INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ​ (43)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ​

ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์

ลงนามในสัญญาสันติภาพ ณ แคมป์เดวิด เมื่อวันที่ 17 กันยายน 1978 ซึ่งถือเป็นการประกาศชัยชนะขั้นเด็ดขาด ของขบวนการยิวไซออนิสต์ใน แผ่นดินปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง ดังนั้นจึงเหลือยู่แต่เพียงว่าพวกเขาจะร่วม มือกับสหรัฐอเมริกา ประกาศให้กรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของรัฐบาลยิว ไซออนิสต์ในทางปฏิบัติในวันใดวันหนึ่งเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าสถานทูต ของบรรดาประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ จะต้องย้ายสถานทูตของ ตนจากกรุงเทลาวีฟมายังนครเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นการขัดต่อมติสหประชาชาติ ที่ 181 (11) วันที่ 29 พฤศจิกายน 1947 โดยกำหนดให้เยรูซาเล็มและ ชานเมืองเป็นดินแดนปลอดจากการถูกยึดครองและเป็นสมบัติส่วนกลาง ของทั้งสามศาสนา (International Zone)

 

หากมิใช่เป็นเพราะเกิดการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน ภายใต้การนำของ ท่านอิมาม รูฮุลลอฮ์ อัล มูซาวี อัล โคมัยนี เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1979 แล้ว แน่นอนที่สุด! ก้าวอีกสองก้าวที่เหลือของขบวนการไซออนิสต์ดังกล่าว ข้างต้น ก็จะเดินมาครบวงจรที่พวกเขาฝันหวานไว้อย่างแน่นอน แต่การมา ของอิมามโคมัยนี้เพื่อมาปิดศตวรรษที่ 20 แห่งคริสต์ศักราช จึงถือเป็น การทำลายความฝันของพวกยิวไซออนิสต์ดังกล่าวลงอย่างสิ้นเชิง ถึงแม้ พันธมิตรของพวกเขาจะพยายามอย่างสุดความสามารถ โดยใช้เวลานาน ถึง 8 ปี เพื่อให้ชัดดาม ฮุซเซนแห่งอิรัก ผู้มีบิดาเป็นชาวยิวนิรนาม เปิด สงครามอย่างเต็มรูปแบบกับอิหร่าน แต่ก็ต้องประสบกับความล้มเหลวอย่าง สิ้นเชิง จนกลายเป็นปัญหารื้อรังของสหรัฐอเมริกาจนถึงทุกวันนี้

 

สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน จึงสามารถยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งมา ได้อย่างองอาจต่อหน้ามหาอำนาจตะวันตกและตะวันออก จนถึงบัดนี้นับ เป็นเวลารวม 23 ปี (2002)

 

การปฏิวัติอิสลามและการจัดตั้งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านของ ท่านอิมามโคมัยนี ครอบคลุมไปในทุกมิติ นั่นคือ ศาสนา สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา วัฒนธรรมและอารยธรรม ในด้านการเมืองนั้น ท่านถือเอาเรื่องของการยึดครองดินแดนปาเลสไตน์หรือัล กุดส์ของพวกยิว ไซออนิสต์ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของประชาชาติอิสลาม ด้วยกับวจนะของท่านดังต่อไปนี้

 

เยรูซาเล็มเป็นกิบละฮ์แรกของมุสลิมและมันเป็นของมวลมุสลิม

 

อิสราเอลนั้น ไม่ได้หยุดอยู่ทำการว่าเป้าหมายของมหาอำนาจในการจัดตั้งรัฐ แผนที่จะขยายชะตากรรมของชาวปาเลสไตน์เข้าไปในประเทศอาหรับทั้ง หมด (ขอพระเจ้าอย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย)

 

เราขออยู่กับฝ่ายของบรรดาผู้ถูกกดขี่ ไม่ว่าเขาจะอยู่ ณ ขั้วใดก็ ตาม ชาวปาเลสไตน์ถูกพวกอิสราเอลกดขี่ ฉะนั้นเราขออยู่ข้างเดียวกันกับ พวกเขา

 

– เราขอสนับสนุนพี่น้องชาวปาเลสไตน์ของเราอย่างเต็มที่ และพี่น้อง ชาวเลบานอนตอนใต้ ในการต่อสู้ของพวกเขาเพื่อต่อต้านอิสราเอลผู้รุกราน

 

– ไม่ว่าจะเป็นชาติมุสลิมแห่งอิหร่านหรือมุสลิม ณ ที่ใดก็ตาม หากว่า กันตามความเป็นจริงแล้ว ไม่มีบุคคลผู้มีจิตใจอันเปิดกว้างคนใดจะยอมรับ อิสราเอลได้ เราจะคอยสนับสนุนพี่น้องชาวอาหรับและชาวปาเลสไตน์ของ เราอยู่เสมอ

 

เราทั้งหมดต้องลุกขึ้นมาเพื่อการทำลายล้างอิสราเอล และนำประชา ชาติชาวปาเลสไตน์ผู้กล้าหาญกลับคืนสู่ที่เดิมของพวกเขา

 

– วันอัล กุดส์ ซึ่งบังเอิญตรงกับคืนลัยละตุ้ลกอด(คืนแห่งการ กำหนดชะตากรรม เป็นคืนหนึ่งในเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นคืนที่อัล กุรอาน ถูกประทานลงมาให้กับท่านศาสดามุฮัมมัด) จะต้องนำกลับคืนมาในหมู่มวล มุสลิม และเป็นจุดเริ่มต้นของการตื่นตัวและการรับรู้ของพวกเขา

 

– มวลมุสลิมทั่วทั้งโลกนี้ ควรต้องยึดถือวันแห่งกุดส์ เป็นวันแห่งมุสลิมทั้งมวลหรือเป็นวันของมวลชนผู้ถูกกดขี่

 

เรื่องของอัล กุดส์ไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนตัวหรือส่วนบุคคล ไม่ใช่เป็น ปัญหาโดยเฉพาะของประเทศหนึ่งใดหรือเป็นปัญหาประจำยุคนี้ของมุสลิม ทั้งมวล แต่มันเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่เกี่ยวกับผู้คนที่ศรัทธาในพระเจ้าองค์ เดียว และผู้ที่ชื่อสัตย์ของทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมาทั้งในปัจจุบันและใน อนาคต

 

ความคิดอันโง่เขลาในเรื่องมหาอาณาจักรอิสราเอลนั้น ทำให้พวก เขาประกอบอาชญากรรมอะไรก็ได้

 

เนื้อร้ายที่กำลังขยายตัวออกไปนี้ ด้วยกับการช่วยเหลือของมหา อำนาจต่างๆ ที่ได้นำมาปลูกลงบนหัวใจของบรรดารัฐอิสลาม จะต้องถูก กำจัดออกไปด้วยกับการช่วยเหลือและความพยายามของรัฐอิสลามต่างๆ และบรรดาประชาชาติแห่งอิสลามที่ยิ่งใหญ่

 

แผนการยึดครองโลกของมหาอาณาจักรอิสราเอล จะสำเร็จเสร็จสิ้น ลงได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาสามารถควบคุมเผ่าพันธุ์ทั้งหมดของมนุษยชาติที่ไม่ ใช่ชาวยิวที่พวกเขาเรียกว่าโกยิม เอาไว้ให้อยู่ภายใต้อำนาจอันกดขี่ของพวก เขาได้ทั้งหมด ซึ่งก็หมายความว่า แผ่นดิน ทรัพย์สิน ทรัพยากรธรรม ชาติทั้งหมด ทั้งในอากาศ บนดิน ใต้ดินและในทะเล จะต้องถูกยึดครอง มาไว้ใต้อำนาจรัฐบาลโลกของตนแต่เพียงผู้เดียว

 

หากพลโลกยังคงมีศาสนาเป็นทางนำแห่งการดำเนินชีวิตของพวกเขา อยู่ นั้นก็หมายความว่าจะเป็นการยากที่พวกยิวไซออนิสต์จะเข้าปกครอง ได้ การทำงานของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่จะเปลี่ยนชาวคริสต์ ชาวพุทธ ชาวฮินดู และชาวมุสลิม ซึ่งมีประชากรรวมกันประมาณ 5,000 ล้านคน ให้เป็นพวก ปฏิเสธศาสนา ต้องประสบกับความล้มเหลวไปแล้ว ทั้งนี้เพราะไม่มีมนุษย์ ผู้มีศาสนาคนใดดอกที่จะยอมให้เอาพ่อแม่ที่เสียชีวิตของพวกเขาไปโยนให้ สุนัขกิน ทุกคนต่างก็ประสงค์ที่จะจัดงานศพที่สมเกียรติตามประเพณีของศาสนาของตนให้กับผู้ที่ตนรักและเคารพ ด้วยเหตุนี้เช่นเดียวกันที่ลัทธิ คอมมิวนิสต์อันชั่วร้ายที่ปฏิเสธศาสนา ซึ่งถูกทำคลอดออกมาโดยพวกยิว ไซออนิสต์ จึงต้องล่มสลายลงเพียงช่วงเวลาไม่เกิน 80 ปี ต่อหน้าบรรดาผู้ นับถือศาสนาต่างๆ ที่สืบทอดกันมานานนับเป็นพันๆ ปี ของอารยธรรม ตะวันออก

 

ดังนั้นจึงมีวิธีที่เหลืออยู่สองสามวิธี ก็คือยุยงให้ศาสนิกชนของศาสนา นิกาย หรือลัทธิต่างๆ และเผ่าพันธุ์ต่างๆ เกิดความบาดหมางเป็นศัตรูต่อกัน ซึ่งจบลงด้วยกับการฆ่าสังหารกัน โดยมีกองทหารของประเทศมหา อำนาจคอยช่วยเอาน้ำมันราดลงบนไฟ ซึ่งกำลังทำอย่างได้ผลอยู่ในฟิลิปินส์ อินโดนีเซีย อิรัก ยูโกสลาเวีย เชสเนีย และบางประเทศในทวีปแอฟริกา เช่นที่ในจีเรีย เอธิโอเปีย ราวันดา แอฟริกากลางและในเอเชียใต้ คือที่อินเดีย และปากีสถาน เป็นต้น

 

อีกวิธีหนึ่งคือ การเปลี่ยนวิถีชีวิตของพลโลกให้ใช้ชีวิตอย่างเสรีไร้ ขอบเขต เช่นเดียวกับพวกฝรั่งมหาอำนาจ ถึงแม้ตนเองจะอ้างว่าตนนับถือศาสนาอยู่ก็ตาม

 

และวิธีสุดท้าย ก็คือการทำลายล้างเยาวชนด้วยระบบการศึกษาที่ไม่ สอนให้คิด เช่นวิธีแบบปรนัย สอนให้มีเพศสัมพันธ์เสรีโดยการสวมถุง ยางอนามัย และแพร่ระบาดยาเสพติดเข้าสู่นักเรียนนักศึกษาและเยาวชน ในทุกระดับชั้น โดยให้เริ่มต้นจากการหัดทำบาปใหญ่ด้วยการดื่มสุรายาเมา ได้อย่างเสรีไม่ผิดกฎหมายก่อน

 

ทั้งหมดนี้คือ วิถีชีวิตของพวกโกยิมที่ไม่ใช่ยิว ซึ่งจะต้องอยู่ใต้ อำนาจการปกครองของพวกยิวดุจดังชีวิตของวัวควายนั่นเอง เอง รายละเอียด โปรดดูมาตราต่างๆ ของปฏิญญาของพวกยิวไซออนิสต์ดังกล่าวจากบรรณา

 

กรมท้ายแต่มีการทั้งหมดนี้จะสำเร็จลงได้ก็ต่อเมื่อเยรูซาเล็มจะต้องถูกประกาศให้เป็นมหานครหลวงของกษัตริย์ยิวที่กำลังจะมีมาเพื่อปกครอง โลก โดยการเตรียมการเพื่อสร้างวิหารของยิวไซออนิสต์ขึ้นมาแทนที่มัสยิด อัล อักซอนั่นเอง ซึ่งรายละเอียดจะนำไปกล่าวไว้ในบทสุดท้ายหากพระเจ้า ทรงประสงค์

 

ในขณะเดียวกันกับที่ผู้นับถือศรัทธาในศาสนาต่างๆ ต่างก็รอคอย บุรุษผู้หนึ่งที่กำลังจะมา เพื่อมาช่วยเหลือมนุษยชาติให้ปลอดพ้นจากยุคเข็ญ และเพื่อมาสถาปนายุคของพระศรีอารย์ ยุคยูโทเปีย ซึ่งมีชื่อที่เรียกกันไป ตามภูมิภาคต่างๆ คือ พระเมซีอะห์ วีราโดชา แมนโคคาเพ็ค เควทซัล โคลท์ คูคุลแคน กัลกี เมตไตรยะ และ อัล มะฮ์ดี ซึ่งรายละเอียดของเรื่องนี้จะ นำไปกล่าวไว้ในบทที่ 12 อันเป็นบทสุดท้าย หากพระเจ้าทรงประสงค์

 

หมายเหตุ

 

* ยกเว้นคอลีฟะฮ์อุมัร อิบนิ อับดุลอะซิซ คอลีฟะฮ์ที่ 8 แห่ง วงศ์อะมาวียะฮ์ ที่กระทำดีต่อบุตรหลานของท่านอะลี

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *