ต้องตั้งโรงทานถ้ากทม.วิกฤติถึงที่สุด

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ต้องตั้งโรงทานถ้ากทม.วิกฤติถึงที่สุด
ผมยังรู้สึกอุ่นใจครับ ที่เห็นพี่น้องมุสลิม ในหมู่บ้านที่อาศัยอยู่มานานกว่า ๔๐ ปี ยังคงรักษาความสงบ ไม่ตื่นเต้นตามกระแสสื่อ ที่กระพือข่าว ทำให้ผู้คนต้องออกไปแย่งชิงกันซื้อข้าวของอุปโภคบริโภค จนเกลี้ยงชั้น ตามห้างสรรพสินค้า เมื่อหลายวันก่อน
จนกระทั่งสมาคมผู้ค้าปลีกแห่งประเทศไทยออกมายืนยัน ว่าไม่ต้องห่วงว่าสินค้าจะขาดตลาด ก็ปรากฏว่าในที่สุด สินค้าต่างๆ ก็กลับคืนมาเต็มชั้นตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นี่สะท้อนอะไร ครับ
สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ในความเป็นชาติเกษตรกรรม(ที่มีผู้หลงผิดอยากให้เน้นความเป็นชาติอุตสาหกรรม) ที่ไม่ขาดแคลนแร้นแค้น เพราะถึงยังไงๆ เราก็ยังมีสินค้าที่จำเป็น ต่อการดำรงชีพ จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ตราบเท่าที่ยังไม่มีการกักตุน เช่น กรณีหน้ากากอนามัย ให้น่าอับอาย เพราะไร้คุณธรรมสิ้นดี
ผิดกับที่อื่นในโลก ที่ต้องพึ่งพาสินค้านำเข้า เพราะผลิตเองไม่ได้ ยกตัวอย่าง เช่นสิงคโปร์
อย่างไรก็ตาม ในเมืองไทยเรา ก็ชอบคุยโอ้อวดกันเสมอๆว่า มีข้าวปลาน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ดี ก็ใช่ว่า จะมีกินมีใช้ตลอดไป หากการแพร่ระบาดของไวรัส ยังคงยืดเยื้ออย่างยาวนานและขยายวงกว้าง ลุกลามไปสู่ชนบท ที่เป็นแหล่งผลิตอาหาร จนไม่สามารถออกไปทำมาหากินกันได้ตามปกติ ในเรือกสวนไร่นา ซึ่งมองแล้วในขณะนี้ ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะอยู่ห่างไกลชุมชนเมือง แต่ก็ประมาทไม่ได้
แต่ก็เป็นไปได้ ด้วยเหตุผลอีกทางหนึ่งว่า สังคมไทยโดยรวม อาจเกิดการขาดแคลนหนัก ถ้าการส่งออก(ไปต่างประเทศ)เพิ่มขึ้นจนเกินเหตุ หากได้ราคาดีกว่ามากๆ แม้จะต้องลักลอบ เนื่องจากความต้องการมหาศาลของตลาดโลก เพราะหลายชาติ อาจไม่สามารถผลิตได้เองเพราะผลกระทบที่มาจากการแพร่ระบาดของไวรัส
เอาเป็นว่า คนไทยเราส่วนหนึ่งยังสามารถอาศัยตลาดสดที่มีมาแต่โบร่ำโบราณ จับจายใช้สอยกันตามปกติ แม้การติดตลาดนัด ใกล้ๆ บ้าน ก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ว่าผู้คนบางตาลงในตอนนี้
ที่ต้องเน้นมา ณ ที่นี้ก็คือ ขอรัฐบาลอย่าได้สั่งปิดตลาดสดก็แล้วกัน ตราบเท่าที่ ยังไม่มีการแพร่ระบาดออกมา จากตลาดสดนั้นๆ
เขียนมาถึงตอนนี้ เห็นจะต้องชมรัฐบาลไทยว่า มีความสุขุมรอบคอบเพียงพอ ที่ยังไม่แห่ตามกระแสโลก ด้วยการปิดประเทศ หรือปิดเมืองหลวง ยังคงประนีประนอม ให้ประกอบธุรกิจได้ ตามปกติ ยกเว้นสถานที่เสี่ยง ที่มีการชุมนุม รวมผู้คนและก็ปิดเพียงแค่ ๑๔ วัน เพื่อสังเกตการณ์ ซึ่งยังพอทนได้ สำหรับผู้หาเลี้ยงชีพรายวัน เช่นอาชีพรับจ้าง แม้จะเดือดร้อนกันบ้าง แต่ก็ยังพอทำเนา
แต่ถ้าหากเดือดร้อนไปมากกว่านั้น ขาดรายได้รุนแรง ก็สมควรตั้งโรงทานสี่มุมมือง ก็ไม่เห็นจะน่าเกลียดน่าชังอะไร เพราะบ้านนี้ เมืองนี้ มีมหาเศรษฐี ที่พร้อมจะทำบุญแล้วเป็นจำนวนมาก
ยกเว้นมหาเศรษฐีที่ดูไบ คงจะไม่ยื่นมือมาช่วย เพราะอยู่ที่โน่นสบายใจแล้ว แถมไม่ได้เป็นคนไทยแล้ว
บอกตรงๆ ว่า ผมก็จะออกไปใช้บริการโรงทานด้วย ด้วยการนั่งรถเข็น
มาตรการที่รัฐบาลดำเนินการไป จะได้ผลมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องจับตาดู หากไม่ได้ผล ยังคงมีการติดเชื้ออย่างเนื่อง เพิ่มจากวันละเป็นสิบ ไปเป็นหลายสิบ ไปเป็นหลายร้อยหลายคน เป็นกุล่มเป็นก้อน ก็ต้องทบทวนเข้มงวดกวดขัน เขม็งเกลียวให้มากขึ้น
บางทีบางสถานที่ เมื่อถึงเวลาจำเป็น อาจจะต้องถึงกับ กักกันผู้คน ให้อยู่กับบ้านสักระยะหนึ่ง ไม่ต้องออกไปไหน ยกเว้นจำเป็น หรือฉุกเฉิน ก็ต้องทำกัน
สภาวะทุกข์ร้อนที่แสนจะทนทาน ซึ่งกำลังเกิดขึ้นคราวนี้ ผมขออนุญาตย้ำอีกครั้งว่า เป็นบทเรียนที่สอนมนุษย์ทั่วทั้งโลกอย่างเท่าเทียม ให้อดทน ให้แยกแยะความผิดถูก รู้จักแยกแยะธรรมและอธรรม ให้ชัดเจน
เข้าหลัก”รู้ทุกข์ จึงพบธรรม”
ในหลักอิสลามถือว่าสภาวะแห่งความหวาดกลัวและความยากลำบากที่กำลังรุกเร้านี้ คือการทดสอบของ”อัลลอฮ์”คือพระผู้เป็นเจ้าหนึ่งเดียว ที่ทรงเตือนให้มนุษย์ ใช้เวลาที่เหลือ แก้ไขตนเองจากความผิดพลาดที่ผ่านมา ไปสู่ความถูกต้องด้วยคุณธรรม
ในขณะที่ผู้นำชาติมหาอำนาจบางประเทศกลับสะท้อนความไร้คุณธรรมออกมาชัด ๆ เมื่อไม่กี่วันมานี้ ต่อกรณี การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่ควบคุมไม่ได้ในชาติตน
เช่น การที่ประธานาธิบดีสหรัฐ”โดนัลด์ ทรัมพ์”แถลงแสดงความรังเกียจ ปิดกั้นชาวยุโรปเข้าสหรัฐ แถมเข้มงวดกวดขันสินค้ายุโรป เพราะเห็นว่ายุโรป กำลังเกิดการแพร่ระบาดอย่างหนัก ต้องป้องกันตัวไว้ก่อน เข้าข่ายนโยบาย America First อย่างเห็นแก่ตัว
หรือกรณีที่นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร”บอริส จอห์นสัน”ประกาศต่อประชาชน ไม่พร้อมรับมือ”โควิด-19” แต่ให้ผู้ป่วยอยู่บ้านพี่งตัวเอง ให้ทุกคนยอมรับการสูญเสียญาติมิตร
จนถูกตำหนิไปทั่วโลก เพราะผู้นำทั้งสอง ล้วนมีศาสนาให้นับถือ แต่กลับประพฤติตัว เหมือนคนไม่มีศาสนา
แต่ที่แย่ไปว่านั้นก็คือ สำหรับคนที่ไร้ศาสนา ปฏิเสธไม่ยอมรับศาสนา ว่าเป็นสิ่งจำเป็น จะเหลียวหาอะไรมาปลอบใจได้ ในยามนี้







