
1 การมุ่งการกระทำ บริษัทดีเด่นได้ให้คุณค่าต่อการกระทำสูงมาก การไม่วิเคราะ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกวนเวียนไม่รู้จบ สุภาษิตของพวกเขาคือ Do It, Try It, Fix It เราจะวิเคราะห์ปัญหาจนตายได้อย่างไร ผู้บริหารต้องตัดสินใจ แม้ว่าจะไม่มีข้อเท็จจริงทุกอย่าง ณ ดิจิตอล อีควิปเม้นท์ เมื่อเรามีปัญหาใหม่เกิดขึ้น เราจะจับผู้บริหารอาวุโสสิบคนขังไว้ภายในห้องเป็นสัปดาห์ ถ้าพวกเขายังไม่ได้คำตอบว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร
2 การอยู่ใกล้ชิดลูกค้า บริษัทดีเด่นได้เรียนรู้และรับฟังลูกค้าอยู่เสมอ ไอบีเอ็มได้วัดความพอใจของลูกค้าทุกเดือน วิลลาร์ด แมร์ริออตท์ ผู้ก่อตั้งแมร์ริออตต์ โฮเต็ล ได้ อ่านการ์ดร้องเรียนของลูกค้าทุกคน ลูกค้าคือแหล่งข้อมูลผลิตภัณฑ์ทั้งปัจจุบันและอนาคต การให้ความสำคัญต่อลูกค้า การตอบสนองความต้องการลูกค้า และการตามใจลูกค้าเมื่อจำเป็น
3 การสัมผัสและผลักด้นด้วยค่านิยม บริษัทดีเด่นใช้การบริหารแบบสัมผัส และการผลักดันด้วยค่านิยม เช่น เรย์ ครอค ผู้ก่อตั้งแมคโดนัลด์ ได้ออกไปเยี่ยมเยียนร้านแมคโดนัลด์ และย้ำค่านิยม QSV&C : คุณภาพ บริการ คุณค่า ความสะอาด แก่พนักงานอยู่เสมอ ผู้บริหารต้องไม่บริหารงานทางด้านหลังของประตูสำนักงานที่ปิดอยู่ แต่พวกเขาควรจะ “เดินดูรอบๆ” ภายในหน่วยงานของบริษัท เช่น โรงงาน หรือ ห้องทดลอง พวกเขาได้ใช้การบริหารแบบเดินดูรอบๆ – MBWA
4 การเพิ่มประสิทธิภาพโดยบุคคล บริษัทดีเด่นได้ให้คุณค่าแก่บุคคลสูงมาก บุคคล-ไม่ใช่เทคโนโลยี- เป็นต้นตอแหล่งที่มาของคุณภาพและประสิทธิภาพ บุคคลคือทรัพย์สินสำคัญที่สุดของบริษัท ณ เท็กซัส อินสตูรเม้นท์ คนงานทุกคนเป็นแหล่งที่มาของความคิด ไม่ใช่แค่มือสองข้าง ณ ไอบีเอ็ม ความเชื่อที่สำคัญที่สุดคือ การเคารพบุคคลของเรา
5 ความเป็นอิสระและการเป็นผู้ประกอบการบริษัทดีเด่นมุ่งการสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยการสนับสนุนความเเป็นอิสระและการเป็นผู้ประกอบการ เช่น 3 เอ็ม ได้กระตุ้นนวัตกรรมด้วยการยอมให้บุคคลทุกคนใช้ 15% ของเวลางานทำโครงการที่สนใจโดยไม่ต้องรายงานบริษัท และมองว่าพวกเขาคือผู้ประกอบการของบริษัทคนหนึ่ง
6 การทำธุรกิจที่เชี่ยวชาญ บริษัทดีเด่นทำธุรกิจที่รู้ดีที่สุด การไม่ยอมรับแนวคิดของการกระจายธุรกิจ การซื้อธุรกิจที่ไม่เกี่ยวพันกับธุรกิจเดิม
ผู้บริหารจอนห์สัน แอนด์ จอห์นสัน ได้กล่าวว่า อย่าไปซื้อธุรกิจที่เราไม่รู้ว่าจะดำเนินงานอย่างไร แม้แต่ 3 เอ็ม ผลิตและขายผลิตภัณฑ์จำนวนมาก แต่การกระจายธุรกิจของบริษัทได้มุ่งที่ความเชี่ยวชาญอย่างเดียวคือ เทคโนโลยีของการเคลือบและการเท่านั้น
7 โครงสร้างที่เรียบง่ายและสายงานสนับสนุนน้อย บริษัทดีเด่นมีระดับการบริหารและสายงานที่ปรึกษาน้อย โดยทั่วไปบริษัทสนับสนุนระดับการบริหารไม่เกินห้าระดับ บริษัทใหญ่ใช้โครงสร้างแบบหน่วยธุรกิจที่มีความเป็นอิสะสูงบริษัทดีเด่นไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหน สายงานสนับสนุน ณ สำนักงานใหญของบริษัทจะไม่เกิน 100 คน โครงสร้างคล่องตัว สะโอดสะอง และแบน
8 การควบคุมที่เข้มงวดและผ่อนปรนได้ถูกใช้พร้อมกัน บริษัทดีเด่นมีการกระจายอำนาจมาก แต่ค่านิยมต้องเป็นจุดศูนย์รวมและควบคุมอย่างใกล้ชิดของบริษัท เช่น ณ ไอบีเอ็ม การบริการลูกค้าของพนักงานได้ถูกควบคุมอย่างใกล้ชิด ณ แมคโดนัลดฺ์ ไม่มีข้อยกเว้นเลยต่อค่านิยมคุณ ภาพ บริการ คุณค่า ความสะอาด แต่ภายในด้านอื่นบุคคลมีความเป็นอิสระได้ บริษัทดีเด่นมีทั้งการรวมอำนาจและการกระจายอำนาจ
cr: รศ.สมยศ นาวีการ
หมายเหตุ: จากบก. ในปัจจุบันแนวคิดในการบริหารได้เปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง เช่น เน้นในเรื่องการเข้าถึงการใช้ทรัพยากรโดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของ รวมทั้งการใช้บริการจากภายนอก(outsource) ในสัดส่วนที่มากขึ้นเพื่อความคล่องตัวและลดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการและการซ่อมบำรุง รวมทั้งการup grade อุปกรณ์ (gaining access than owning asset)






