บ้านร้อยหลังแห่งหลักจริยธรรม

บ้านร้อยหลังแห่งหลักจริยธรรม
ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
มนุษย์จำนวนไม่น้อยที่ได้หลับใหลและลืมตนเองอยู่ ลืมภาระหน้าที่ของตนที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า หลงคิดไปว่าความประพฤติและการกระทำที่ตนได้ก่อไว้ในโลกนี้นั้นจะไม่ถูกสอบสวน หรือคิดสั้นๆว่าการฝ่าฝืนพระบัญญาแห่งพระผู้เป็นเจ้านั้นไม่มีผลในทางลบใดๆต่อการดำเนินชีวิตของตนเอง
พระองค์อัลลอฮทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า…
“แน่นอนผู้ที่ขัดเกลา(จิตใจ)เท่านั้นจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะ”(บทอัช-ชัมซุ โองการที่๙)
ประเด็นปัญหาทางจริยธรรมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของทุกศาสนา เป็นเรื่องของการสร้างคน เป็นเรื่องของการสร้างสังคม และเป็นเรื่องของการไปสู่ความเป็นอารยบุคคลที่จะยังประโยชน์ต่อตนเองและบุคคลอื่น
คุณธรรมความดีในตัวของมนุษย์ทำให้เขาได้รับความสุขที่ถาวร ขณะที่ความฉ้อฉลทางคุณธรรมนำไปสู่ความเคราะห์ร้ายชั่วนิรันดร์ ดังนั้นมนุษย์จึงจำเป็นต้องชำระขัดเกลาตัวเองจากลักษณะนิสัยที่น่ารังเกียจและประดับประดาวิญญาณของตนด้วยคุณธรรมและความดีและจริยธรรมทุกทรูปแบบ ยิ่งไปกว่านั้นหากปราศจากการชำระตนเองให้บริสุทธิ์จากนิสัยที่ต่ำช้า จะทำให้ไม่อาจถนอมและพัฒนาคุณธรรมความดีได้ และเพื่อให้ได้รับความสมบูรณ์สูงสุดและถึงขั้นสุดท้าย จำเป็นต้องเดินทางและจาริกทางด้านจิตวิญญาณและต้องต่อสู้กับจิตใฝ่ต่ำและความระคะ และพฤติกรรมที่ขาดศิลธรรม ซึ่งอาจปรากฏอยู่ในจิตวิญญาณ และเมื่อมนุษย์มีความเตรียมพร้อมก้าวสู่เส้นทางแห่งความบริสุทธิ์ของตนเอง พระเจ้าก็จะทรงดำเนินมาเพื่อช่วยเหลือและนำทางเขาไปสู่ชัยชนะ ดังโองการที่ว่า
“และบรรดาผู้ที่ได้ต่อสู้ดิ้นรนในหนทางของเรา เราจะชี้แนะนำทางที่ถูกต้องแก่พวกเขาสู่แนวทางของเรา”(ซูเราะฮที่ ๒๙/๖๙)
ปราชญ์ด้านจริยศาสตร์และบรรดานักรหัสยนิยมอิสลามได้พยายามค้นคว้าหาทฤษฎีในเชิงปฎิบัติและการฝึกฝนจิตวิญญาณจากกรอบแนวคิดของอัลกุรอานและฮะดีษแห่งศาสดา(ศ)อีกทั้งวิถีชีวิตของบรรดาอิมาม(อ) เพื่อนำมาเป็นรูปแบบและหลักปฎิบัติทางด้านจริยศาสตร์ โดยนำเสนอหลักปฎิบัติธรรมจาริกทางจิตวิญญาณใน๑๐๐บ้าน สู่ความใกล้ชิดต่อพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งถ้าบุคคลใดได้ยึดมั่นและปฎิบัติครบ ๑๐๐บ้านแห่งจริยธรรมนั้น เขาสามารถพิชิตเหนือมารร้ายและอัตตาได้อย่างน่ามหัศจรรย์ทีเดียว และจะเข้าสู่ตำแหน่งแห่งความใกล้ชิดต่อพระผู้เป็นเจ้า อีกทั้งอยู่ในฐานะของมนุษย์ที่สมบูรณ์
บ้านหลังที่หนึ่งแห่งการจาริกทางด้านจิตวิญญาณ
คือบ้านแห่งการตื่นจากการหลับใหล
คำว่า”ตื่น”ในภาษาอาหรับเรียกว่า”ยักเฎาะฮ” ซึ่งเป็นความหมายในเชิงรหัสยะและในมุมมองของนักจริยศาสตร์ คือ การยืนหยัดและมั่นคงต่อภาระหน้าที่ตามบทบัญญัติศาสนาในทุกขณะจิต และกระทำเพื่อพระองค์อัลลอฮซ.บ. นั่นหมายความว่า การตื่นทางจิต โดยไม่บกพร่องต่อหน้าที่ทางศาสนบัญญัติที่องค์อัลลอฮทรงบัญชาใช้และละทิ้งในสิ่งที่ได้ทรงบัญชาห้าม โดยที่ไม่ลืมว่า แท้จริง เรานั้นคือบ่าวของพระผู้เป็นเจ้าและเรานั้นมีหน้าที่ในการภักดีต่อพระองค์เพียงผู้เดียว มีภารกิจทางศาสนา ซึ่งหน้าที่นั้นจะถูกสอบถามในวันตัดสินในโลกหน้า อัลกุรอานได้กล่าวถึงการตื่นไว้ว่า
“(โอ้มุฮัมมัด)จงกล่าวออกไปว่า อันที่จริงฉันจะให้คำตักเตือนแก่พวกท่าน เพียงหนึ่งประการคือพวกท่านต้องยืนหยัดเพื่อองค์อัลลอฮ ไม่ว่าจะมีจำนวนสองคนหรือเพียงคนเดียวก็ตาม และแล้วพวกท่านจะได้พินิจพิจารณา”(ซะบะฮ/๔๖)
จากอัลกุรอานข้างต้นชี้ให้เห็นว่า แท้จริงมนุษย์นั้นจะต้องมีความมั่นคงและยืนหยัดต่อภาระหน้าที่ของตนต่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่ทุกขณะจิต โดยไม่ลืมตนหรือประมาทตน และการเตรียมพร้อมและการยืนหยัดต่อภาระหน้าที่นั้น คือการตื่น
คำว่า”หลับไหล” หมายถืง การเมินเฉยต่อภาระหน้าที่ของตนหรือไม่ให้ความสำคัญต่อหน้าที่ และไม่กระทำตามพระบัญหาแห่งพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งถือว่าเป็นการหลับไหลที่อันตรายที่สุด เพราะเป็นการหลับไหลของจิตวิญญาณและของหัวใจ อันหมายถึงการหมดแสงแห่งทางนำของจิตวิญญาณ
ท่านอิมามอะลี(อ)ได้กล่าวว่า
“มนุษย์อยู่ในสภาพแห่งการหลับไหล”
จากคำกล่าวของท่านอิมามอะลี(อ)ชี้ให้เห็นว่า แท้จริงมนุษย์นั้นอยู่ในสภาพที่ไม่สนใจใยดีต่อภาระหน้าที่ของตนและเมินเฉยต่อหน้าที่นั้น นั่นเป็นการส่งสัญญาณที่อันตรายของมนุษย์ ดังนั้นบรรดาปราชญ์แห่งจริยศาสตร์ได้แนะนำและชี้แนะต่อมนุษย์ให้มีสภาพที่ตื่นอยู่ทุกขณะจิต และไม่หลับไหลทางจิตวิญญาณ โดยมีหลักปฎิบัติดังนี้
๑)สร้างความเชื่อมั่นและยอมรับว่าความโปรดปรานอันมากมายเหลือคณานับนั้นมาจากพระผู้เป็นเจ้าเพียงผู้เดียว
ข้อแรกของการปฎิบัติตัวเพื่อมิให้เกิดภาวะการหลับไหลทางจิตวิญญาณหรือลืมตนเอง คือการสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธา ยอมรับว่า ความโปรดปรานไม่ว่าเป็นสิ่งที่เราได้รับทางกายภาพหรือทางชีวภาพ หรือแม้แต่ทางจิตแห่งการใฝ่คุณธรรม มีมากมายมหาศาลเลยทีเดียว ไม่สามารถจะนับจำนวนมันได้ และพึงสังวรว่าแท้จริงความโปรดปรานเหล่านั้นเป็นของพระองค์อัลลอฮ ซ.บ. และมาจากความาเมตตาของพระองค์เพียงผู้เดียว ดังนั้นหน้าที่ของเราในฐานะเป็นผู้ถูกสร้าง จักต้องขอบคุณพระผู้สร้าง ที่ทรงให้ความโปรดปรานเหล่านั้นอย่างมากมาย และการขอบคุณที่ดีที่สุดคือการเคารพภักดีและน้อมรับพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า นั่นคือการปฎิบัติต่อสิ่งที่เป็นคำสั่งใช้และละทิ้งจากคำสั่งห้าม
ผลประโยชน์ของการพินิจพิจารณาในความโปรดปรานของอัลลอฮซ.บ.จะทำให้เรารู้คุณและรู้จักขอบคุณต่อพระองค์ และไม่เนรคุณต่อพระองค์ ด้วยการฝ่าฝืนและกระทำสิ่งที่เป็นบาป
และการรู้จักความโปรดปรานแห่งพระผู้เป็นเจ้าส่งผลในเชิงบวกต่อมนุษย์ ดังนี้
ก.สร้างรัศมีแห่งปัญญา
ข.รู้ถึงคุณค่าของความโปรดปราน
ค.ได้ข้อเตือนสติจากผลกรรมของผู้ละเมิด
๒)ให้ตรวจสอบตนเองว่าเคยฝ่าฝืนต่อพระผู้เป็นเจ้าบ้างหรือไม่
ประการที่สองของวิธีปฎิบัติ ที่จะทำให้มนุษย์ไม่หลับไหลทางจิตวิญญาณ คือการตรวจสอบตนเองอยู่สม่ำเสมอ โดยให้ตรวจสอบพฤติกรรมและการกระทำของเราว่า ที่ผ่านมาได้กระทำสิ่งใดบ้างที่เป็นการละเมิดและฝ่าฝืนพระบัญชาของพระองค์อัลลอฮซ.บ. นั่นหมายความว่า ถ้ามีสิ่งใดที่เราพบเห็นว่าเราได้บกพร่องและฝ่าฝืนหรือเคยละเมิด ดังนั้นให้เรารีบเร่งในการขอลุแก่โทษต่อพระองค์อัลลอฮ และสำนึกผิด และตั้งมั่นกับตนเองว่าจะไม่ไปกระทำอีก โดยการนึกถึงผลกรรมของการกระทำนั้นว่าจะได้รับการลงทัณฑ์ที่แสนจะทรมานและเจ็บปวดยิ่ง และถ้าสิ่งใดที่เราได้ละเมิดหรือบกพร่องที่จะชดใช้ได้ ก็ให้รีบชดใช้เสีย
แท้จริงการตรวจสอบต่อการกระทำที่ผ่านมาและขออภัยโทษต่อพระผู้เป็นเจ้า จะทำให้หัวใจของมนุษย์มีความสะอาดขึ้นอีกทั้งทำให้มีรัศมีแห่งจิตวิญญาณ ซึ่งพร้อมที่จะขับเคลื่อนไปสู่คุณงามความดีและจะภักดีต่อพระองค์ ซึ่งนั่นคือการตื่นของจิตและหัวใจ
และผลของการตรวจสอบตนเองที่จะได้รับคือ
ก.จะเทิดเกียรติแห่งพระผู้เป็นเจ้า
ข.จะเรียนรู้และเข้าใจจิตใฝ่ต่ำและผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของจิตใฝ่ต่ำ
ค.จะศรัทธาต่อคำพิพากษาและการลงทัณฑ์ในโลกหน้า
จะต้องรู้จักตัวแปรหรือสาเหตุภาวะแห่งศรัทธาเพิ่มขึ้นหรือลดลง
ประการที่สามของการปฎิบัติตนมิให้เกิดภาวะของการหลับไหลทางจิตวิญญาณ คือการรู้จักต้นตอและตัวแปรต่างๆที่จะส่งผลทางจิตวิญญาณทั้งทางบวกและทางลบ นั่นหมายความว่าการแสวงหาคุณลักษณะอันดีงามทางศิลธรรมและปฎิบัติคุณลักษณะนั้นอย่างต่อเนื่องและเอาจริงเอาจังกับมัน เพื่อที่จะให้คุณธรรมความดีนั้นอยู่กับเราตลอดไป เมื่อตัวเรามีคุณธรรมและจริยธรรมอันดีงาม จะเป็นตัวแปรที่สำคัญในการสร้างจิตวิญญาณในเชิงบวก นั่นหมายความว่า มนุษย์จะไม่หลับไหลทางจิตและจะตื่นอยู่ทุกขณะจิต ด้วยการภักดีและเสริมสร้างแต่ความดีงามแก่ตนเองและสังคม
ผลของการเรียนรู้ถึงตัวแปรและสาเหตุที่จะทำให้เกิดความบกพร่องด้านศรัทธา(อิหม่าน) มีดังนี้
ก.จะยอมรับกระบวนการทางการเรียนรู้และเห็นถึงคุณค่าของการศึกษาทางศิลธรรม(Morals)
ข.จะศรัทธาและเชื่อมั่นในเชิงบวกต่อผลของการปฎิบัติตามศาสนกิจอย่างเคร่งครัด
ค.จะเป็นหนึ่งจากผู้ที่มีคุณธรรมและจะอยู่ร่วมกับผู้ที่มีมีคุณธรรม







