INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อะไร อะไร ก็ลงที่นายก

67979fff650644069b0e99fcd9649942 620

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET

อะไร อะไร ก็ลงที่นายก

    เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่โดยฐานะตำแหน่งการเมือง ก็ต้องเป็นนักการเมือง เมื่อเป็นนักการเมืองโดยเฉพาะเป็นผู้นำ ผู้บริหารประเทศ ก็ต้องรับเละไปทุกเรื่อง เพราะมันเป็นความรับผิดชอบของผู้นำรัฐบาล การวิพากษ์วิจารณืก็ย่อมจะมีมุมมองทั้งบวกทั้งลบ ในทุกภาระงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ

    เรื่องแรกก็คือเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศ เอาที่ใหญ่ๆก็มีการเดินทางไปเยือนญี่ปุ่น ก็ได้ข้อตกลงเรื่องรถไฟความเร็วสูงไปเชียงใหม่ และอนาคตก็คงลงใต้ไปสิงคโปร์ มาเลย์ ใช้งบประมาณแผ่นดินมูลค่าหลายแสนล้าน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องใช้จ่ายในคราวเดียว รัฐบาลก็ต้องระดมทุนและเงินกู้ ซึ่งญี่ปุ่นก็เต็มใจให้กู้อยู่แล้ว เพราะต้องการระบายเงินสำรองออกมา อันจะทำให้ค่าเงินเยนไม่สูงมากนัก ดอกเบี้ยก็น่าจะถูกกว่าจีน แต่งานนี้ก็ถูกวิจารณ์ว่าเรากู้เงินญี่ปุ่นมาแล้วจำนวนมาก เกือบทุกโครงการใหญ่ๆ ถ้าค่าเงินเยนเกิดแข็งขึ้นมา ก็มีโอกาสเจ็บตัว และเสี่ยงสูงที่จะไปผูกพันเงินกู้กับเงินสกุลเดียว ส่วนในเรื่องเทคนิครถไฟญี่ปุ่นผ่านฉลุย แม้จะมีการท้วงติงว่าไม่ควรทำรถไฟความเร็วสูงเพื่อขนคน แต่ให้ทำรถไฟความเร็วปานกลาง ขยายเป็นรางมาตรฐานและเดินรางคู่ เพื่อขนสินค้าเป็นหลักมากกว่า ที่ควรพิจารณาก็คือจะไปทำลายสายการบินโลว์คอสของเราเอง

    อย่างไรก็ตามที่นายกฯไปเยือนญี่ปุ่นไม่ใช่ไปปุ๊บก็ตกลงปั๊บ เรื่องนี้มีการเจรจากันมานานแล้ว โดยกระทรวงคมนาคมกับทีมงาน การไปเยือนก็เป็นเพียงการสร้างภาพทางการเมืองเท่านั้น ถ้าเกิดความเสียหายอะไร กระทรวงคมนาคมก็ต้องรับผิดชอบในฐานะเจ้าของเรื่อง และกระทรวงการคลังก็ต้องรับผิดชอบในการบริหารจัดการเรื่องการจัดกระบวนการจ่ายเงิน การหาเงิน และการบริหารความเสี่ยงในเรื่องอัตราการแลกเปลี่ยนบาท-เยน หรือเงินตราระหว่างประเทศก็แล้วแต่ อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบเต็มๆ

    เรื่องต่อมาคือการเดินทางไปเยือนจีน ของนายกรัฐมนตรี ด้านหนึ่งก็เพื่อกระชับสัมพันธ์ไมตรีกับจีนในฐานะมหาอำนาจดาวรุ่ง แต่สิ่งที่ได้ติดมือมาก็คือรถไฟความเร็วสูงจากจีน สายกทม.-โคราช และจะต่อไปหนองคาย เพื่อเชื่อมต่อกับรถไฟจีนจากลาว งานนี้ก็เช่นกัน คมนาคมเป็นต้นเรื่อง และได้ศึกษากันมาก่อน ไม่ใช่พอไปก็ตกลงกันเลย แต่งานนี้ถูกวิจารณ์ทั้งด้านเทคนิครถไฟของจีน ความเหมาะสมของโครงการ ซึ่งประเมินแล้วขาดทุน และก็มีข้อเสนอให้ทำรถไฟขนสินค้าแบบสายเชียงใหม่-กทม. จะไม่ดีกว่าหรือ ส่วนเรื่องเงินกู้หลายแสนล้านนี้จะระดมจากการออกตราสารหนี้ในประเทศ เอาเป็นว่าเราอาจหวังผลในด้านกระชับความสัมพันธ์กับจีนเพื่อถ่วงดุลกับสหรัฐฯก็พออ้างได้

    เรื่องที่สามคือการไปเยือนสหรัฐอเมริกาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก แต่เราควรให้ความเป็นธรรมแก่นายกรัฐมนตรีด้วยการมองทั้งสองด้าน นั่นคือฝ่ายเชียร์ก็บอกว่าวินวิน ส่วนฝ่ายไม่เห็นด้วยก็บอกว่าเสียหายมาก ตั้งแต่การไปตกลงจะซื้อถ่านหิน เครื่องในและเนื้อหมู และอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ลองพิจารณา 3 รายการใหญ่ๆที่ว่า เรื่องถ่านหิน ถ้า SCG เขาจะซื้อเพราะเห็นว่าคุ้ม มันก็เป็นเรื่องของเขา แต่ถ้าจะให้กฟผ.ซื้อก็ต้องดูว่ามันคุ้มไม๊ และจะกระทบเรื่องข้อตกลงที่ปารีสไหม หรือจะเอาถ่านหินมากดดันให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ภาคใต้เพิ่มอีก อันนี้ก็ต้องคัดค้านกันละ

    อันต่อมาเรื่องเนื้อหมูเครื่องในหมู ตามที่รมว.การต่างประเทศชี้แจงมันก็ยังไม่เห็นมีปัญหาอะไร เพราะเรามีมาตรฐานการควบคุมสารเคมี และเชื้อโรคอยู่แล้ว อีกอย่างรัฐบาลไม่ใช่ผู้สั่งซื้อแต่เป็นเอกชน ถ้าเขาเห็นว่ามีกำไรก็สั่งมา อาจทำให้เนื้อหมูและเครื่องในราคาถูกลงก็ได้ งานนี้ทายาทเจ้าสัวซีพีก็ไปด้วย คงไม่ปล่อยให้หลุดง่ายๆ ที่สำคัญทีมเจรจาเขาล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ก็ต้องคุยในรายละเอียด ในทางปฏิบัติมันยังมีขั้นตอนอีกมาก จึงมาสู่เรื่องที่จะซื้ออาวุธ ซึ่งอ้างว่าแค่ปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน อันนี้บอกเลยว่ามันเป็นความต้องการของกองทัพเราเอง เมกาไม่ได้กดดันอะไร

    แต่มีข้อพิจารณาเบื้องหลังข้อตกลงทั้งหลาย ที่เมกาเรียกเราไปคุย และเราต้องไปก็เพราะนายทรัมป์ที่เป็นพ่อค้า ต้องการจะแสดงว่าเมกาต้องมาก่อน นั่นคือไทยเราเกินดุลการค้าสหรัฐฯอยู่มาก เขาต้องการให้เราซื้อของเขามากขึ้นเพื่อลดการเกินดุล หากเราแข็งขืนเขาอาจจะมีมาตรการที่จะกดดันเราในทางการค้า หรือใช้กลไกอื่นๆเล่นงานเรา เช่น เรื่องประมง หรือเรื่องการบินที่ ICAO พึ่งปลดธงแดง แต่ FAA ของสหรัฐฯยังไม่ปรับอันดับไทย ที่สำคัญการแถลงร่วมทำให้นายทรัมป์ได้หน้าว่ามีผลงาน เหมือนคราวไปเยือนซาอุที่กษัตริย์ซัลมาน ประกาศว่าจะซื้ออาวุธจำนวนหลายแสนล้านดอลลาร์ แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีการทำสัญญาซื้อขายเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร

    ดังนั้นงานนี้ผู้เขียนเห็นว่าจิ๊บจ้อยมาก เมื่อเทียบกับการไปจีนและญี่ปุ่น หรือแม้แต่การทำการตกลงซื้อขายอาวุธกับรัสเซีย เมื่อรัฐมนตรีของเขามาเยือน

    ที่น่าจะพิจารณามากก็คือท่าทีของการเดินหมากการเมืองระหว่างประเทศของไทย มีลักษณะที่เป็นฝ่ายไปประเคนซื้อของเพื่อเอาใจมากกว่าการแสดงจุดยืนที่เข้มแข็ง อย่างเช่นการประกาศจุดยืนความเป็นกลาง และการเป็นเขตสันติภาพ เราวางตัวเอาใจประเทศใหญ่ๆเพื่อสร้างภาพที่คิดว่าจะทำให้เขายอมรับว่าเราเป็นกลาง แต่มันไม่ใช่ กลับมองว่าเราง่าย บีบง่าย ซึ่งต่างจากท่าทีของผู้นำฟิลิปปินส์ที่ปฏิเสธคำเชิญของทรัมป์ และในที่สุดก็มีข่าวว่าทรัมป์จะมาเยือนภูมิภาคนี้ รวมทั้งฟิลิปปินส์ การเลือกท่าทีที่เหมาะสมนี่ต่างหากที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่ด้วยการที่เราเป็นรัฐบาลทหารที่หลายประเทศเขาไม่ยอมรับ จึงต้องลดตัวไปเอาใจ เพื่อไปสร้างภาพให้ประเทศต่างๆเห็นว่าเราเป็นที่ยอมรับ ยกเว้นจีนที่ไม่แคร์ว่ารัฐบาลแบบไหน ถ้าได้ประโยชน์ก็เอาทั้งนั้น

    ท่าทีของผู้นำในการดำเนินวิเทโศบายกับประเทศต่างๆนี่สำคัญมาก เพราะมันละเอียดอ่อนและต้องใช้ทักษะมาก แต่ในปัจจุบันเราขาดบุคลากรทางด้านนี้ เรามีแต่ข้าราชการนักการทูต แต่เราขาดผู้เชี่ยวชาญการเมืองระหว่างประเทศ อย่างท่านอาจารย์ดิเรก ชัยนาม อาจารย์ยวด เลิศฤทธิ์ หรืออาจารย์เสนีย์ ปราโมช ทำให้อำนาจการต่อรองของไทยลดลงไปมาก นี่ยังไม่ต้องไปเทียบกับวิเทโศบาย ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ที่ทำให้ไทยผ่านพ้นการเป็นเมืองขึ้นมาได้

    ก็ต้องเห็นใจนายกรัฐมนตรี เพราะท่านไม่มีประสบการณ์และฝึกฝนในด้านนี้มาก่อน ครั้นจะหาคนมาช่วยก็มีแวดวงที่จำกัด และขาดแคลนบุคคลดังกล่าวมาแล้ว

    ความจริงในช่วงนี้ก็มีเรื่องราวที่เป็นภาระของท่านนายกฯอีกหลายเรื่อง และเรื่องที่สำคัญคือการบริหารจัดการงานถวายพระเพลิงพระบรมศพของล้นเกล้า ในบรมโกษให้สมพระเกียรติ ยิ่งมีข่าวพวกชาติชั่วจะมาป่วนงานทำให้เสื่อมพระเกียรติด้วยแล้ว รัฐบาลยิ่งต้องเข้มงวดกวดขัน และระดมเรื่องการข่าวอย่างเข้มข้น เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น นายกรัฐมนตรีก็คงหนีไม่พ้นความรับผิดชอบ นอกจากนี้รัฐบาลก็ยังมีหน้าที่ประสานงานไปยังประเทศต่างๆที่จะเชิญผู้นำของเขามาร่วมงานอันเป็นสิ่งสูงสุดในความรู้สึกของคนไทยที่จงรักภักดีทั้งหลาย

    งานใหญ่อีกงานต่อจากนี้ที่แม้ไม่มีใครพูดถึงมากนัก แต่ก็สำคัญคืองานขึ้นทรงราชย์ หรืองานราชาภิเษกของรัชกาลที่ 10 ที่รัฐบาลต้องมีส่วนสำคัญที่จะต้องดำเนินการให้สมพระเกียรติ แม้จะยังไม่มีหมายกำหนดการ แต่ถ้างานแรกคืองานถวายพระเพลิงพระบรมศพไม่เรียบร้อยก็จะกระทบเป็นลูกระนาดแน่นอน แล้วใครจะต้องรับผิดชอบถ้าไม่ใช่นายกรัฐมนตรี

    ผู้เขียนจึงรู้สึกหนักใจแทนผู้นำรัฐบาลอย่างมาก เพราะไหนจะมีภาระบริการราชการแผ่นดิน ไหนจะต้องสู้รบกับแรงกดดันทั้งจากพรรคการเมือง และแรงกดดันจากต่างประเทศ ยังมีงานหลักๆอีก 2 งานที่กล่าวมาแล้ว แต่ท่านเป็นคนที่สุขภาพจิตดี คงไม่เครียดเท่าไรหรอก

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *