ฌาณวิทยาอิสลามในบริบทของอัลกุรอานและฮะดีษ
ถ้าเราเพ่งพินิจหรือพิจารณาจากตัวบทของอัลกุรอานและอัลฮะดีษของศาสดาและทายาทของศาสดาและคำรายงานต่างๆจะพบว่าแท้จริงรหัสยวิทยาไม่ขัดแย้งกับตัวบทของอัลกุรอานและซุนนะฮ์แบบฉบับของศาสดามุฮัมมัดและสาวกอันทรงเกียรติของศาสดาเลยดังที่เราจะนำวิเคราะห์ในประเด็นดังกล่าวไปพร้อมกับดังนี้

Credit Photo by : sunnahstudent
ก.หลักคำสอนรหัสยวิทยาสอดคล้องกับธรรมชาติดั้งเดิม
จากบทวิสูจน์จากข้างต้นด้วยหลักปรัชญาและสติปัญญาพร้อมกับหลักฐานในเชิงประวัติศาสตร์ยืนยันว่ารหัสยวิทยาที่ถูกต้องและของแท้นั้นจะต้องไม่ขัดแย้งกับฟิตเราะฮ์สัญชาตญาณเดิมของมนุษย์ซึ่งโดยรากแท้ของมนุษย์คือการพยายามและมุ่งมั่นสู่การไปถึงจุดสูงสุดคือการค้นพบความจริสูงสุดคือการเข้าถึงพระเจ้าซึ่งในประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องของสัญชาตญาณและการแสวงหาพระเจ้าและการรู้จักพระเจ้าถือว่าเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ทุกคนและอิสลามได้ได้สนับสนุนในเรื่องดังกล่าวโดยอัลกุรอานได้กล่าวสนับสนุนว่ามนุษย์นั้นมีสัญชาตญาณในการรู้จักพระเจ้าและการค้นหาพระเจ้าอยู่ในตัวทุกคน ดังโองการที่ว่า
(ซูเราะฮ์รูม โองการที่ ๓๐)
การอรรถาธิบายของโองการนี้ตามคำรายงานและฮะดีษคือมนุษย์มีความเชื่อต่อเรื่องหลักเอกานุภาพของพระเจ้าอยู่แล้วและมนุษย์ถูกสร้างมาในลักษณะที่รู้จักพระเจ้าและการแสวงหาพระเจ้าและการเข้าหารหัสยะนัยคือสิ่งที่สนับสนุนสิ่งที่เป็นธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์
ข.รหัสยวิทยาครอบคลุมทุกด้าน
จากการที่เราได้วิเคราะห์ด้วยหลักปรัชญาและสติปัญญาผ่านมาว่ารหัสยวิทยาเป็นเนื้อหาที่เกื้อกูลที่ครอบคลุมนั่นหมายความว่าจะยังประโยชน์ทุกมิติของมนุษย์ไม่ใช่เพียงบางมิติหรือบางบทบาทของมนุษย์ ซึ่งอัลกุรอานเองก็ได้สนับสนุนหลักการดังกล่าวไว้ ดังนี้
(บะกอเราะฮ์ โองการที่ ๓๐ ๓๑-๓๒)
ดังนั้นมนุษย์มีศักยาภาพและมีขีดความสามารถที่จะเป็นตัวแทนของพระเจ้าบนหน้าแผ่นดิน ดังโองการที่กล่าวข้างต้น และเป้าหมายหรือตัวชี้วัดว่าผู้จะไปถึงตำแหน่ง”ตัวแทนของพระเจ้า” นั่นคือจะต้องมีองค์ความรู้ในเรื่องนามๆต่างๆนั้น ดังที่นบีอาดัม(อ)ได้รับองค์ความรู้
“และองค์อัลลอฮทรงสอนอาดัมถึงนามต่างๆนั้นทั้งหมด”
และการเข้าถึงความเป็นตัวแทนของพระเจ้าของนบีอาดัมเนื่องจากสาเหตุนี้คือการมีองค์ความรู้ต่อนามทั้งหลายและนามทั้งหลายและการสดุดีการสรรเสริญไม่ใช่ว่าอาดัมจะสำแดงออกได้เพียงผู้เดียวหรือเหนือว่าบรรดาทวยเทพนั้นเพราะว่าอัลกุรอานได้ยืนยันว่าบรรดาทวยเทพต่างก็ได้สดุดีและสรรเสริญต่อองค์อัลลอฮ์เจ้าอยู่อแล้วแต่สิ่งที่บรรดาทวยเทพไม่มีคือการรู้ถึงนามต่างๆนั้นและตามคำรายงานและบทฮะดีษจากแนวทางของเราแนวทางชีอะฮ์ถือว่าบรรดาอะลุลบัยต์คือนามต่างๆนั้น และจากการที่อาดัม(อ)ได้รู้และเข้าถึงนามต่างๆนั้นทำให้อาดัม(อ)ถูกยกระดับเป็นตัวแทนของพระเจ้า(คอลีฟะตุลลอฮ)และเราก็เชื่อว่าบรรดาอะลุลบัยต์(อ)ทายาทอันบริสุทธิ์ศาสดามุฮัมมัดเป็นเงื่อนหนึ่งที่จะบรรลุตำแหน่งตัวแทนแห่งพระเจ้านั้นด้วยเช่นกันเพราะว่าในบทซียาเราะฮ์บทการอ่านคารวะดวงวิญญาณของบรรดาอิมาม(อ)ได้กล่าวว่าบรรดาอิมามคือคอลีฟะฮของพระเจ้าและเป็นตัวแทนของพระเจ้าด้วยเช่นเดียวกันดังนั้นการไปถึงตำแหน่งคอลีฟะฮ์แห่งพระเจ้าจะต้องมีความพร้อมและมีความศักยาภาพที่พร้อมใช่มนุษย์สามารถไปถึงตำแหน่งดังกล่าวได้ทุกคนแต่ทว่าความพร้อมนั้นขึ้นอยู่กับศักยาภาพแต่ละตนซึ่งบรรดาอิมาม(อ)เหล่านั้นพร้อมและมีศักยาภาพส่วนมนุษย์อื่นๆหรือบรรดาสรรพสัตว์นั้น เป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถจะไปถึงมันได้ ดังโองการที่ว่า
(ซูเราะฮ์อะรอ็ฟ โองการที่ ๑๗๙)
การที่จะรู้จักเกี่ยวกับวิชาการแขนงหนึ่งๆนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ถึงประวัติความเป็นมาของมันเสียก่อนอีกทั้งเรียนรู้ถึงบริบทในการพัฒนาการซึ่งได้เกิดขึ้นในวิชาการนั้นจากสมัยหนึ่งถึงสมัยหนึ่ง นอกจากนั้นจำเป็นที่จะต้องรู้จักอย่างดีต่อบุคคลสำคัญๆที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างหรือได้พัฒนาวิชาการนั้นๆ และจะต้องรู้จักเกี่ยวกับตำรับตำราขั้นพื้นฐานของวิชาการนั้นๆ ในบทเรียนนี้และบทเรียนต่อไปเราจะได้มาสู่ประเด็นปัญหาต่างๆเหล่านี้กัน
คำถามแรกซึ่งอาจจะยกขึ้นนำมาเป็นประเด็นถกในที่นี้ก็คือว่า วิชากการว่าด้วยด้านรหัสยวิทยาในอิสลามนั้นได้พัฒนามาในวิถีทางเช่นเดียวกันกับวิชาการด้านนิติศาสตร์อิสลาม และเหมือนกับวิชาการด้านที่ว่าด้วยการอรรถาธิบายอัลกุรอานอีกทั้งวิชาการด้านอัล-ฮะดิษวิชาสืบค้นวจนะของท่านศาสดากล่าวคือ เป็นวิชาการแขนงหนึ่งซึ่งบรรดามุสลิมได้หยิบยกที่มาและวัตถุประสงค์ของเรื่องหาขั้นพื้นฐานทางด้านนี้มาจากศาสนาอิสลามอีกทั้งพวกเขาได้มีการแสวงหาค้นคว้าและวางระเบียบต่างๆและหลักการทั้งหลายสำหรับวิชาการดังกล่าวนี้ขึ้นมาเองหรือเปล่า?หรือเป็นธรรมชาติของวิชาการด้านรหัสยวิทยาที่เหมือนอย่างกับวิชากานด้านอื่นๆอย่างเช่น คณิตศาสตร์และวิชาการแพทย์หรือศาสตร์แขนงต่างๆซึ่งในตอนเริ่มต้นมีที่มาจากโลกภายนอกเข้ามาสู่โลกอิสลาม และแล้วได้รับการพัฒนาและเจริญเติบโตในอุ้งตักของวัฒนธรรมอิสลามโดยผ่านบรรดานักปราชญ์มุสลิม หรือไม่ประการใด อย่างไร? หรือว่ามีทางเป็นไปได้ที่จะสมมติฐานอื่น?
สำหรับบรรดาอาริฟชนและบรรดาซูฟีนั้นพวกเขาเชิดชูทางเลือกทัศนะแรกและปฏิเสธความเป็นไปได้แนวความคิดอื่นๆทั้งหมด แต่นักบูรพคดีศึกษาบางคนก็ได้ยืนกรานและยังคงยืนกรานอยู่ว่า ความคิดอันละเอียดอ่อนทางด้านจิตวิญญาณแบบลัทธิซูฟีหรือรหัสยนัยนั้นได้มาสู่โลกมุสลิมโดยนำมาจากภายโลกภายนอกมาจากอิทธิพลต่างชาติ. บางครั้งพวกเขากล่าวอ้างยืนยันว่าต้นตอของแนวความคิดทางด้านจิตวิญญาณนั้นคือศาสนาคริสต์แล้วความคิดเหล่านี้ได้แทรกซึมเข้ามาในวงมุสลิมอันเป็นผลจากความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมกับบรรดาพระคริสเตียน บางครั้งพวกเข้าได้อธิบายเรื่องอิรฟานและลัทธิรหัสยนัยนี้ว่าเป็นปฏิกิริยาของชาวอิหร่านที่ต่อต้านพวกอาหรับและอิสลาม บางครั้งพวกเขานำเสนอลัทธิซูฟีว่าเป็นผลพลอยได้มาจากปรัชญานิโอ-เพลโทนิก ซึ่งเป็นส่วนผสมผสานจากแนวความคิดของอริสโตเติล,เพลโทและพิธากอรัส อีกทั้งในด้านหนึ่งเป็นส่วนผสมของแนวความคิดและหลักการฝ่ายยิว-คริสเตียน บางครั้งบรรดานักบูรพคดีเหล่านี้ยืนยันว่าลัทธิซูฟีแบบอิสลามได้นำแรงบันดาลใจของมันมาจากแนวความคิดของพุทธศาสนา เหมือนอย่างที่ฝ่ายที่ต่อต้านลัทธิซูฟีในโลกอิสลามก็เช่นเดียวกันได้พยายามอย่างต่อเนื่องที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่ารหัสยวิทยาหรือลัทธิซูฟีมิได้เกี่ยวข้องอะไรต่ออิสลามเลยและต้นตอของมันไม่ใช่อิสลาม
ตามทฤษฎีที่สาม วิชารหัสยวิทยา-ทั้งในแง่ทฤษฎีและในแง่ปฏิบัติ-ถือว่าได้นำหลักการพื้นฐานของตัวเองมาจากอิสลาม และได้แสดงเหตุผลและวางกฎเกณฑ์สำหรับแหล่งที่มานี้ด้วย และมันยังได้รับอิทธิพลจากแหล่งอื่นด้วยเช่นเดียวกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแนวความคิดต่างๆด้านเทววิทยาและปรัชญาโดยเฉพาะจากลัทธิที่นับถือความสว่างและการบรรลุธรรมว่าเป็นจุดหมายปลายทางของมนุษย์ แต่ว่า สำหรับประเด็นปัญหาต่างๆที่ว่า บรรดาอาริฟชนสามารถที่จะอรรถาธิบายหลักการและกฎเกณฑ์ต่างๆที่ถูกต้องเกี่ยวกับแหล่งที่มาอันเป็นพี้นฐานจากอิสลามได้มากน้อยแค่ไหน? ในเรื่องของความสำเร็จในการจัดในทางที่ถูกต้องของพวกเขาเกี่ยวกับเนื้อหาวัตถุขั้นพื้นฐานเทียบเท่ากับบรรดานักนิติศาสตร์อิสลามหรือไม่? และสามารถผูกมัดกับเงื่อนไขต่างๆมากน้อยแค่ไหนที่จะไม่เบี่ยงเบนออกนอกหลักการอันเป็นพื้นฐานที่แท้จริงของอิสลาม? และเช่นเดียวกัน สถานการณ์ภายนอกมีอิทธิพลต่อศาสตร์รหัสยวิทยาแบบอิสลามมากน้อยแค่ไหน?
หรือว่า รหัสยวิทยาแบบอิสลามได้ดึงดูดพวกเขาเข้ามาหาตัวเองและพวกเขาได้ซึมซับอิทธิพลต่างๆจากภายในและได้ดำเนินตามทิศทางของแหล่งที่มาของตัวเองโดยใช้ประโยชน์จากภายนอก หรือว่ากลับตรงกันข้าม? คือคลื่นแห่งสถานการณ์เหล่านั้นได้กลืนรหัสยวิทยาแบบอิสลามเข้าหาตัวมันเอง? คำถามทั้งหมดเหล่านี้ต้องการความคิดที่ลึกซึ้งและต้องการการถูกอภิปรายแยกออกไปต่างหาก อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นเรื่องที่ชัดเจนที่สุด คือรหัสยวิทยาแบบอิสลามมีแรงบันดาลใจและรับต้นทุนขั้นพื้นฐานของมามันจากอิสลาม ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
บรรดาฝ่ายสนับสนุนของทัศนะแรกและบางส่วนของฝ่ายสนับสนุนต่อทัศนะที่สองก็เช่นเดียวกันต่างก็อ้างว่า อิสลามเป็นศาสนาแห่งความเรียบง่ายชัดแจ้งและปราศจากสิ่งที่เป็นรหัสยะคลุมเครือ อีกทั้งอิสลามมิได้บรรจุไว้ซึ่งสิ่งใดๆที่เป็นความเร้นลับหรือไม่อาจที่จะเข้าใจได้
ความเชื่อขั้นพื้นฐานที่สุดของอิสลามคือ เอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า เอกภาพตามทัศนะของอิสลามคือ เหมือนอย่างบ้านทุกหลังที่มีผู้สร้างและผู้สร้างนั้นแยกออกเด่นชัดต่างหากจากตัวบ้านในทำนองเดียวกันโลกและจักรวาลนี้มีผู้สร้างเช่นกันซึ่งแยกออกต่างหากจากโลกและจักรวาลนี้และเป็นอิสระทั้งหมดจากมัน ในสายตาของอิสลามถือว่า พื้นฐานความสัมพันธ์ของมนุษย์กับบริโภคทางโลกทั้งหลายคือ การบำเพ็ญตน การบำเพ็ญตนหมายถึง เป้าหมายต่างๆ ของความผาสุกของการตัดขาดจากการใช้ชีวิตของโลกนี้เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งความผาสุกอันเป็นนิรันดรแห่งโลกหน้า สิ่งเหล่านี้ให้เรามองผ่านไป และไปสู่ขั้นหนึ่งที่จะต้องอาศัยระเบียบกฎเกณฑ์ธรรมดาๆในภาคปฏิบัติซึ่งวิชานิติศาสตร์อิสลามรับผิดชอบสิ่งเหล่านี้อยู่
กลุ่มนี้มีความคิดเห็นว่าสิ่งที่บรรดาอาริฟชนหมายถึงเกี่ยวกับหลักเอกภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้านั้นมีความแตกต่างกันมากทีเดียวจากหลักความเชื่อในเรื่องเอกภาพแบบอิสลาม เพราะตามทัศนะของบรรดาอาริฟชนและซูฟีชนนั้นเอกภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้าหมายถึง เอกภาพแห่งภาวการณ์ดำรงอยู่แห่งความเป็นหนึ่งส่วนภวันต์อื่นคือมายา(วะฮ์ดัต วุญูด)นั้นก็คือพวกเขาเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่เว้นแต่พระผู้เป็นเจ้า นามทั้งหลายและคุณานุภาพทั้งหลายของพระองค์อีกทั้งการสะท้อนการปรากฏอันชัดแจ้งจากฉายาลักษณ์ของพระองค์เท่านั้น การจาริกทางด้านจิตวิญญาณของบรรดาอาริฟชนนั้นแตกต่างจากการบำเพ็ญตนแบบอิสลามด้วยเหมือนกัน เพราะว่า สำหรับส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจาริกจิตวิญญาณของพวกเขานั้นบรรดาอาริฟชนได้พูดถึงกลุ่มศัพท์ต่างๆที่มีความหมายเฉพาะ อย่างเช่น ความรักพระผู้เป็นเจ้า การสลายตัวตนสู่พระองค์และการสะท้อนการประจักษ์แจ้งให้แก่จิตใจของผู้อุทิศตน ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่มีร่องรอยใดๆในการบำเพ็ญตนแบบอิสลาม เฏาะรีกัตหรือการจาริกทางจิตวิญญาณ ของบรรดาอาริฟชนก็แตกต่างจากชะรีอัตนิติศาสตร์อิสลามด้วยเช่นเดียวกัน เพราะว่า ระเบียบกฎเกณฑ์แห่งพฤติกรรมของบุคคลและรูปแบบในการดำเนินชีวิตที่ถกเถียงกันอยู่ในการจาริก(เฏาะรีกัต)นั้นก็ไม่พบในนิติศาสตร์อิสลาม
กลุ่มนี้ถือว่า บรรดาสาวกผู้ทรงคุณธรรมของท่านศาสดา ซึ่งบรรดาอาริฟชนและบรรดาซูฟีอ้างว่าได้ดำเนินชีวิตตามแบบบุคคลดังกล่าวและเชื่อว่าพวกเขาเป็นผู้นำของตัวเองนั้นก็เป็นเพียงผู้บำเพ็ญตนแบบสละโลกและพวกเขามิได้รู้สิ่งใดเกี่ยวกับกับจาริกทางจิตวิญญาณของบรรดาผู้บรรลุธรรมตามแนวทางฌาณวิทยาและเรื่องเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้าแบบนักรหัสยนิยมเลย ทั้งหมดที่พวกเขาได้กระทำนั้นพวกเขาไม่สนใจใยดีต่อทรัพย์สินทางโลกและเพ่งความสนใจไปยังโลกหน้า พื้นฐานที่ปกคลุมจิตวิญญาณของพวกเขาคือ ความเกรงกลัวและความหวัง พวกเขาเกรงกลัวการลงโทษแห่งนรกและมุ่งหวังเพื่อนรางวัลแห่งสวรรค์
ความจริงก็คือ ทฤษฎีของกลุ่มนี้ไม่อาจที่จะถูกยอมรับได้ไม่ว่าในกรณีใดๆ ต้นตอทางวิชาการของอิสลามเป็นคลังอันมหาศาลและมีความลึกซึ้งมากกว่าบุคคลเหล่านี้จะตั้งสมมุติฐานขึ้นมาเองด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออาจจะด้วยความตั้งใจ หลักความเชื่อเรื่องพระเจ้าองค์เดียวในอิสลามมิได้ง่ายดายเช่นนั้นและมิได้ว่างเปล่าเหมือนที่พวกเขาคิด หรือจิตวิญญาณของมนุษย์ตามทัศนะอิสลามมิได้ถูกจำกัดให้เป็นเพียงลัทธิบำเพ็ญตนอย่างแห้งแล้งกระด้างกระเดื่อง และบรรดาสาวกผู้ทรงคุณธรรมของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ก็มิใช่เป็นผู้ง่ายดายเหมือนที่บุคคลเหล่านี้ยืนยัน หรือไม่ใช่คำสั่งของอิสลามจะถูกจำกัดอยู่เฉพาะการปฏิบัติคุณธรรมความดีแต่เพียงภายนอกเท่านั้น
ในที่นี้เราใคร่ที่จะชี้ให้เห็นโดยสังเขปว่า ในหลักคำสอนพื้นฐานของอิสลามนั้นมีสิ่งต่างๆมากมายที่สามารถชี้แนะนำให้เห็นถึงจุดอันสูงส่งและละเอียดอ่อนถึงความดีงามของรหัสยวิทยาทั้งด้านทฤษฎีและด้านปฏิบัติ สำหรับคำถามที่เกี่ยวกับว่า บรรดาอาริฟและผู้บำเพ็ญตนทางด้านจิตวิญญาณได้ใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องจากหลักคำสอนเหล่านี้ได้แค่ไหน? และเกิดการผิดพลาดเบี่ยงเบนไปแล้วแค่ไหน? นับเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะอธิบายเกี่ยวกับประเด็นปัญหาเหล่านี้ในช่วงตอนต่อไป
ส่วนเรื่องเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้านั้น คัมภีร์อัลกุรอานมิได้เปรียบเทียบไว้ในที่ใดๆเลยว่าพระองค์และการสรรสร้างเหมือนกับบ้านและผู้สร้างของมัน อัลกุรอานได้นำเสนอว่า พระผู้เป็นเจ้าคือ พระผู้สร้างแห่งโลกจักรวาลทั้งมวลและในขณะเดียวกันดำรัสว่า อาตมันอันศักสิทิ์ของพระองค์ทรงดำรงอยู่ทุกหนทุกแห่งและอยู่พร้อมกับทุกสรรพสิ่ง
อัลกุรอานระบุไว้ว่า
“ไม่ว่าสูเจ้าหันหน้าของพวกสูเจ้าไปยังที่ใดพระพักตร์ของอัลลอฮอยู่ที่นั้น”
และอีกโองการระบุไว้ว่า
“เราอยู่ใกล้ชิดสูเจ้ามากกว่าตัวสูเจ้าเองและเราอยู่ใกล้ชิดกันเขายิ่งกว่าเส้นเลือดที่คอหอยของเขาเสียอีก”
และอีกโองการหนึ่งทรงดำรัสว่า
“พระองค์ทรงเป็นแรกเริ่มและสุดท้าย ทุกสิ่งเริ่มจากพระองค์และสิ้นสุดที่พระองค์และทรงเปิดเผยและทรงเร้นลับ” และโองการอื่นๆที่เกี่ยวกับเรื่องนี้
เป็นที่ชัดแจ้งว่า โองการเหล่านั้นของอัลกรุอานดึงความสนใจไปยังรูปแบบหนึ่งของความเชื่อในเรื่องเอกภาพซึ่งเหนือกว่าและสูงส่งกว่าความเชื่อในเรื่องเอกภาพของประชาชนทั่วไป มีฮะดิษหนึ่งในอัล-กาฟีซึ่งกล่าวว่า อัลลอฮทรงรู้ว่าในช่วงหลังๆจะมีกลุ่มบุคคลที่จะดำเนินไปอย่างลึกซึ้งในเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับเอกภาพของพระองค์ ฉะนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมพระองค์จึงได้ประทานซูเราะห์ อัต เตาฮีดและโองการต้นๆของซูเราะห์ อัล ฮะดีด
เกี่ยวกับการที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความถูกต้องแน่นอนของการจาริกทางด้านจิตวิญญาณและการท่องผ่านขั้นตอนต่างๆสู่ฐานภาพที่สูงส่งแห่งการเข้าใกล้ชิดถึงอัลลอฮนั้น จำเป็นที่จะต้องนึกถึงโองการที่กล่าวเกี่ยวกับ “การพบอัลลอฮ์”และโองการที่กล่าวถึง “การได้รับความพึงพอพระทัยของพระองค์” และโองการอื่นๆที่เกี่ยวพันธ์กับการวิวรณ์และการดลใจหรือโองการที่กล่าวถึงการเจรจาของบรรดามะลาอิกะห์กับคนบางคนนอกจากบรรดาศาสดาอย่างเช่น การเจรจากับท่านหญิงมัรยัม (แมรี่) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโองการต่างๆที่เกี่ยวกับการขึ้นสู่ฟากฟ้าของท่านศาสดา- อิสเราะห์เมียะร๊อจญ -ก็สำคัญด้วยเช่นเดียวกัน
ในคัมภีร์อัลลอฮกุรอานนั้น จิตวิญญาณขั้นใฝ่ต่ำ และจิตขั้นการตักเตือน และจิตที่สงบมั่น และได้รับความปลื้มปิติก็ได้ถูกระบุไว้ด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีอ้างถึงความรู้ที่อัลลอฮทรงประทานให้โดยตรงรวมทั้งเรื่องการชี้ทางนำอันเป็นผลจากการต่อสู้ดิ้นรนของบุคคล
“เขาเหล่านั้นผู้ซึ้งต่อสู้ดิ้นรนเพื่อนเรา เราจะนำพวกเขาไปยังทางทั้งหลายของเรา” เช่นเดียวกันนั้น อัลกุรอานได้อธิบายถึงการขัดเกลาจิตวิญญาณว่าเป็นเหตุหนึ่งแห่งความสำเร็จ “แท้จริงเขาเป็นผู้สำเร็จผู้ซึ่งชำระจิตใจของเขาให้สะอาดและแท้จริงเขาเป็นผู้ล้มเหลวผู้ซึ่งทุจริตต่อมัน” อีกหลายแห่งในคัมภีร์อัลกุรอานที่ระบุถึงความรักอัลลอฮว่าเป็นสิ่งสูงส่งเหนือกว่าความรักและความผูกพันธ์อื่นใดเมื่อเปรียบเทียบกับความรักของมนุษย์ทั้งมวล อัลกุรอานได้ระบุถึงการแซ่ซ้องสดุดีอัลลอฮ์ของทุกๆอนุภาคในสากลจักรวาล การระบุไว้เช่นนี้ก็เพื่อที่จะแนะนำให้เห็นอีกนัยหนึ่งว่าหากมนุษย์ได้ พัฒนาความเข้าใจของเขาให้สมบูรณ์แล้วเขาก็สามารถที่จะเข้าใจการแซ่ซ้องสดุดีของสรรพสิ่งเหล่านั้นได้ นอกจากนั้นยังมีในส่วนที่อัลกุรอานได้กล่าวเกี่ยวข้องกับธรรมชาติของมนุษย์ในประเด็นปัญหาการเป่าจิตวิญญาณของพระองค์เข้าไปในมนุษย์
สิ่งต่างๆเหล่านี้เพียงพอที่จะดึงความสนใจไปยังการดำรงอยู่ของความสัมพันธ์ด้านจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ไพศาลเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า มนุษย์และจักวาลโดยเฉาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า
เหมือนอย่างที่ได้ชี้แจงมาแล้วแต่เบื้องต้นว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า บรรดาอิรฟานมุสลิมได้นำหลักการดังกล่าวนี้มาปรับใช้อย่างไร? นำมาใช้อย่างถูกต้องหรือใช้อย่างผิดๆ? ประเด็นที่พูดถึงก็คือการนำเสนอแนวความคิดในเชิงเบี่ยงเบนของกลุ่มนักวิชาการชาวตะวันตกและกลุ่มผู้นิยมตะวันตกที่ต้องการแนะนำอิสลามให้เห็นว่าไม่มีมูลฐานในแง่มุมทางจิตวิญญาณเลย และประเด็นสำคัญก็คือคลังวิชาการอันมหาศาลที่มีอยู่ในศาสนาอิสลามสามารถที่เป็นสิ่งชี้นำทิศทางแนวความคิดให้เกิดขึ้นในโลกอิสลามได้อย่างมีศักยภาพ สมมุติว่า หากบรรดาอิรฟานมุสลิมที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบันไม่สามารถใช้เรื่องนี้ไปอย่างถูกต้องแล้วก็มีบุคลอื่นๆที่ไม่ได้รู้จักในนามของอิรฟานก็ได้ใช้เรื่องนี้ไปอย่างถูกต้อง
ยิ่งกว่านั้นยังมีรายงานฮะดิษและรายงานอื่นๆตลอดทั้งคำคุฏบะห์ บทดุอาอ์ต่างๆที่มีปรากฏอยู่ในตำรา นอกจากนั้นเรื่องราวว่าด้วยชีวิตของบุคคลสำคัญๆของอิสลามก็ได้ชี้ให้เห็นว่า สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในยุคต้นๆของอิสลามนั้นมิใช่เป็นแค่เพียงการบำเพ็ญตนแบบสันโดษที่แห้งแล้งและการเคารพบูชาพระเจ้า(อิบาดัต)เพื่อมุ่งหวังรางวัลในโลกหน้าเท่านั้น
รายงานต่างๆ คำคุฏบะห์ต่างๆ บทดุอาอ์ต่างๆ และบทสารภาพบาปทั้งหลายได้บรรจุประเด็นที่มีความหมายสูงส่งเชิงลึก เรื่องราวชีวิตของบุคคลสำคัญในบรรดาผู้ศรัทธาที่ประเสริฐในยุคต้นๆนั้นได้ฉายแสงให้เห็นจิตวิญญาณอันสูงส่งของพวกเขา ภาวะทิพย์ต่างๆที่เข้ามาสู่ภายในจิตใจ จิตใจที่รู้แจ้งเห็นจริง อีกทั้งชี้ถึง ภาวะสลายตัวตน ความรักความเมตตาทางจิตวิญญาณที่ปรากฏอยู่ในตัวพวกเขา ตัวอย่างเหล่านี้มีมากมาย ซึ่งเราจะได้ยกประกอบเพียงเรื่องเดียวนี้
มีรายงานหนึ่งในหนังสืออัลกาฟีว่า วันหนึ่งท่านศาสนทูต(ศ็อล)หลังจากที่ได้ทำการนมาซของท่านเรียบร้อยแล้ว ท่านได้เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งรูปร่างผอมโซดูท่าทางอ่อนแอจะเห็นได้จากผิวของเขาผอมซูบซีด ดวงตาของเขาจมอยู่ในเบ้าตาลึกเขาเกือบจะทรงตัวด้วยความยากลำบาก ท่านศาสนทูต จึงได้ถามเขาว่า เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? เข้าได้ตอบว่า “ฉันนำความยืนยันในความเชื่ออันมั่นคง” ท่านศาสทูตจึงถามว่า “อะไรคือสัญญาณของความเชื่ออันมั่นคงของท่าน?” ชายผู้นั้นตอบว่า “ความเชื่ออย่างมั่นคงของฉันที่ทำให้ฉันโศกเศร้า ที่ทำให้ฉันตื่นตลอดในช่วงเวลากลางคืน และที่ทำให้ฉันกระหายในช่วงกลางวันอันเนื่องจากการถือศีลอด มันทำให้ลืมเลือนไม่สนใจสิ่งใดๆในโลกนี้ ฉันได้เห็นราวกับว่าบัลลังก์ของอัลลอฮได้ตระหง่านอยู่เพื่อทำการชำระการกระทำของมนุษย์ผู้ซึ่งถูกรวบรวมให้ชุมนุมกัน ณ ที่จัตุรัสแห่งการชุมนุมนั้น ฉันก็เป็นคนหนึ่งในหมู่เหล่านั้น ฉันเห็นผู้พำนักอยู่ในสวรรค์กำลังปิติยินดี และเห็นบรรดาผู้พำนับอยู่ในนรกกำลังถูกลงทัณฑ์ มันปรากฏราวกับว่า ฉัน ณ บัดนี้ฉันกำลังได้ยินเสียงแตกพะเนียงของเปลวไฟนรกด้วยหูของฉันเอง” ท่านศาสนทูตได้หันไปยังบรรดาสาวกของท่านพลางกล่าวว่า “เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งซึ่งพระองค์อัลลอฮ์ทรงทำให้หัวใจของเขาเจิดจ้าด้วยแสงแห่งศรัทธา” แล้วท่านศาสนทูตจึงได้หันไปยังชายหนุ่มคนนั้นและได้มีวจนะว่า “จงรักษาสภาพนี้ของท่านไว้อย่าให้มันสูญเสียไปจากเจ้า” ชายหนุ่มคนนั้นได้กล่าวว่า “โปรดวิงวอนต่ออัลลอฮ์ให้ทรงอนุมัติการเป็นซะฮีดแก่ฉันด้วยเถิด” หลังจากนั้นไม่นานเมื่อสงครามได้เกิดขึ้นชายหนุ่มผู้นั้นก็ได้เข้าร่วมในสมรภูมิและได้รับซะฮีด
แม้แต่เรื่องราวชีวิตของตัวท่านศาสนทูตเองลักษณะท่าทางและวจนะต่างๆของท่านอีกทั้งคำวิงวอน(ดุอาอ์)ต่างๆของท่านก็เต็มไปด้วยความรู้สึกทางด้านจิตวิญญาณอย่างล้นพ้นและเป็นข้อชี้แนะในด้านอิรฟาน บ่อยครั้งที่บรรดาอิรฟานได้ยกคำวิงวอนต่างๆของท่านศาสทูตขึ้นมาเป็นแบบฉบับและแหล่งอ้างอิงเชิงวิชาการของพวกเขา
วจนะของท่านอิมามอะลี(อฺ)-เกือบทั้งหมดของบรรดาอิรฟานและบรรดาซูฟีสืบล่องลอยแหล่งที่มาแห่งสำนักคิดของพวกเขามาจากท่าน- ก็เช่นเดียวกัน ช่างท่วมท้นไปด้วยเรื่องทางจิตวิญญาณ ต่อไปนี้เราขอยกข้อความบรรยายธรรมสองข้อความมาจาก นะญุลบะลาเฆาะห์
ธรรมเทศนาที่ ๒๒๐ ท่านได้กล่าวว่า
“ไม่มีข้อสงสัยเลยว่า อัลลอฮผู้ทรงอำนาจสูงสุดทรงทำให้การรำลึกพระองค์เป็นการขัดเกลาจิตใจทั้งหลาย โดยวิธีดังกล่าวนั้นหูหนวกก็เริ่มได้ยิน ตาบอลก็เริ่มเห็น และความยิ่งทะนงตนก็กลายเป็นความถ่อมตนยอมจำนนในทุกๆยุคสมัยอัลลอฮ์พระผู้ทรงอำนาจยิ่งได้สร้างมนุษย์ซึ่งในจิตใจทั้งหลายของเขา พระองค์ทรงใส่ความเร้นลับต่างๆของพระองค์ และผ่านสติปัญญาของพวกเขาที่พระองค์ทรงตรัสแก่พวกเขา”
เทศนาธรรมที่ ๒๑๘ เรื่องกลุ่มชนที่สวามิภักดิ์ต่อพระองค์
“เหล่ากัลยาชนแห่งพระผู้เป็นเจ้าให้ชีวิตชีวาแก่หัวใจของเขา และสลายอัตตราของเขาจนกระทั่งสิ่งที่หยาบกระด้างกลายเป็นความอ่อนนุ่มแสงเจิดจ้าดุจสายฟ้าแลบได้ฉายส่องในเบื้องหน้าของเขา ชี้ให้เขาเห็นทาง และช่วยให้เขาก้าวหน้าไปยังอัลลอฮ ประตูมากมายหลายบานผลักเขาให้เข้าไปสู่ จนกระทั่งเขาถึงซึ่งประตูแห่งความสงบและความปลอดภัยและถึงจุดหมายปลายทางที่ซึ่งเขาต้องอยู่เท้าของเขามั่นคงและร่างกายของเขาถูกทำให้เป็นที่พอใจ จากการที่เขาใช้หัวใจของเขา และสร้างความพึงพอพระทัยแก่พระผู้อภิบาลของเขา”
จะเห็นได้ว่า บทวิงวอนต่างๆ ตามแบบอิสลามโดยเฉาะอย่างยิ่งบทวิงวอนดุอาอ์เหล่านั้นที่บรรดาอิมามผู้สืบทายาทของศาสนทูต(ศ็อล)ได้ทำการสอนเอาไว้ นับเป็นคลังแห่งแหล่งความรู้อันล้ำค่าอย่างเช่น บทดุอาอ์ กุเมล บทดุอาอ์อะบู ฮัมซะห์ ซุมาลี บทดุอาอ์มุนาญาจ ชะอ์บานียะห์ และบทดุอาอ์ ศอฮีฟะ สัจญานียะห์ ซึ่งบทดุอาอ์เหล่านี้ได้บรรจุไว้ด้วยการสำแดงความคิดต่างๆทางจิตวิญญาณคอันเจิดจ้าสูงส่งอย่างยิ่ง
อัลกุรอาน ด้านความเป็นหลักอีรฟานและซูฟี
(ผู้ศรัทธาหยั่งรู้แจ้งพระเจ้า)นั้นคือผู้ที่ได้รำลึกถึงพระเจ้าอยู่ทุกขณะจิต ทั้งยามยืน ยามนั่ง ยามนอน(บทอาลิ อิมรอม โองการที่ ๑๙๕)
บรรดาชั้นฟ้าทั้งเจ็ดและผืนแผ่นดินนั้น จะสดุดีสรรเสริฐต่อพระองค์อัลลอฮ์ และสิ่งที่อยู่ในมันทั้งสอง(ก็ได้สรรเสริญพระองค์) และไม่มีสิ่งใดเลย นอกจากจะสรรเสริญ(อิบาดะฮ์)ต่อพระองค์(บท อัลอิสรอห์ โองการที่ ๔๔)
และแท้จริงทุกสิ่งจะสดุดีต่อพระเจ้า แต่ทว่า พวกเจ้าไม่ได้ยินเสียงสดุดีนั้น( บทที่ ๑๗ โองการที่๔๔)
บุคคลที่ได้ต่อสู้ในวิถีแห่งเรา(จาริกสู่พระเจ้า) แน่นอนเราจะชี้นำทางเขาด้วยหนทางหลากหลายนั้นแก่เขา(เพื่อประจักษ์แจ้งแห่งเรา)( บทที่ ๑๑๒ โองการที่ ๑)
แน่นองผู้ที่ได้ขัดเกลาจิตใจให้สะอาด จะประสบชัยชนะ(เหนือมาร) และจะวิบัติผู้ที่ได้คล้อยตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ( บทที่ ๒๙ โองการที่ ๖๙)

