การรัฐประหารปี 2013 ในอียิปต์ : จาก Arab Spring ถึงการพังทลายของ Arab Spring และบทสะท้อนต่อการรัฐประหารในประเทศไทย

จรัญ มะลูลีม
การประกาศว่าประธานาธิบดีมุรซีได้หมดอำนาจลงแล้วและรัฐธรรมนูญของประเทศได้ยุติการใช้ลงโดยประธานสภาสูงสุดของกองกำลังติดอาวุธที่ชื่อว่าพลเอกอับดุลฟาตะห์ คอลิด อัซ-ซีซี (Abdul Fatah al-Sisi) ที่ก่อรัฐประหารโค่นอำนาจประธานาธิบดีมุรซี เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 2013 นั้น สร้างความไม่พอใจให้กับผู้นิยมประธานาธิบดีมุรซีซึ่งชนะการเลือกตั้งมาตามวิถีประชาธิปไตยเป็นอย่างมาก
ในฝ่ายของผู้ออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลมีความเห็นว่าการประกาศดังกล่าวเป็นการยอมรับการลุกฮือของประชาชนที่ไม่พอใจการปกครองประเทศตามแนวคิดของขบวนการภราดรภาพมุสลิมที่อยู่ในอำนาจมาครบหนึ่งปีเต็ม ด้วยเหตุนี้พลเอกอัซ-ซีซี จึงมีฝ่ายต่อต้านรัฐบาลและผู้นำศาสนาที่นิยมทหารและพรรคแนวศาสนาอื่นๆ ที่ไม่ใช่พรรคเสรีภาพและยุติธรรมของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมให้การสนับสนุน คนเหล่านี้ต่างก็กล่าวชื่นชมการกระทำของฝ่ายทหารที่สนับสนุนการลุกฮือเพื่อต่อต้านประธานาธิบดีมุรซีที่ได้อำนาจมาอย่างถูกต้อง
ผู้นำรักษาการซึ่งขึ้นมารักษาอำนาจการปกครองในอียิปต์ได้รับการติดตามจากทั่วโลก ที่น่าสนใจคือข้อความที่ว่าการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในอียิปต์มิใช่การรัฐประหาร แม้แต่ประเทศตะวันตกที่สนิทสนมกับอียิปต์และต่อต้านการรัฐประหารทั่วโลก อย่างเช่นสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรปและสหรัฐมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เรียกการลุกฮือในอียิปต์และการรัฐประหารโดยฝ่ายทหาร เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ว่าเป็นการรัฐประหาร ผู้นำบางคนถึงกับเรียกว่า “เป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้อง” ด้วยซ้ำไป
อย่างไรก็ตามประเทศตุรกีที่ผ่านการจัดตั้งรัฐบาลที่ใช้ชื่อว่าพรรคยุติธรรมและพัฒนา อันเป็นพรรคอิสลามและมีชื่อคล้ายคลึงกับพรรคเสรีภาพและยุติธรรมของนายมุรซี ของอียิปต์ก่อนถูกโค่นอำนาจได้ประณามการก่อรัฐประหารดังกล่าวเช่นเดียวกับสหพันธ์แห่งชาติแอฟริกา สำหรับรัฐบาลซีเรีย (ที่ถูกนายมุรซีต่อต้าน) และรัฐบาลซาอุดีอาระเบียกลับแสดงความยินดีกับการลุกฮือของประชาชนที่ต่อต้านการอยู่ในอำนาจของประธานาธิบดีมุรซี
เมื่อมีการรัฐประหารในประเทศไทยพบว่าผู้ต่อต้านการรัฐประหารได้มีการนำเอาผู้คนออกมาประท้วงการรัฐประหารดังกล่าวแต่ก็ไม่เหมือนกับอียิปต์ที่ขบวนการภราดรภาพมุสลิมได้ออกมาต่อต้าน และเรียกผู้สนับสนุนของตนออกมาคัดค้านทันที แค่เพียง 3 วันหลังการถูกก่อรัฐประหารก็มีเครื่องหมายให้เห็นแล้วว่าความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายจะยืดเยื้อออกไประหว่างฝ่ายนิยมรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีมุรซีและฝ่ายต่อต้านนายมุรซี
ทหารอียิปต์มีความเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถหาเหตุผลในการขับไล่ประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยได้ ทั้งนี้ข้อกล่าวหาที่นำเอามากล่าวเพื่อโค่นล้มรัฐบาลก็คือความล้มเหลวของรัฐบาลในการบริหารประเทศทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง
ในบทความเรื่องอียิปต์ที่ถูกยึดกุมระหว่างทหารและประชาธิปไตย (Egypt : Caught between the military and democracy) Imtiyaz Yuzuf ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า
เป็นไปได้หรือไม่ว่าการรัฐหารในอียิปต์เป็นการกลับมามีอำนาจของกองทัพในประเทศอาหรับ ทั้งนี้ส่วนใหญ่ของผู้นำประเทศอาหรับหลังสมัยอาณานิคมที่ไม่ได้ปกครองโดยระบอบกษัตริย์ล้วนแต่มาจากทหารเช่น กะมั้ล อับดุล นาซิร หรือนัซเซ่อร์ประธานาธิบดีของอียิปต์ อันวาร์ ซาดัต และฮุสนี มุบาร็อก ซึ่งเป็นประธานาธิบดีจากอียิปต์เช่นกัน ในอีรักก็มีอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น มุอัมมัร ก๊อซซาฟีผู้นำแห่งลิเบีย และซัยนุลอาบีดีน บินอะลีผู้นำแห่งตูนีเซีย
ในกรณีของอียิปต์คำถามที่จะตามมาก็คือการชุมนุมประท้วงของประชาชนจนฝ่ายทหารเข้ามาก่อการรัฐประหารนี้จะเป็นการสิ้นสุดการปกครองหนึ่งปีที่ได้มาด้วยการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย หรือจะเป็นการเริ่มต้นโฉมหน้าใหม่ของ Arab Spring ในอียิปต์กันแน่? ซึ่งเวลาเท่านั้นที่จะบอกได้
แรงบันดาลใจที่ส่งเสริมให้ขบวนการประชาชนออกมาต่อต้านนายมุรซีก็คือความไม่สามารถและความล้มเหลวในการนำเอาอุดมการณ์ในการลุกขึ้นสู้ใน ค.ศ. 2011 เมื่อมีการลุกฮือที่เรียกว่า Arab Spring ขึ้นมาใช้นั่นเอง
กล่าวกันว่าผู้เข้ามายึดอำนาจได้จับกุมผู้สนับสนุนประธานาธิบดีมุรซีเพื่อเหตุผลทางการเมืองจึงได้มีการออกหมายจับผู้นำของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมของนายมุรซีไปถึง 300 คน
ดังนั้น Arab Spring หรือที่บางครั้งถูกเรียกเสียใหม่ว่า Islamist Spring ในอียิปต์ซึ่งมีความหมายถึงการลุกฮือของผู้นิยมอิสลามจะมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ก่อนการรัฐประหารมีการพูดกันอยู่เสมอว่าโดยภาพรวมแล้วอียิปต์มิได้กลายเป็นรัฐอ่อนแอหรือสังคมที่แบ่งแยกแต่อย่างใด และยังมีโอกาสดีกว่าประเทศอาหรับอื่นๆ ที่มีความมุ่งหวังที่จะได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่มั่นคง แต่ในท้ายที่สุดอียิปต์ก็ต้องเผชิญกับปัญหาทางการเมือง การเลือกตั้งและโวหารทางอุดมการณ์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ก่อนการรัฐประหาร 4 กรกฏาคม ค.ศ. 2013 เช่นกันที่มีการตั้งคำถามว่าบทบาทของอิสลามในระเบียบโลกใหม่จะเป็นไปในรูปแบบใด หลังจากผลการเลือกตั้งที่ออกมาในทุกระดับ (สส.สว.และประธานาธิบดี) ได้ทำให้ทุกคนประจักษ์แล้วว่าพรรคอิสลามนิยมเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ แม้ว่าในการเลือกตั้งประธานาธิบดีคะแนนของผู้สมัครแนวฆราวาสนิยมกับอิสลามนิยมจะชนะกันแบบก่ำกึ่งก็ตาม
เป็นธรรมดาอยู่เองที่ในทุกการเลือกตั้งย่อมมีความเห็นแตกต่างกัน ในอียิปต์ก็เช่นกัน จะพบว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทำให้สังคมแตกแยกเป็นขั้วอันเนื่องมาจากแนวความคิดที่แตกต่างกัน กระนั้นผลการเลือกตั้งก็ได้แสดงให้เห็นว่าพรรคของผู้นิยมแนวทางอิสลามมีโอกาสมากกว่าในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ
ในขณะที่กลุ่มฆราวาสนิยม กลุ่มเสรีนิยมและผู้ที่เคยได้รับความสะดวกสบายจากการปกครองของกลุ่มอำนาจเก่าที่เป็นเผด็จการ จะกลายมาเป็นกลุ่มที่ต่อต้านฝ่ายนิยมอิสลาม และแม้ว่าผู้สนับสนุนยังมีน้อยกว่าฝ่ายนิยมรัฐบาล แต่จากการชุมนุมต่อเนื่องก่อนเดือนถือศีลอดหรือเดือนเราะมะฏอนและจากการเข้ามายึดอำนาจของฝ่ายทหาร ในที่สุดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็หมดอำนาจลงไป
ก่อนหน้าการรัฐประหารเช่นกันจะพบว่าการร่างรัฐธรรมนูญของผู้นิยมแนวทางอิสลามไม่อาจสกัดกั้นความวุ่นวายที่ทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลงไปได้ ทั้งกรุงไคโร อเล็กซานเดรียและเมืองอื่นๆ ของอียิปต์จะแลเห็นการเผชิญหน้าระหว่างผู้สนับสนุนและฝ่ายต่อต้านประธานาธิบดีมุรซีในช่วงที่มีความพยายามลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
การร่างรัฐธรรมนูญในอียิปต์ได้นำไปสู่การถกเถียงในหลายแง่มุม อย่างเช่นข้อวิจารณ์ที่ว่าเอกสารที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญกำลังจะทำให้อียิปต์กลายเป็นสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านหรือราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย กระนั้นรัฐธรรมนูญของอียิปต์ก็มิได้ละเลยระบอบประชาธิปไตย อิสรภาพทางศาสนาและเสรีภาพส่วนบุคคลแต่อย่างใด หากแต่ได้เน้นเป็นอย่างมากในบทบาทของศาสนาอิสลามและสถาบันที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม
รัฐบาลอียิปต์ในเวลานั้นจึงมีความพยายามอย่างมากที่จะรักษาความเข้มแข็งของระบอบประธานาธิบดีเอาไว้ ในเวลาเดียวกันก็เป็นการทดสอบความเข้มแข็งของฝ่ายอิสลามนิยมไปด้วยหลังจากได้รับชัยชนะใน ค.ศ. 2011 และ 2012 รวมทั้งการเผชิญกับฝ่ายฆราวาสนิยมที่รวมกลุ่มกันต่อต้านรัฐบาล
นอกจากนี้ในอียิปต์ยังมีกลุ่มที่นิยมอิสลามการเมืองและฆราวาสนิยม (Islamist-secular) ไปพร้อมๆ กันอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งกลุ่มนี้สหรัฐให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อมองดูอนาคตประชาธิปไตยในอียิปต์แล้วดูเหมือนอียิปต์ยังมีงานหนักรออยู่ข้างหน้า ซึ่งระยะเวลาและความสุกงอมทางการเมืองเท่านั้นที่จะบอกอนาคตของอียิปต์จากนี้ต่อไปได้
เมื่อมีการรัฐประหารในประเทศไทยนั้นทหารไทยดูจะมีเกียรติมากกว่า ทั้งนี้จะพบว่าในการรัฐประหาร ค.ศ. 2006 ผู้นำรัฐประหารของไทยไม่ได้กังวลที่จะต้องพยายามเอาอกเอาใจประชาชนและบรรดาผู้นำประชาสังคมให้เป็นที่ประจักษ์แต่อย่างใด แทนที่จะเป็นเช่นนั้นผู้ก่อการรัฐประหารได้แต่พูดถึงความมุ่งมาดปรารถนาของคนส่วนใหญ่และพูดถึงสังคมไทยทั้งหมดอยู่ตลอดเวลา
ในขณะที่ผู้นำรัฐประหารของไทยจะไม่พยายามเอาเรื่องที่พวกเขาได้กระทำเอาไว้ใดๆ มากล่าวถึง พวกเขาถือว่าพวกเขาเป็นยอดของการรัฐประหารที่ดีด้วยซ้ำไป
หลังจากผู้ก่อรัฐประหารของไทยเข้ามายึดกุมฝ่ายประชาสัมพันธ์จากกระทรวงการต่างประเทศโดยลับๆ แล้ว ตัวแทนฝ่ายประชาสังคมที่เป็นมิตรกับฝ่ายรัฐประหารยังได้ขยายความสำคัญของการก่อรัฐประหารไปยังหลายๆ ประเทศเพื่อยืนยันว่าการรัฐประหารดังกล่าวมิได้เป็นการกระทำที่เลวร้าย แต่เป็นการรัฐประหารที่เป็นประชาธิปไตย
ผู้นำรัฐประหารในประเทศไทยจะมีรายการที่เป็นข้ออ้างในการรัฐประหารอยู่ตลอดเวลา เรื่องเด่นๆ ก็ได้แก่การทุจริตและความไม่เป็นเอกภาพของรัฐบาล
การร่ำลือว่าจะมีการปฏิวัติกลายเป็นเรื่องธรรมดาในประเทศไทย ดังนั้นเมื่อการรัฐประหารเกิดขึ้นจริง โดยทั่วไปประชาชนก็จะรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว อย่างน้อยสำหรับการรัฐประหารใน ค.ศ. 2006 นั้น ฝ่ายต่อต้านรัฐประหารได้ตอบโต้อย่างช้าๆ
ในอดีตเมื่อมีการรัฐประหาร คนไทยก็จะลืมการรัฐประหารไปในที่สุด แต่ไม่ใช่การรัฐประหารค.ศ. 2006 ที่คนไทยยังไม่ลืม
ด้วยเหตุนี้การรัฐประหารในช่วงต้นที่ไม่มีการนองเลือด ในที่สุดก็กลายเป็นการนองเลือดในเดือนเมษายน ค.ศ. 2010 ซึ่งมีผลสะเทือนอย่างเต็มที่และรู้สึกได้ในที่สุด
แม้ว่าจะไม่สามารถเปรียบเทียบได้อย่างจริงจังระหว่างประเทศไทยกับอียิปต์ แต่การรัฐประหารทั้งสองนี้ก็ได้แสดงผลตรงข้ามที่คล้ายคลึงกัน ในอียิปต์กลุ่มที่ถูกเรียกว่า “อนุรักษ์นิยม” อย่างขบวนการภราดรมุสลิมได้ออกมาประณามการรัฐประหารและถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องผิดกฎหมาย พร้อมกับเรียกร้องผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้งให้กลับมาทำหน้าที่ ในขณะที่กลุ่มที่ถูกเรียกว่ากองกำลังของฝ่ายก้าวหน้าและ “เสรีนิยม” แสดงความยินดีในการยึดอำนาจของทหารที่ต่อต้านและล้อมรั้วไม่ให้ความเป็นประชาธิปไตยได้ทำหน้าที่ของมันเอง
ในประเทศไทยชาวบ้านส่วนใหญ่ผู้สนับสนุนกองกำลังของนายกรัฐมนตรี พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้เรียกร้องให้ผู้นำที่ได้รับเลือกจากประชาชนกลับบ้าน ในขณะที่ชาวเมืองตำหนิติเตียนการปกครองของเขาว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา
ในกรณีของอียิปต์ก็เช่นกัน ทั้งศาลและฝ่าย “เป็นกลาง” อื่นๆ มีบทบาทสำคัญในการเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ทุกอย่างมีสภาพถอยหลังเข้าคลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากอดีตประธานาธิบดีอียิปต์ ฮุสนี มุบาร็อกหลุดจากอำนาจและทหารขึ้นมาสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน
ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผ่านมา คณะกรรมการเลือกตั้งชุดใหม่ไม่ยอมให้ผู้สมัครชั้นนำหลายคนลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดี ในท้ายที่สุดก็ไม่มีผู้สมัครสายเสรีนิยมหรือผู้มีชื่อเสียงคนใดเหลืออยู่ ในขณะที่กลุ่มภราดรภาพมุสลิมให้การสนับสนุนมุรซีขึ้นมาสู้กับเจ้าหน้าที่ที่เคยมีอำนาจอยู่ในสมัยของมุบาร็อก
อย่างไรก็ตามเมื่อได้รับการเลือกตั้ง ฝ่ายบริหารของมุรซีต้องซวนเซลงเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้ยกเลิกการเลือกตั้งสภาประชาชน เพื่อตอบโต้มุรซีที่ได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งทันที การกระทำดังกล่าวของมุรซีส่วนหนึ่งถูกมองว่าเป็นการลดอำนาจของศาลและทหารลงไป
หลังการรัฐประหารหัวหน้าศาลรัฐธรรมนูญกลายมาเป็นผู้รักษาการหัวหน้ารัฐบาลใหม่ แต่มีสิ่งที่ตามมาคือผู้นำ 12 คนถูกข้อหาหมิ่นประมาทศาลและห้ามออกนอกประเทศ
ในประเทศไทยอดีตนายกรัฐมนตรี พตท.ดร.ทักษิณเพิ่มอำนาจของตนเองในนามของผู้ที่ได้เสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรและในทำนองเดียวกันมีการให้พลเรือนเข้าไปควบคุมทหารมากขึ้น
ในกรณีของไทยศาลได้ยกเลิกการเลือกตั้งมาหนึ่งครั้ง ปลดนายกรัฐมนตรีสองคน และห้ามสมาชิกพรรคการเมืองของอดีตนายก พตท.ดร.ทักษิณลงสู่สนามการเมือง นอกจากนี้รัฐบาลรัฐประหารยังได้แก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยตนเองและมีการคุกคามว่าจะมีการรัฐประหารโดยทหารอีกในภายหลัง
การปรากฏตัวของการรัฐประหาร เป็นเครื่องหมายของการไม่อาจแก้ไขมโนทัศน์ของความขัดแย้งและการกระจายอำนาจทางการเมืองในสังคมได้ การรัฐประหารจึงเป็นการเพิ่มอำนาจของทหารที่จะมีอำนาจอื่นๆ ตามมาอีกมากมายนับไม่ถ้วน
ด้วยเหตุนี้การมีประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งและการทำหน้าที่ไปตามรัฐธรรมนูญต่างหากที่จะเป็นการนิยามถึงกติกาของการเล่น เป็นการขยายพื้นที่และกรอบที่มีความจำเป็นต่อการทำให้สิ่งต่างๆ ทำงานได้
รัฐประหารทำให้ครึ่งหนึ่งของพลเมืองต้องกลายเป็นอื่น นับเป็นการขัดขวางความปรารถนาของคนส่วนใหญ่และไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ดีของการแก้ไขปัญหาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ด้วยเหตุนี้ทางออกในการแก้ปัญหาจึงไม่ใช่การจำกัดประชาธิปไตยแต่อยู่ที่การเพิ่มประชาธิปไตยมากกว่า







