INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

9/11 กับ “แผน 7 ประเทศใน 5 ปี” ของ Wesley Clark

ChatGPT Image Sep 15 2026 02 29 53 PM

9/11 กับ “แผน 7 ประเทศใน 5 ปี” ของ Wesley Clark
แยกข้อเท็จจริง ข้อกล่าวอ้าง และบทเรียนจากสองทศวรรษของสงครามและการแทรกแซง

บทความวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์ | ปรับปรุงข้อมูลถึงปี 2026

ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล

บทนำ: เรื่องนี้จริงแค่ไหน?

เรื่อง “แผนลับของเพนตากอนที่จะโค่นรัฐบาล 7 ประเทศภายใน 5 ปี” ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำอย่างกว้างขวาง โดยมักถูกนำเสนอราวกับเป็นเอกสารลับที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 แต่เมื่อแยกหลักฐานออกจากการตีความ ภาพที่ได้มีความซับซ้อนกว่านั้น

สิ่งที่ยืนยันได้แน่นอนคือ พลเอกเวสลีย์ คลาร์ก อดีตผู้บัญชาการสูงสุดฝ่ายพันธมิตรของ NATO เคยเล่าเรื่องนี้หลายครั้ง และบันทึกไว้ในหนังสือ Winning Modern Wars ที่ตีพิมพ์ในปี 2003 ต่อมาในการสัมภาษณ์ Democracy Now! เมื่อเดือนมีนาคม 2007 เขาเล่ารายละเอียดว่า เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงคนหนึ่งที่เพนตากอนบอกเขาว่า มีบันทึกจากสำนักงานรัฐมนตรีกลาโหมซึ่งกล่าวถึงแผนจัดการกับ 7 ประเทศ ได้แก่ อิรัก ซีเรีย เลบานอน ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน และอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญคือ Clark ไม่ได้เปิดเผยเอกสารดังกล่าว ไม่เปิดเผยชื่อเจ้าหน้าที่ และในบทสัมภาษณ์เดียวกันเขายอมรับว่าไม่สามารถยืนยันโดยตรงว่าเอกสารนั้นมีอยู่จริงในรูปแบบที่เขาได้รับการบอกเล่าหรือไม่ ซึ่งแน่นอนเขาเปิดเผยไม่ได้เพราะเป็นเอกสารลับ หากเปิดเผยจะมีความผิดตามกฏหมาย ดังนั้น คำกล่าวนี้ควรจัดอยู่ในระดับ “คำให้การของอดีตนายทหารระดับสูง” ไม่ใช่ “เอกสารเพนตากอนที่ได้รับการตรวจสอบและเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว”

1. แยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “ข้อกล่าวอ้าง”

สิ่งที่มีหลักฐานรองรับ

  • Wesley Clark มีตัวตนและดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพสหรัฐฯ รวมถึง Supreme Allied Commander Europe ของ NATO และเขาได้เล่าเรื่องแผน 7 ประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หนังสือปี 2003 เป็นต้นมา
  • ในคำบอกเล่าของ Clark รายชื่อ 7 ประเทศคือ อิรัก ซีเรีย เลบานอน ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน และอิหร่าน โดยอิรักถูกวางไว้เป็นประเทศแรกและอิหร่านเป็นประเทศสุดท้าย
  • สหรัฐฯ มีนโยบายและการปฏิบัติการทางทหาร เศรษฐกิจ หรือการเมืองที่สำคัญในประเทศส่วนใหญ่ของรายชื่อดังกล่าวในช่วงสองทศวรรษถัดมา แต่ลักษณะ เหตุผล และฐานกฎหมายและวิธีการอาจแตกต่างกันอย่างมาก

สิ่งที่ยังไม่ควรสรุปว่าเป็นข้อเท็จจริง

  • ยังไม่มีหลักฐานสาธารณะที่เพียงพอให้ยืนยันว่า “บันทึกลับของเพนตากอน” ตามที่ Clark กล่าวนั้นเป็นเอกสารนโยบายอย่างเป็นทางการที่รัฐบาลสหรัฐฯ อนุมัติให้ดำเนินการโค่นรัฐบาลทั้ง 7 ประเทศตามลำดับภายใน 5 ปี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันไม่มีแผนดังกล่าว เพราะมันมีการดำเนินการต่อประเทศเหล่านั้นมาอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีการที่แตกต่างและเกิน5ปี
  • แต่ก็ไม่ควรเหมารวมว่าการดำเนินนโยบายต่อทั้ง 7 ประเทศหลังปี 2001 เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการเดียวกัน เพราะในความเป็นจริงมีทั้งสงครามต่อต้านการก่อการร้าย การคว่ำบาตร การทูต การสนับสนุนพันธมิตร การปฏิบัติการเฉพาะกิจ และการตอบสนองต่อสงครามกลางเมือง
  • การที่เหตุการณ์ในเวลาต่อมาบางส่วน “คล้าย” กับรายชื่อของ Clark ไม่ได้พิสูจน์โดยตัวมันเองว่าแผนลับนั้นเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์เหล่านั้น

2. แล้วเหตุใดคำกล่าวของ Clark จึงยังน่าสนใจ?

แม้ไม่สามารถใช้คำกล่าวนี้เป็นหลักฐานเด็ดขาดของ “แผน 7 ประเทศ” ได้ แต่ก็ไม่ควรละเลยเสียทั้งหมด เพราะมีบริบททางความคิดและนโยบายของฝ่ายความมั่นคงสหรัฐฯ ก่อนและหลัง 9/11 ที่สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบและการปรับโครงสร้างตะวันออกกลางเป็นแนวคิดที่มีผู้สนับสนุนอยู่จริง

ตัวอย่างสำคัญคือเอกสารและข้อเสนอของกลุ่มนักคิดสาย neoconservative ในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งเสนอให้สหรัฐฯ ใช้อำนาจทางทหารและการเมืองเพื่อเปลี่ยนดุลอำนาจในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะต่ออิรัก อย่างไรก็ตาม การมีแนวคิดเหล่านี้อยู่จริงก็ยังไม่เท่ากับการพิสูจน์ว่าเอกสาร 7 ประเทศของ Clark เป็นนโยบายปฏิบัติการที่ได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการ

ดังนั้น วิธีวิเคราะห์ที่รอบคอบที่สุดคือมองคำกล่าวของ Clark เป็น “ชิ้นส่วนหนึ่งของหลักฐานแวดล้อม” แล้วนำไปเปรียบเทียบกับนโยบายและเหตุการณ์ที่ตรวจสอบได้จริง

3. ตรวจสอบทั้ง 7 ประเทศกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

ประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ความสอดคล้องกับคำกล่าว ข้อควรระวัง
อิรัก สหรัฐฯ และพันธมิตรรุกรานในปี 2003 และโค่นรัฐบาล Saddam Hussein สูงในแง่ผลลัพธ์ เหตุผลเรื่อง WMD ถูกพิสูจน์ภายหลังว่าอ่อนแออย่างมาก; Chilcot ชี้ว่าข้อมูลข่าวกรองมีข้อบกพร่องและสงครามไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย
ซีเรีย สหรัฐฯ ดำเนินปฏิบัติการทางทหารในซีเรียตั้งแต่ 2014 โดยอ้างการต่อต้าน ISIS; มีแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจต่อรัฐบาลซีเรีย ปานกลาง ไม่ได้เกิดการรุกรานเต็มรูปแบบเพื่อโค่นรัฐบาลตามแบบอิรัก และฐานเหตุผล/กฎหมายแตกต่างจากอิรัก
เลบานอน สหรัฐฯ ใช้เครื่องมือทางการทูต การเงิน และความมั่นคง แต่ไม่ได้ส่งกองทัพไปโค่นรัฐบาล ต่ำถึงปานกลาง การมีแรงกดดันต่อเลบานอนไม่เท่ากับการดำเนินการตามแผนโค่นรัฐบาล
ลิเบีย NATO นำปฏิบัติการทางอากาศในปี 2011 ภายใต้กรอบมติ UNSC 1973; การรบจบลงด้วยการล่มสลายของรัฐบาล Gaddafi สูงในแง่ผลลัพธ์ แต่ต่างจากกรอบเดิม มติ UN ให้อำนาจใช้มาตรการจำเป็นเพื่อคุ้มครองพลเรือนและเขตพลเรือน แต่ขอบเขตของการปฏิบัติการและผลที่นำไปสู่ regime change ยังคงเป็นประเด็นถกเถียง
โซมาเลีย สหรัฐฯ ทำปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มติดอาวุธและก่อการร้าย รวมถึงการโจมตีทางอากาศ/โดรน ปานกลางในแง่การใช้กำลัง ไม่ได้เกิดการโค่นรัฐบาลโซมาเลียตามความหมายทั่วไป
ซูดาน สหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันทางการทูตในหลายช่วง โดยเฉพาะประเด็น Darfur และความมั่นคง ต่ำถึงปานกลาง ไม่มีการรุกรานเพื่อโค่นรัฐบาลแบบอิรัก
อิหร่าน เผชิญมาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันต่อเนื่องตั้งแต่ก่อน 9/11 และหนักขึ้นหลังจากนั้น โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และอิทธิพลระดับภูมิภาค สูงในแง่แรงกดดัน แต่ไม่ใช่หลักฐานของแผน 5 ปี สหรัฐฯ เคยใช้ทั้งการคว่ำบาตร การทูต และการเจรจา เช่น JCPOA จึงไม่ใช่เส้นทางเดียวที่มุ่งสู่ regime change

4. กรณีอิรัก: จุดที่คำวิจารณ์มีน้ำหนักมากที่สุด

อิรักเป็นกรณีที่ทำให้คำกล่าวของ Clark มีน้ำหนักในเชิงตั้งคำถามมากที่สุด เพราะสหรัฐฯ ตัดสินใจใช้กำลังในปี 2003 แม้ประเด็นสำคัญเรื่องอาวุธทำลายล้างสูงของอิรักจะมีความไม่น่าเชื่อสูงก็ตาม รายงาน Iraq Inquiry หรือ Chilcot ของสหราชอาณาจักรในปี 2016 สรุปว่าข่าวกรองเกี่ยวกับ WMD มีข้อบกพร่อง และทางเลือกทางการทูตยังไม่ได้ถูกใช้จนหมดก่อนเข้าสู่สงคราม

ประเด็นนี้จึงสามารถวิจารณ์ได้อย่างมีหลักฐานว่า การสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับสงครามอิรักมีปัญหาร้ายแรง แต่ควรหลีกเลี่ยงการก้าวต่อไปอีกขั้นโดยสรุปว่า “หลักฐานนี้พิสูจน์แผน 7 ประเทศของ Clark” เพราะสองเรื่องนี้ยังไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

5. กรณีลิเบีย: จากการคุ้มครองพลเรือนสู่คำถามเรื่อง regime change

ลิเบียเป็นกรณีที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่ง มติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1973 ในปี 2011 อนุญาตให้ประเทศสมาชิกใช้ “มาตรการที่จำเป็น” เพื่อคุ้มครองพลเรือนและกำหนดเขตห้ามบินเหนือประเทศลิเบียซึ่งเป็นมติที่ผลักดันโดยสหรัฐ ต่อมา NATO ดำเนินปฏิบัติการทางอากาศจนรัฐบาล Muammar Gaddafi ล่มสลาย

ดังนั้น หากกล่าวว่า “NATO เข้าแทรกแซงลิเบีย” เป็นข้อเท็จจริง แต่หากกล่าวว่า “NATO มีอำนาจจาก UN ให้โค่นรัฐบาลลิเบีย” จะเป็นการสรุปเกินกว่าถ้อยคำของมติ 1973 ความแตกต่างระหว่าง mandate เพื่อคุ้มครองพลเรือนแต่กลายเป็นเข้าโจมตีจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์มันคนละเรื่องกันและกับผลทางการเมืองที่นำไปสู่ regime change เป็นหนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญของกรณีลิเบีย

6. ซีเรีย โซมาเลีย ซูดาน และเลบานอน: จุดที่เรื่อง “7 ประเทศ” เริ่มไม่ตรงกับความเป็นจริงว่าด้วยการปฏิบัติการทางทหาร

เมื่อพิจารณาอีกสี่ประเทศจะเห็นความแตกต่างชัดเจน สหรัฐฯ มีบทบาททางทหารหรือแรงกดดันทางการเมืองในแต่ละประเทศจริง แต่รูปแบบแตกต่างกันมาก ซีเรียเกี่ยวข้องกับสงครามกลางเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากตะวันตกและการอ้างการต่อต้าน ISIS ส่วนโซมาเลียเกี่ยวข้องกับการต่อต้าน Al-Shabaab และเครือข่ายก่อการร้ายที่เกี่ยวโยงกับISIS โดยต่อมามีการกล่าวหาว่าองค์กรนี้ได้รับการสนับสนุนจากCIA โดยที่ไม่มีข้อพิสูจน์นอกจากพฤติกรรมบางอย่าง เช่นความร่วมมือระหว่างISIS กับISRAEL ด้านซูดานเกี่ยวข้องกับมาตรการคว่ำบาตรและวิกฤตความขัดแย้งภายใน อันเกิดจากการสนับสนุนของตะวันตกจนนำไปสู่การแบ่งแยกซูดานใต้ ส่วนเลบานอนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนกองทัพ และการวางเฉยให้อิสราอลใช้กำลังเข้ายึดครอง กับแรงกดดันทางการทูตที่เลือกข้าง

ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้การตีความแบบ “สหรัฐฯ เดินตาม checklist เดิมครบทั้ง 7 ประเทศ” อ่อนลงหากจะเน้นเฉพาะรูปแบบ เพราะไม่มีรูปแบบเดียวกันของการปฏิบัติการ และไม่มีหลักฐานสาธารณะที่แสดงว่าทั้งเจ็ดประเทศถูกดำเนินการตามลำดับเดียวกันภายในห้าปี

7. อิหร่าน: ทำไมประเทศสุดท้ายในคำกล่าวจึงยังเป็นประเด็นสำคัญ

อิหร่านเป็นกรณีที่ต้องแยก “แรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์” ออกจาก “หลักฐานว่าเป็นเป้าหมายในแผน 7 ประเทศ” รายงานของ Congressional Research Service ระบุว่าสหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1979 และมาตรการเหล่านี้มีหลายเป้าหมาย ตั้งแต่การอ้างการต่อต้านการก่อการร้าย การจำกัดอำนาจทางทหาร ไปจนถึงการกดดันโครงการนิวเคลียร์

ที่สำคัญ สหรัฐฯ ไม่ได้ใช้แต่การเผชิญหน้า ในปี 2015 การเจรจาระหว่างอิหร่านกับมหาอำนาจนำไปสู่ JCPOA ซึ่งแสดงให้เห็นว่านโยบายต่ออิหร่านมีทั้งการกดดันและการทูต ดังนั้น การที่อิหร่านยังคงเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานเดี่ยว ๆ เพื่อยืนยันแผนลับของ Clark ได้ ทว่าก็ไม่อาจปฎิเสธได้ว่าสหรัฐไม่ได้มีแผนจะทำลายอิหร่าน

8. บทสรุป: เราควรเชื่ออะไร และควรตั้งคำถามอะไร?

ข้อสรุปที่สมดุลที่สุดคือ “เรื่อง 7 ประเทศมีต้นทางจากคำกล่าวจริงของ Wesley Clark แต่เอกสารลับที่เขาอ้างถึงยังไม่ได้รับการยืนยันต่อสาธารณะในระดับที่จะเรียกว่าเป็นหลักฐานเด็ดขาดของนโยบายรัฐบาลสหรัฐฯ” ขณะเดียวกัน เหตุการณ์หลัง 9/11 ก็แสดงให้เห็นจริงว่าสหรัฐฯ ขยายการใช้กำลัง อำนาจทางทหารทางการเมืองและเศรษฐกิจ ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรเข้าไปมีบทบาทในตะวันออกกลางและแอฟริกาอย่างกว้างขวาง

สิ่งที่มีหลักฐานหนักแน่นกว่าคือกรณีอิรัก ซึ่งเหตุผลด้าน WMD ที่ใช้สนับสนุนสงครามถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรงจากการสอบสวนภายหลัง และกรณีลิเบียซึ่งแสดงให้เห็นช่องว่างระหว่างวัตถุประสงค์ทางกฎหมายของการคุ้มครองพลเรือนกับผลทางการเมืองที่นำไปสู่การล่มสลายของระบอบ

ดังนั้น บทเรียนจาก 9/11 ไม่ควรเป็นการเปลี่ยนจาก “เชื่อวาทกรรมของรัฐบาล” ไปเป็น “เชื่อทฤษฎีสมคบคิดอีกด้านหนึ่ง” แต่ควรเป็นการตรวจสอบทั้งสองด้านด้วยหลักฐานเดียวกัน ตั้งคำถามว่าใครเป็นผู้กำหนดภัยคุกคาม เหตุผลในการใช้กำลังคืออะไร ฐานกฎหมายอยู่ที่ใด ใครได้ประโยชน์ และผลที่เกิดขึ้นจริงต่อประชาชนและอธิปไตยของรัฐเป้าหมายเป็นอย่างไร

ในมุมนี้ คำกล่าวของ Wesley Clark มีคุณค่าในฐานะ “คำถามทางประวัติศาสตร์และยุทธศาสตร์” มากกว่าจะเป็น “คำตอบสำเร็จรูป” และนั่นทำให้เรื่องนี้ยังควรถูกนำกลับมาศึกษา โดยเฉพาะเมื่อโลกหลัง 9/11 กำลังเผชิญกับคำถามเดิมอีกครั้งว่า มหาอำนาจสามารถใช้ความมั่นคงเป็นเหตุผลในการขยายอำนาจได้ไกลเพียงใด ก่อนที่หลักอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศจะถูกทำให้กลายเป็นเพียงข้ออ้าง

แหล่งข้อมูลหลักและแหล่งตรวจสอบ

  • Democracy Now!, “Gen. Wesley Clark Weighs Presidential Bid,” 2 March 2007 — บันทึกการสัมภาษณ์ที่ Clark เล่าเรื่อง memo และรายชื่อ 7 ประเทศ: https://www.democracynow.org/2007/3/2/gen_wesley_clark_weighs_presidential_bid
  • Wesley K. Clark, Winning Modern Wars (2003) — แหล่งต้นทางที่ Clark บันทึกเรื่องการสนทนาใน Pentagon: https://washingtonmonthly.com/2003/09/25/wesley-clark-and-the-war-on-terror/
  • UK Government, The Report of the Iraq Inquiry (Chilcot), 2016: https://www.gov.uk/government/publications/the-report-of-the-iraq-inquiry
  • NATO, NATO and Libya (2011): https://www.nato.int/en/what-we-do/operations-and-missions/nato-and-libya-february-october-2011
  • UN Security Council / UN Digital Library — เอกสารเกี่ยวกับปฏิบัติการต่อต้าน ISIS ในอิรักและซีเรีย และกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ
  • Congressional Research Service, Iran: Background and U.S. Policy — ประวัติการคว่ำบาตรและนโยบายสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน: https://www.congress.gov/crs_external_products/R/PDF/R47321/R47321.4.pdf

หมายเหตุด้านการใช้บทความ

บทความนี้ตั้งใจแยก “ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้” ออกจาก “คำกล่าวของบุคคล” และ “การตีความเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อหลีกเลี่ยงทั้งการปฏิเสธหลักฐานที่มีอยู่และการยกระดับข้อกล่าวอ้างให้กลายเป็นข้อเท็จจริงโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ หากนำไปเผยแพร่ ควรใช้ถ้อยคำว่า “Clark กล่าวอ้างว่า…” หรือ “ตามคำให้การของ Clark…” แทนการเขียนว่า “เอกสารลับเพนตากอนยืนยันว่า…”

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *